Princess's profileΡяιиcєss DiaяÿPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    35*ยินยอม

     
       

    10 มกราคม      2552

    สิ่งที่ไม่ได้คาดหวัง มักเกิดขึ้นได้เสมอ
    บอกไม่ได้หรอกว่า เมื่อไหร่?

    อีกครั้งกับการออนทัวร์ของสองพี่น้อง โชติกุล

    มีโทรศัพท์  ดังขึ้นก่อนไปดูคอนเสิร์ต แค่วันเดียว

    พรุ่งนี้ว่างมั้ย สัก 6 โมงเย็นน่ะ ?
    เปิดตารางนัดหมายดู ปรากฏว่าโล่งโจ้ง
    เซเยสเลย ยังไม่รู้ว่าจะชวนไปไหนด้วยซ้ำ ใจง่ายมะ

    คู่สนทนา บอกว่าไปดูคอนเสิร์ตกัน

    โอ้ว... รีบกรูไปที่ตู้เสื้อผ้า งัดแซกดำที่ไม่ค่อยได้ใส่มาเป็นแรมปี ออกมาปัดฝุ่นใหม่ 

    หน้างาน คนเดินยุบยับราวกับกำลังอยู่ใน กองทัพมด

    แถมยังต่อผิดแถวอีกต่างหาก เง้ยยย
    เจ้าหน้าเชิญให้ไปเข้าคิวใหม่ ที่หน้าฮอล์เลยค่ะ
    เก็กซิม อุส่าห์ รอเป็นชั่วโมงต้องไปต่อแถวใหม่

    หารู้ไม่ว่าตั๋วในมือมันไม่ธรรมดา

    พอเข้าไปในฮอล์ได้พึ่งรู้ว่า  ที่นั่ง VIP ครับพี่น้อง
    เดินหันหน้าเข้าเวที ที่นั่งอยู่ ด้านซ้ายมือค่ะ
    ติดขอบเลย

    โอ้ว เห็นหน้านักร้องได้แจ๋วแหว๋ว คือ ถ้านั่งตรงกลางเลย
    ต้องแหง๋นหน้ามอง เพราะเวทีสูงกว่าที่นั่ง
    ไอ้ที่เรานั่ง ไม่ต้องชะเง้อให้เมื่อยคอ

    พี่ป้อม ก็๸�้ยังไงไม่�B8�ี่รอโอกาสอยู่แล้ว เลยเอื้อมมือคว้าปิ๊กได้แบบ ชิว ชิว
    ไม่ต้องกระโดดให้เสียเหงื่อมากนัก หุหุ

    ผู้ชายคนข้างๆ มองแบบค้อนใส่ คงคิดอ่ะว่า อีนี่โผล่มาจากไหน?
    กรูทุ่มเทแทบตาย จู่ๆ มาคว้าไปฉิบ
    แถม พอเค้าค้อนปุ๊บ ดิฉันยังยิ้มกรุ้มกริ่มใส่อีกแนะ มันก็น่าอยู่อ่ะนะ

    แดนซ์สักพัก การ์ด ตัวอย่างเบิ้มเข้ามาต้อนคนดู ไม่ให้เข้าใกล้เวที (คิดว่าคงกลัวคนปีนขึ้นไป แกเลยมาต้อนเข้าคอก)

    ขณะกำลังเล่นเพลง สายล่อฟ้า อีฉันก็เมามัน กับการ โยกหัว การ์ดก็เดินเข้ามาเรียก หนูๆที่นั่งอยู่ตรงไหน ไม่สนใจครับพี่น้อง
    จนโดนสะกิดเลยค่า หันหน้าไปมอง
    การ์ดบอกว่า
    เก้าอี้อยู่ตรงไหน เดี๋ยวไปส่ง!!!

    (เพื่อนแซว สงสัยจะคิดว่ามึงเป็นเด็กมัธยม) เอี๊ยยยยย กรูไม่ใช่เด็กแล้นนะโว้ย

    หลายครั้งแล้วเนี่ย ล่าสุดเอาเช็คที่ลูกค้าสั่งจ่าย ไปขึ้น เดินไปกับป๋า พนักงานถามว่า มาจ่ายค่าเทอมหรอคะ ผ่าง!!
    เลยตอบ
    ค่ะมาจ่ายค่าเทอม นั่งอยู่ตรงไหน ไม่สนใจครับพี่น้อง
    จนโดนสะกิดเลยค่า หันหน้าไปมอง
    การ์ดบอกว่า
    เก้าอี้อยู่ตรงไหน เดี๋ยวไปส่ง!!!

    (เพื่อนแซว สงสัยจะคิดว่ามึงเป็นเด็กมัธยม) เอี๊ยยยยย กรูไม่ใช่เด็กแล้นนะโว้ย

    หลายครั้งแล้วเนี่ย ล่าสุดเอาเช็คที่ลูกค้าสั่งจ่าย ไปขึ้น เดินไปกับป๋า พนักงานถามว่า มาจ่ายค่าเทอมหรอคะ ผ่าง!!
    เลยตอบ
    ค่ะ มาจ่ายค่าเทอม? จะตอบอย่างอื่นก็เกรงใจ 

    พี่ป้อม พี่โต๊ะ ชอบนอกรอบ
    คือ งี้ค่ะ คอนเสิร์ตแกมีสไลด์ฉายทั้งซ้ายขวา แล้วจะขึ้นซับไตเติ้ล ให้ผู้ชมอ%0��ตอบ
    ค่ะ มาจ่ายค่าเทอม? จะตอบอย่างอื่นก็เกรงใจ 

    พี่ป้อม พี่โต๊ะ ชอบนอกรอบ
    คือ งี้ค่ะ คอนเสิร์ตแกมีสไลด์ฉายทั้งซ้ายขวา แล้วจะขึ้นซับไตเติ้ล ให้ผู้ชมอ่านเนื้อ แบบนี้อ่ะ

    ถ้าเพลงไหนไม่มีในริส ก็แปลว่าแกเล่นสด
    จู่ๆ ก็นึกอยากเล่น Jingle Bell ก็เล่น ปุ๊บปับ ทำน่ารักซะงั้น

    ถ้านึกภาพกันไม่ออก ลองคิดถึงพี่ปั๋งพากท์ เทเลทัปบี้แทน
    (สุเมท แอนเดอะ ปั๋ง) อารมณ์เดียวกัน คิขุ สุดๆ
     
    ศิลปินนี่ คาดเดาอารมณ์ไม่ได้จริงๆ

    พี่ป้อมขึ้นคอนเสิร์ตที่ไร จะมี วลีติดปากว่า โย่ว โยว

    โยว โย่ว ที คนดูนั่งไม่ติดเก้าอี้สักราย อันนี้มีภาพยืนยัน คลิกเลยค่า เก้าสีฟ้านี่ใช่ว่าไม่มีคนนั่งนะคะ พอพี่ป้อม โยว โย่ว ผู้ชมก็จะลุกขึ้นมาแดนซ์กันกระจาย

    คนที่มาชมคอนเสิร์ตมีหลายเจเนอเรชั่นมาก ตั้งแต่ อาม่า อาอึ้ม
    อากู๋ อาหมวย อาตี๋ สัก 9 ขวบได้ พากันมาเย้วๆ เห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้

    สงสัยหม่าม้า จะให้ ฟังเพลง ตั้งแต่อุ้มท้องแน่เลย ตัวนิดเดียวร้องได้หมด ตอนอัสนี วสันต์ ออกเทป คาดว่าคงเกิดไม่ทัน

    อาอึ้มแกว่งสติ๊ก (แท่งไฟสีอ่ะใช้เรียกร้องความสนใจ จากสายตา) เห็นแล้วอยากได้มั่ง

    คอนเสิร์ตจบลง นักดนตรี และคอรัส เดินกลับไปหลังเวที แต่มีพี่ป้อมเห็นผู้ชมอยากฟังอีกเลยแถม ขอบคุณแฟนๆ จนคนกรี๊ดลั่นฮอล์

    พี่ป้อม พี่โต๊ะทุ่มเท และใส่ใจ ในการทำงานมาก ก็ไม่แปลกหรอกที่คนหลากอายุจะมารวมตัวกันทุกครั้งที่แกขึ้นคอนเสิร์ต จนแน่นขนัดทุกรอบ

    แล้วแบบนี้จะไม่ยินยอม มอบหัวใจ ให้พี่ป้อม พี่โต๊ะได้ยังไงละคะ

    ปล.ประมวลภาพ เน่าจากมือถือเพิ่มเติม คลิกตรงนี้ค่า

    เจ้าหญิง

     

    Live Asanee Wasan

     

    34*In Memory of Her Royal Highness Princess Galyani Vadhana

               
       

    Her Royal Highness the Princess Galyani Vadhana was a much loved Princess. She was also a much loved elder sister to two Kings, namely His Majesty King Anada Mahidol (Rama VIII) and His Majesty King Bhumibol Adulyadej (Rama IX).

    Her Royal Highness the Princess Galyani Vadhana was one of the hardest working member of the Royal Family. She normally went about her work quietly and without much fuss. Whatever she did, she did with her heart. She took for herself a work load that could be indescibable to some. She was head of over 60 organizations and she looked after each one herself, and with full knowledge and concentration. Her workloads could rival that of the King and the Princess Maha Chakri Sirindhorn. After her mother's passing, she took over most of the charities and organizations that was her mother's as well, with full knowledge as she used to accompany the Princess Mother on her trips to the rural areas.

    The Princess's health has been in decline since June 2007. Although she was admitted to Siriraj Hospital for cancer treatment, she still went about her work as much as possible. We began to see less of her in the second half of 2007, and were all worried for her. Finally, the princess left this world on 2 January 2008, at 2.54am. The news of her passing should have been expected to some degrees with nearly 40 announcements from the Royal Household bureau about her worsenning condition, but we were still shocked and saddened that she has left us so soon, especially when we know that she still had a zest for life and work. 
      
     Her Royal Highness was born Her Serene Highness Mom Chao Galyani Vadhana on 6 May 1923 in London, the eldest child of HRH the Prince Mahidol of Songkla and the Princess Mother Sri Nagarindra. She is the elder sister of HM King Ananda Mahidol (Rama VIII) and HM King Bhumibol Adulyadej (Rama IX).

    In 1927, she was elevated to Her Highness (Pra Vorawongse Ther Pra Ong Chao) by HM King Prajadhipok (Rama VII).

    In 1935, the princess was elevated to Her Royal Highness after her brother ascended the Throne as King Rama VIII. Her Royal Title was Somdetch Pra Chao Pi Nang Ther Chao Fa which translates as "the princess who is the King's elder sister."

    In 1995, in the year of the Princess' 6th Cycle birthday (72nd year), HM King Bhumibol bestowed on her the title of the Kroma Luang Naradhiwas Rajanagarindra, a traditional Siamese customs dating back to the Ayudhaya period, and not seen for decades. She thus became the Princess of Naradhiwas since. (It was said that the province of Naradhiwas was chosen because of it's location being near the province of Songkla, the name given to the Princess and the King's father, The Prince of Songkla) 
     
    Royal Birthday Ceremony of 6 May 1995 celebrating the Princess' 6th Cycle Birthday where HM the King bestowed the title of Kroma Luang Naradhiwas Rajanagarindra  
     
    After returning to Thailand from her studies in Switzerland, the princess became a professor in the French language, history and literature at Chulalongkorn University, assisting professor at Thammasat University, as well as guest lecturers at many others. At the same time she also represented HM the King at various charities and royal work, as well as her own work in the areas of medicine, public health, youth programmes and education. She also represented many organizations in the name of her father specializing in the medical field. After the passing of the Princess Mother, she continued to preside over and take full personal interests in all charities, foundations, associations, organizations and schools set up by her late mother. In addition, for her love of animals the Princess has also set up the "13 Funds" to help animals in need. Her interests were not for just people but also to the animal population of Thailand as well.   
     
    The princess had represented HM the King in many visits abroad, as well as on her own behalf. With her keen interests in education, she came out with books and videos of all the countries she has visited educating the Thai public on the history and culture of the different countries. The videos were aired on Thai Televisions before and during each of her visits to a foreign country. She also penned many books as well as gave special insights in different books on a variety of subjects, including the history of the Siamese Royal Family, especially the descendents of King Rama V, her mother's philosophy and teachings, descriptions of ancient ceremonies and their meanings, and collections of royal emblems and cyphers of past era. 
     
    The Princess of Naradhiwas married Col. Aram Ratanakul Serireungriddhi in 1944 and had to relinguish her Royal title upon marriage to a commoner. HM the King restored her Royal title in 1950, after he was officially crowned. In 1969, the princess married His Highness Prince Varananda Dhavaj, son of His Royal Highness Prince Chudadhuj Dharadilok, Prince of Bejraburna. The princess has one daughter, Thanpuying Dasna Valai Sorasongkram, from her first marriage and one grandson, Jitas Sorasongkram, son of Thanpuying Dasna Valai and Ambassador Sindhu Sorasongkram. Her only daughter had represented HRH in many functions and events, as with the workload the princess had taken, it was near impossibility to be in the same place at one time. Her interests in classical music was welknown, and with the growing appreciation of the Thai people in classical music concerts, the princess had presided over many charity concerts that sprang up in Thailand.  
     
    เสียงบรรเลงเพลงโศกดังมาจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน บ้านเรือน ร้านค้าต่างพากันเศร้าสร้อย ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง หรือแหล่งบันเทิง ก็ดูเหมือนจะมีคนบางตากว่าที่เคย ทั้งๆที่เป็นวันสุดสัปดาห์ หนึ่งในคนที่เดินสวนกันตามท้องถนน ก็จะเห็นเครื่องแต่งกายสีดำ ขาว

    ประเทศไทยกำลังไว้อาลัยแด่เจ้าฟ้าผู้เป็นที่รักยิ่ง มันไม่ใช่หน้าที่  หรือการทำตามคำสั่ง แต่มันเป็นการแสดงออกจากจิตสำนึก ว่าเรากำลังหดหู่ เสียงถอนหายใจดังมาจากคนใกล้ตัวเป็นระยะๆ
    การสบตากันโดยที่ไม่มีคำพูดใดๆ อาจเป็นสิ่งเดียวที่ดีที่สุดที่จะทำได้ในตอนนี้

    เพื่อนจากกรุงเทพบอกว่าปีนี้หนาวมา 4 วันแล้วนะ (ซึ่งปีก่อนหนาวแค่วันเดียว) ความเย็นที่ลอยผ่านมาต้องเนื้อ อาจไม่เท่าความหนาวที่เข้ามาจับขั้วหัวใจ

    อินเตอร์เนตความเร็วสูงที่ทำให้ได้ดูโขนหน้าไฟขณะกำลังถ่ายทอดสด ภาพดีเล ทำให้ต้องจับจ้องมอนิเตอร์ อย่างตั้งใจกว่าเดิม เดินออกไปสะกิดเด็กลานเบียร์ว่าน่าจะให้ทางร้านเปิดถ่ายทอดสดให้ดูบ้างนะ มีแต่คนส่ายหัว นั่งนึกอยู่ว่า แม่ง!!เปิดแต่บอล คงจะเจริญกันแย่แล้วล่ะพวกมึง

    กลับมานั่งที่โต๊ะ ถอดหูฟังออก แต่เล่นเปิดเสียงจากลำโพงให้ดังกว่าเดิม มีฝรั่งเข้ามานั่งดูด้วย เขาเบอกว่าบ้านเราช่างโชคดีนัก มีเจ้าฟ้าผู้ทรงงานหนักเพื่อประชาชน  

    นี่ไง ถึงทำให้ใครๆ ก็ต่างเสียใจเมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิ วัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนรินทร์ ได้ล่วงลับไป
    หากให้พูดถึง โครงการส่วนพระองค์ว่ามีอะไรบ้าง ก็คงพูดไม่หมดในวันเดียวหรอก แต่เชื่อเถอะว่าคงมีหลายคนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ อยู่ใกล้ๆตัวคุณ

    มะต้อง เด็กชายที่เติบโตมาจากครอบครัวกระเหรี่ยง มีเหตุผลที่พูดไปใครก็ว่าเวอร์  (โดยเฉพาะฉันเนี่ย ไม่เคยเข้าใจมันเลยนะ ก่อนหน้านี้) มันเกลียดหน้าหนาวมากกกกก 

     นั่นเพราะ คำว่าหนาวของฉันกับเขามันต่างกัน อากาศหนาวของคนบนดอยนี่ฆ่าคนได้ง่ายๆ ความยากจนทำให้ไม่มีผ้าห่มจะใช้กัน คือ ฟังดูเหมือนเรื่องตลก หน้าหนาวนี่ชอบจะตาย ใช่ป่ะ
    ใครจะไปคิดว่ามันจะทรมารขนาดหนัก

    จนวันหนึ่งมาอยู่ปักกิ่งค่ะ เลยเกต วันที่พายุหิมะถล่ม ดิฉันติดแหงก อยู่ในโรงแรมเพียงลำฟัง เสื้อผ้ามีชุดเดียว แล้วก็ออกไปไหนไม่ได้ เพราะช่วงนั้นตรุษจีนพอดี คนพากันกลับบ้านอย่างบ้าคลั่ง ทำเอา การข่นส่งทุกเส้นเป็นอัมพาต พอหนักเข้าไฟฟ้าก็ดับ ฮิตเตอร์ใช้งานไม่ได้ นอนก็นอนไม่หลับ มือเท้าและปลายจมูกเย็นจนไร้เความรู้สึก

    เข้าใจเลยว่าคนบนดอยรู้สึกยังไงเวลาเขาพูดว่าหนาว ครอบครัวมะต้องได้รับพระราชทานถุงยังชีพ ยารักษาโรค และผ้าห่มค่ะ ทุกวันนี้ มันยังเก็บไว้อยู่เลย ถึงแม้ผ้าจะเก่า และตัวหนังสือที่พิมพ์อยู่บนผืนผ้าจะเริ่มจางหาย แต่ความรู้สึกที่ระลึกถึงพระพี่นางไม่เคยเลือน ภาพยังชัดเจนไม่เคยเปลี่ยนแปลง

    การอยู่รอดอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นเท่าการมีชีวิต หลังจากที่มะต้องเข้ามาเรียนในกรุงเทพ มันจะชวนเพื่อนไปเที่ยวบ้านแม่อุ้ยเสมอ และทุกครั้งที่กลับบ้าน ก็จะขนข้าวของไปแบบ แยะมาก
    ถ้าแกะออกดูจะรู้ว่าเป็นเสื้อผ้าที่ขอมาจากเพื่อน และครูในคณะ มียาเฉพาะโรคหลายตัวที่บ้านมันไม่มีขาย (อยากบอกว่าถ้าใครเคยเห็นฉันใส่เสื้อกระเหรี่ยงนั่นแหละ ฝีมือแม่อุ้ยแกเย็บเอง แทนคำขอบใจที่ให้กันมา)

    และมันนี่แหละทำให้ฉันสะกดคำว่าหนาวเป็นเสียที่

    บางทีพระพี่นางยังอาจมองดูพวกเราอยู่ ท่านทรงห่วงใยราษฎรเสมอ ท่านเห็นความขาดแคลน และความทุกข์ยาก ถึงแม้จะเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยบนดอยก็ตามที

     
         

    33*Reason

                 
       

    25.10.51
    ฉันมักหงุดหงิดอยู่เสมอ
    ชีวิตประจำวันของฉัน ค่อนข้างซีเรียส
    งานที่ทับถมประเดประดัง
    ปัญหาทั้งในบ้าน นอกบ้านรุมล้อม
    ทำให้อารมณ์เสียอยู่บ่อยครั้ง
    ...
    อาจจะฟังแล้วไร้เหตุผล แต่สิ่งที่ทำให้คนรักกัน
    หรือเป็นเพียงรอยยิ้ม รอยนั้น เมื่อวันแรกเจอ
    อาจจะหาเหตุผลสักคำ
    ในสิ่งที่ทำให้ฉันรักเธอ
    นั่นเป็นเพราะตัวฉันมาเจอ เจอสิ่งดีงาม
    นั่งอยู่หลังห้องอัด เพลงจบไปแล้ว แต่ยังคิด มีจริงหรอเนี่ย? รักแรกเจอ ออกจะเพ้อเจ้อ เหมือนนิยายไปล่ะมั้ง
    เริ่มยกขา แล้วแถเก้าอี้ไปมา ขณะรอเจคอปอัดรายการ คนทำงานเดินกันขวักไขว่ ที่นี่คงมีฉันคนเดียวแหละที่ว่าง

    ดีเจเสียงใส กำลังสนทนากับคู่สาย แต่ตางี้มองผ่านกระจก อย่างห่วงใย ว่าอีนี่ อยู่คนเดียวได้มั้ย?
    จะไปเตะปลั๊กไฟที่ไหนหลุดหรือเปล่า?
    บ่าย 4 โมง
    พึ่งได้กินข้าวเช้า เลยขอเพิ่ม เป็น 3 จานรวด ท้องที่เคยส่งเสียงครวญครางดูเหมือนจะสงบลงบ้าง
    นี่ๆ กระทิงแดงเขารับอาสาสมัครไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมด้วยนะ ว่างอยู่ไปดูดิ เคยเห็นโฆษณาของเขายัง เข้าทางมึงเลย

    ทำไมหรอ? เข้าค่ายอะไรงี้ใช่มะ?

    เปล่า พรีเซนเตอร์หล่อ!!! *คลิก >ที่นี่< เพื่อดูสุดหล่อของเดี๊ยน

    กรี๊ดดด อีฉันรีบสมัครเลยค่า ไม่รอช้า
    วันเดินทาง
    จากกรุงเทพ – หาดเจ้าสำราญ บนรถบัส เราได้ดูเทปบันทึก รายการ คนละไม้คนละมือ ทำความรู้จักกับเด็กๆ และโรงเรียนธรรมจารินีวิทยา

    เป็นโรงเรียนประจำ สตรีล้วน และเรียนฟรีค่ะ ที่นี่สอนหนังสือตามหลักสูตรการศึกษาทางโลก แล้วยังมีแม่ชี บ่มเพาะให้ใช้ชีวิตตามวิถีพุทธอีกด้วย (ตั้งอยู่ที่ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี)

    มีเด็กอนุบาล – ม.3 จำนวน 200 กว่าคน เด็กๆ เหล่านี้มาจากทั่วประเทศเลยล่ะ

    มาด้วยหลายเหตุผล หลากหลายความต่างทางสังคม โดยส่วนใหญ่ มาด้วยความยากจน

    บางคนอยู่กับพ่อ แม่ แต่ด้วยปัญหาทางการเงิน อีกทั้งการช่วยเหลือจากภาครัฐก็ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง จึงส่งเด็กมาอยู่ที่นี่เพื่อให้ได้รับการศึกษา

    บางคนอยู่กับญาติพี่น้อง

    บางคนอยู่ในสภาพแวดล้อม ที่เสี่ยงต่อภัยมืดคุกคามได้ง่าย

    เด็กบางคนเคยตกเป็นเหยื่ออารมณ์ ของคนที่เรียกตัวเองว่า พ่อ

    แต่ก็มีจำนวนหนึ่งนะ ที่เด็กเลือกมาเรียนเอง เพราะต้องการศึกษาธรรมะ น่ารักใช่มั้ยคะ

    *สนใจมาทำความรู้จักเพิ่มเติมกันได้ >ที่นี่< ค่ะ

    เด็กหญิง มีทางเลือกน้อย หากเป็น เด็กชาย (ใฝ่ดี)
    ยังมีช่องทางเอาตัวรอดได้ คือเดินเข้ามาพึ่งพิงร่มกาสาวพัสตร์ มีที่อยู่ที่กิน มีการศึกษา มีพระคอยอบรม อย่างน้อย เด็กชายก็มีความหวัง แล้วเด็กหญิงล่ะ?
    ไม่แปลกเลยนะคะ ที่จะได้ยินสำเนียงถิ่นออกมาจากเด็กๆ

    อย่างที่บอกอ่ะว่า เรียนฟรี นั่นแปลว่าทางโรงเรียนต้องแบกรับค่าใช้จ่าย อย่างมหาศาล

    คุณครูที่นี่ ช่วยกันรัดเข็มขัด เด็กๆ เก็บเศษกระดาษ แก้ว กระป๋อง ภายในโรงเรียน และชุมชนเพื่อแลกกับเงิน แล้วยังประกอบอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้ อย่างการ
    ขายอาหาร และเบเกอรี่ ภายใต้ร้านที่ชื่อว่า อิ่มบุญ

    สำหรับคนที่แวะเวียนผ่านไปราชบุรี อย่าลืมแวะมาลองชิมกันนะคะ
    คุณรู้กันมั้ยคะ เด็กในโรงเรียนประจำเขาฝันอะไรกันบ้าง คำตอบที่ส่งเสียงดัง มาจากหัวใจ
    นั่นคือ อยากมาทะเล บางคนอยู่บนดอยตั้งแต่เกิด ถ้าบอกว่าน้ำทะเลเค็มนี่นึกไม่ออกกันเลย

    สำหรับเราๆ อาจมาเที่ยวกันจนเบื่อแล้ว แต่สำหรับเด็กที่นี่ มันเป็นความฝันอันสูงสุดเลยก็ว่าได้

    ฉันตื่นเต้นค่ะ ที่จะเจอกับเด็กๆ และก็เชื่อว่าคนบนรสบัสก็คงใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เหมือนกัน
    วันแรก
    ทางทีมงาน Red Bull Spirit ร่วมกับ มะขามป้อม จัดให้พวกเรามารู้จักกันในเวลาอันสั้น และเตรียมตัวที่จะเรียนรู้กิจกรรมก่อนที่เราจะให้น้อง ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง เราต้องระวังคำพูดเป็นอย่างมาก เพราะเด็กๆ มีหัวใจที่ละเอียดอ่อน

    เราจะได้*เห็นภาพรวม และ*รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น รู้สึกอย่างที่น้องรู้สึก คิดอย่างที่น้องคิด บอกได้เลยว่าเหนื่อยมากกก

    นอกจากอาสาสมัครจะมีหัวใจที่เกินร้อย อยากให้เตรียมร่างกายมาให้ฟิตก็ดีนะame105
    แดดเริ่มละเลียดเส้นขอบฟ้าเหล่าอาสาก็ไป*กระโดดกัน*หาดทรายแทบทรุด

    คืนนั้น หลังพูดคุย และแบ่งหน้าที่กันเรียบร้อย เหมือนจะโดนยาสลบไปเลยค่า

    วันที่สอง
    ตื่นกันด้วยอาการวิตกจริต เพราะฝนเทลงมาไม่ขาดสาย (ตลอดคืน) ใครเอารองเท้าผ้าใบไปดูเหมือนว่า
    งานเข้าครับพี่น้อง เน่ากันไปตามระเบียบ เง้ยยยยยย

    ทุกคนกังวลวันว่าเด็กมาถึงจะไม่ได้เล่นน้ำ เพราะสิ่งเดียวที่เขาอยากทำมากที่สุดคือโดดทะเล

    *เด็กๆ มาถึงหาดเจ้าสำราญแล้ว *พี่อาสา พากันมาต้อนรับอย่างเบิกบาน ฝนตกโปรยปรายจนเข้าช่วงสาย ฉันอยู่กับกลุ่ม*เด็กโตค่ะ (ม.1) แรกๆ*เด็กๆ ก็เกร็ง ไม่คอยพูดคุยหรือเล่นด้วยเท่าไหร่

    เราต้องอาศัย ลูกบ้า พี่มะขามป้อมให้ทำอะไร ดิฉันใส่ไม่เลี้ยง เต้นลืมอายกันเลย ก็คิดว่าเอาวะ ครั้งหนึ่งในชีวิตถ้าไม่ทำตอนนี้จะมาคิดเสียดาย ก็สายเสียแล้ว

    เหมือนฟ้าจะได้ยินเสียงจากใจอาสา พอบ่ายคล้อยฝนหยุดตก*เด็กๆ วิ่งเข้าใส่ น้ำกระจาย*ปราสาททรายของเจ้าหญิงตัวน้อย ก่อร่างขึ้นมาด้วยความสุขใจ *น้าทะเลเค็มจัง เสียงเล็กรอดออกมาจากรอยยิ้ม ขณะหยีตา
    ฉันไม่เคยหัวเราะเสียงดัง เป็นเวลานานแบบนี้มาก่อนเลย
    วันนั้นโยนทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่เก้าอี้
    ในห้องทำงาน ลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นไว้ข้างหลัง
    ฉันพบเพื่อนใหม่
    ซึ้งไม่เคยเจอกันมาก่อน
    ดูเขายิ้มแย้มแจ่มใส สบายใจ
    เขาบอกว่างานของเขา หนักมาก
    เจ้านายจู้จี้ขี้บ่น เข้มงวด
    เงินเดือนก็น้อยใช้เดือนชนเดือน
    แล้วอย่างงี้เขายังหัวเราะได้ ยังแซวออกไป
    เขาบอกว่า โธเอ๊ย...แค่เรื่องงาน
    ก็ทำให้โลกของเขาเซ็งไปครึ่งนึงแล้ว
    แล้วจะทำหน้าหงิก อารมณ์บูดไปทำไม
    จะให้โลกนี้มันน่าเบื่อไปทั้งใบเลยรึ?
    ...
    ฉันเอามาคิด
    และเริ่มพยายามหัวเราะเสียงดังๆ ให้มากกว่าเดิม
    ...
    คืนที่สองหลังเด็กเข้าทีพัก
    เรารวมตัวกัน*ร้อง (*ต่อ)
    *เพลง ทำให้รู้เลยว่าตัวเองเนี่ยอายุเท่าไหร่ วันหลังไม่เล่นแล้วนะ อายจัง ไม่อยากร้องเลย 555

    ก่อนนอน ในค่ำคืนนี้ เริ่มล่าเบอร์โทร และอีเมล กะว่า หลังจากวันนี้ไป เราจะได้ทำกิจกรรม หรือกินข้าวร่วมกันอีก

    วันที่สาม
    นัดกับเพื่อนว่าถ้าฝนไม่ตกเราจะออกมาถ่ายรูปตะวันขึ้นกัน ทุกคนโอหมด รวมถึงฉันด้วย
    พอเอาเข้าจริงทุกคนโอหมด แต่ ... ดิฉันไม่ตื่น หุหุ

    หลังจาก*ทำกิจกรรมถึงช่วงบ่าย เด็กและพี่อาสาต้องแยกย้ายไปเก็บสัมภาระ ใจมันวูบๆ วาบๆ นะ

    ในขณะที่แม่ชีอรรณอัมไพ ภาสศักดิ์ชัย มารับเด็กๆ กลับโรงเรียน แม่ชีน่ารักมากค่า ท่านขอบคุณทีมงานที่นำมาด้วยพี่สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา พีเก๊ พี่เอ้ คนละไม้คนละมือ และเหล่าบรรดาอาสาสมัครทุกๆ ท่าน ฉันก็แอบตื้นตันใจ
    คุณรู้อะไรมั้ยคะ ว่าฉันเห็นผู้อำนวยการลงมานั่งตัดกระดาษ มาเล่นกับเด็ก ลงมาเดินๆ วิ่งๆ และทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เธอเป็นผู้หญิงติดดิน มันประทับใจมากเลยค่า

    เพราะเคยแต่เห็นบริษัทอื่น ให้เงินมาก้อน แล้วขอพื้นที่โฆษณาตัวเองเยอะๆ แต่นี่ลงเงินเสร็จ ลงแรงด้วย ติดตามผลที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ อีกต่างหาก คือไม่ได้มาปลูกป่าเสร็จแล้วจากไป ไม่ได้ใส่แค่ผักชีโรยหน้า
    ได้เวลาแล้วที่เสียงบทเพลงแห่งความสุข จะถูกขับขานขึ้นอีกครั้ง เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ แห่งความดี ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนที่มีเจตนาเดียวกัน ได้ทำงานร่วมกัน กับโครงการ redbullspirit รวมใจจิตอาสา ขอบคุณกระทิงแดงนะคะ ที่ให้โอกาสดีๆ ได้มีส่วนร่วมแบ่งปัน
    วันแรกที่เดินทางมาฉันเตรียมตัวมาเป็นผู้ให้ แต่วันกลับฉันดันได้มากมายเหลือเกิน

      เพื่อนใหม่ในสาขาอาชีพที่ต่างกัน
        ได้ยินหลายคนเรียกฉันว่า พี่ ซึ้งเมื่อก่อนมีแต่เรียกคน อื่น มีเพื่อนตั้งแต่ อายุ 13 - 55 ฉันเนี่ยจั๊กจี้ไปเลย
      เด็กๆ เติมเต็มชีวิตของฉัน วันไหนหลงลืม หรือทำแรงบันดาลใจหายไป ฉันจะกลับมานึกถึงเรื่องราวของพวกเราในวันนี้ 
      เออ ... ได้น้ำหนักตัว ที่เพิ่มขึ้นด้วยแหละ อันนี้ มาจากการกินข้าวมือละ 3 จาน
    ตลอดช่วงเข้าค่าย   หึหึ
    เริ่มเชื่อแล้วล่ะว่ารักแรกเจอ มันไม่มีเหตุผล แต่จะให้อธิบายว่าฉันรักเธอเพราะอะไร ก็คงตอบได้ว่า เพราะฉันเจอ เจอสิ่งดีงาม

    ปล.คลิกที่*จะมีภาพให้ชมกันค่า
    ปล2.ชมภาพประทับใจกันได้เพิ่มเติมที่นี่
    *รวมใจจิตอาสา 1

    *รวมใจจิตอาสา 2
    *รวมใจจิตอาสา 3
    ........................................................................................................................
    เรื่อง princess
    ภาพ Red Bull Spirit

     
         

    32*อาณาจักรสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือจะเท่ารองเท้าที่ใส่เดิน

     
       

    7 ตุลาคม 2551

     เหวออออ ... นี่มันกล้องนะ ไม่ใช่ของกิน ลูกลิงตัวกระเปี๊ยกเข้ามาในระยะประชิด

    ก่อนขึ้นเขาวังมีพ่อค้า แม่ค้า ขายของฟาก ของกิน ให้เลือกซื้อหาตามใจชอบ

    คนที่นั่นเขาก็บอกอยู่แล้ว ให้ระวังกระเป๋าดีดีนะ ลิงมันซน เดี๋ยวจะถูกฉกของไป

    ไม่ทันไร ของที่ซื้อมาเมื่อกี้ โดนเจ้าตัวใหญ่ วิ่งมาสอยไปจากมือซะงั้น!?

    ยั ง มี สำ ร อ ง (หึหึ ทำตาเป็นสระอิ) ขณะที่เอามือล้วงถุง รู้สึกได้เลยว่ามีสายตานับสิบคู่จ้องมาที่มะม่วงของฉัน!

    กินไม่ลงและ โดนลิงเหล่ เลยขว้างมะม่วงออกไป

    coolps6.gif picture by coolpsอู้ ...

    จ่าฝูงตัวเบ้อเริ่มวิ่งมาอย่างไว ตัวเล็กตัวน้อยกระจาย แตกฮือ

    สนุกใหญ่เลยฉัน! เล่นปามะม่วง ลิงอิ่ม คนก็เฮฮา

    พอเดินขึ้นเขาลิ้นก็ห้อย ไม่ไหวค่า (นั่งเสียสภาพ หัวฟูฟ่อง) คนอื่นมันมันแรงเยอะ เดินชมนกชมไม้ เรื่อยเปื่อย

    คนกำลังหอบแดด เพื่อนเห็นและว่า มีเจ้าจ้อกำลังย่องมาใกล้ พอหันหน้าไปป๊ะกัน อีฉันตกกะใจ! เลยได้เหวออย่างนี้แหละ 555+ 
    มันเป็นกล้องคร๊าบบบ มะใช่ของกิน   เจี๊ยก ... ก

    สุดสัปดาห์ที่ไรถ้าไม่ไปไหน จะใช้เวลาหมดไปกับโต๊ะทำงานเล็กๆ เขียนนั่นนี่ ลงไดอารี่ออนไลน์ หรือไม่ก็กระโดนขึ้นไปนอนบนโซฟาดู DVD ที่เช่ามา มันเป็นอาณาจักรเจ้าหญิงในห้องเช่า ขนาดเท่าสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่สุขีอย่าบอกใคร

    ในอาณาจักรของคนคนหนึ่ง เราต่างยิ่งใหญ่ในอาณาจักรของเรา อาณาจักรของใครอาณาจักรของมันค่ะ

    ห้องของฉัน หมอนเปื้อนน้ำลายของฉัน เสื้อเน่าของฉัน สมุดของฉัน เก้าอี้ของฉัน ตุ๊กตาหมีตาโบ๋ของฉัน ที่นอนของฉัน เอิ๊ก เอิ๊กส์

    ตาบุญมี ตัวบางเฉียบเท่าตะเกียบ หาบขนมขาย

    ทุกวันภรรยาคู่ชีวิต จะตื่นมาตั้งแต่ตีสามทำขนม ให้ตาออกไปหาบขายช่วงเจ็ดโมงเช้า จากประตูหน้าบ้านมาจนถึงทางขึ้นข้างบนเขาวัง

    มีขนมใส่ไส้ ขนมฝักทอง ขนมกล้วย หัวเผือก หัวมันต้ม

    วันไหนขายไม่หมด ก็กินมันแทนข้าว ตาบุญมีพูดเชิงหัวเราะร่วน ในดวงตาของแกก็กำลังยิ้มอย่างไม่เสแสร้ง

    แต่ฟังแล้วบีบอารมณ์ใช้ได้เลยนะ

    ทำไมตามาขายขนมละคะ ตาชอบขนมหรอ?

    ไม่ได้ชอบ แต่ยายทำอร่อย เลยเอามาขาย

    แกะใบตอง เอาไม้กลัดจิ้มขนมใส่ไส้เข้าปาก เลยรู้ว่า เออ ... อร่อยจริงๆแหะ เคี้ยวจนแก้มตุ่ยไปข้าง แล้วยังจะชวนตาคุยอีกแนะ

    ตาบุญมีเล่าว่า ยายทำกับข้าวก็อร่อย แต่ทำหลายอย่างมันไม่ไหว ฝืนสังขาร ทำเท่านี้แหละพอแล้ว

    แล้วตากับยายเป็นคนที่นี่หรอคะ?

    เปล่า บ้านตายายทำนาอยู่สุรินทร์นู้น มาอยู่นี่เป็นเพื่อนหลาน

    แกเตรียมตัวจะไปและ ฉันเลยชวนคุยต่อ

    ตาไปเวียนเทียนมาเปล่าคะ

    ไปทำบุญมา แต่ไม่ได้เวียนเทียน ตามองไม่ค่อยเห็นนน (แกเตรียมยกหาบเต็มเหนี่ยว)

    ตาคะ มีเรื่องทุกข์ใจบ้างมั้ย? ไม่รู้อารมณ์ไหน จู่ๆก็ถามไปแบบนั้นเฉยเลย

    ไม่มี หากินตามสบายยยย ลูกก็ใหญ่ หลานก็ใหญ่ โตกันหมดแล้ววว

    อ้าว ... แล้วทำไมตาไม่อยู่ที่สุรินทร์ละคะ นาก็มี มาหาบขนมให้เหนื่อยทำไม?

    ลูกต้องหาเงินเลี้ยงหลาน ก็เลยไม่ได้ส่งเงินมาให้ใช้ ไม่หาก็ไม่มีเงินนน มีข้าวกิน แต่ไม่มีเงิน ช้ายยย

    เสียงกระดูกลั่น กร๊อบบบบ ดังมาตอนที่แกลุกขึ้นหาบ แล้วเดินจากฉันไป

    ก็เลยคิดได้ว่าคนเรานั้น ต่างมีอาณาจักรเป็นของตนเอง เราน่ะ ควรภาคภูมิใน วิถีชีวิตของตัวเอง การให้เกียรติซึ่งกันและกัน มันถึงจะทำให้ชีวิตมีความสุข แบบคุณตาบุญมี ที่มีอาณาจักรเท่ากับรองเท้าที่ใส่เดินอยู่ไง

    ปล.ยิ้มหวานก่อนจาก เจ้าของสเปซจะได้ดีใจตะเอ๊ง อิ๊ป อิ๊ป

    ............................................................................

    เจ้าหญิง

     

     


     

    31*Cockroach

       

    October 04, 2008

    ฟ้าครึ้ม ฝนไม่ตก แดดไม่มี อากาศดี๊ดี หยิบ Highway Blues มานอนอ่านในสวนจนชักอยากจะดู
    The Legend:Tae Wang Sa Shin Gi กับเขาขึ้นมาบ้าง (ไปอยู่ไหนมาวะเนี่ย เชยระเบิด)

    บิ้วอารมณ์นึกหน้าพระเอกอยู่แป๊บนึง

    แป้ง (หมาลาบราดอร์ ไซด์เท่าถังแก๊สเห็นจะได้) เดินผ่านมา เลยจับทำเป็นโต๊ะพาดขาซะ

    เจคอบ มุดรั้วดอกเล็บมือนาง ผ่านต้นฝรั่งแบบไม่เกรงใจ ทำให้หลายลูกหล่นร่วงไป

    นั่น ... อุ้ม ชิสุ มาด้วย
    หน้าตาแอ๊บแบ๊วโคตรอ่ะ ตาโต
    ผูกโบว์สีชมพู จมูกนิ๊ดนึง และไฮเปอร์มาก

    ถ้าเทียบกับแป้งเนี่ยนะ
    หมากุตัวเท่าควายยยยยยยเลยอ่า ... 

    ไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมสาวๆถึงชอบ ชิสุ กันนัก

    แต่เจคอบน่าคิดอยู่ ผู้ชายแมนๆมีหรือจะเลี้ยงหมาพันธุ์นี้ แค่มองหน้ายังไม่ทันถาม โดนสวนมาก่อนเลย

    หมาอาโว้ยย ฟากมาเลี้ยงทิตนึง แกไปสัมมนา ที่บ้านกุไม่มีคนอยู่ หิ้วมาด้วย กลัวมันเหงา มึงสนใจจะเอาไปเลี้ยงสักวันสองวันมั๊ยล่ะ?

    น่าน ... จะผลักภาระมาให้กันซะง้าน
    กุไม่ชอบเลี้ยงหมาแมวชาวบ้านเสียด้วยสิ อย่าหยอดกันเลย เสียเวลา

    แป้งกับชิสุทำท่าเหมือนจะรู้จักกันมาก่อน ดมกันไปมาแว๊บเดียว เผลอก็วิ่งเล่นลงคลองระบายน้ำ (คลองตอนนี้ไม่มีน้ำไหลแล้วแห้งสนิท) หมาสองตัววิ่งเล่นฟัดกันได้

    5 นาทีถัดมา เห็นแป้งวิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาจากคลองตัวเดียว ก็ตกใจว่าไอ้ตัวเล็กหายไปไหน เห็นมุดใบไม้ ทำท่าแปลกๆ พอเงยหน้าขึ้นมาละ
    คุณขา!


    คาบแมลงสาบ ติดมาด้วย ขายังดิ้นพลาดๆคาในปากอยู่เลย เง้ยยยยยย

    มึงเลี้ยงหมาไงวะ ให้อดอยาก ดูดิ๊ จับแมลงสาบมาแดกแล้วนั่น

    เหี้ยนี่ ... ไม่แดกหรอกน่า แค่เล่น

    เล่นกับเตี่ยมึงสิ แดกเข้าไปหมามึงเน่าแน่ ไม่รู้มีพยง พยาธิ อะไรร้อยแปด ซกมกว่ะ

    ชิสุ เอียงคอเหมือนจะงงว่าไอ้สองคนมันจะเถียงกันอีกนานมั้ย?

    เอาไงวะเนี่ย

    มึงจับหมาเลย กุจะแงะปากเอง

    เจคอบเอาชิสุเข้าเอว

    อีฉันจับหัวมือนึง อีกมืองัดปากหมา

    เจคอบเขย่าหมา ให้แมลงสาบหล่นลงมา

    ระหว่างชุลมุลกันอยู่ครู่ใหญ่ (เพราะหมาดิ้น) ก็ไม่รู้ว่าแมลงสาบเปื้อนน้ำลายเหนียวหายไปไหนแล้ว

    รึ มันล่องหนได้?!

    ไม่รู้ว่าโดนใครสักคนเหยียบไปรึยัง แต่ที่แน่ๆ กุเซ็ง! ม้วนเสื่อเก็บหนังสือเดินเข้าบ้าน มันและหมาก็ตามมาด้วย

    ในบ้านมีหลานๆนั่งดูทีวีกัน 4 – 5 คน ปิดเทอมทีไร บ้านเหมือนเนอเซอร์รี่ทุกปี เปลี่ยนก็แค่คนนั่งดูที่วี ปีนี้ไม่ใช่กุแต่เป็นเด็กๆแทน

    พอเห็นชิสุเท่านั้นแหละ กวิ้วววว กร้าว กันยกใหม่ หมากับเด็กนี่ เข้ากันได้ดีที่เดียวนะ

    นึกในใจว่า แหม๋ ... อยากให้เห็นภาพเมื่อกี้จัง คงไม่มีใครรักหมาลงแน่

    ไม่ทันไรไอ้ที่คิดมันมาเป็นตัวเลยค่า มาไงไม่รู้บินถลาใส่คนนั้นที่ คนนี้ที ห้องนั่งเล่นกลายเป็นสนามฟุตบอลจำเป็นไปแล้ว

    เหมือนมันจะมีเรด้าว่าใครกลัว มันจะเริ่มโจมตีทันที การส่งเสียงกรี๊ดดังๆเหมือนจะทำให้แมลงสาบตื่นตัว ยิ่งกรี๊ดยิ่งบิน!!

    ไม่มีใครสามารถจับทิศทาง หางเสือของมันได้เลย จู่ๆก็บินไปทางซ้าย แล้วก็ก็เปลี่ยนใจ ยูเทินกลับมาทางขวาซะงั้น (กุจะเกลียดมันมากเวลาบิน)

    เขาว่ากันว่ามันเป็นสัตว์ตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ ไม่แปลกใจเลยว่าหลุดรอดมาศตวรรษ 20  นี่ได้ไง
    (ตายยาก คอนเฟิร์ม) มีแนวโน้มร้อยละ 99.99% ว่ามันคือตัวเดียวกับที่แซะมาจากปาก ชิสุเมื่อกี้

    โอ้โห ... คิดแล้วเครียดเลย

    สักแป๊บ มันร่อนลงมาเกาะหัวหลาน กรี๊ดสิคะ บ้านจะแตกเอา เด็กเอย หมาเอย คนตัวโตๆอย่างเจคอบงี้ ดิ้นกันเสียจริต

    เอ๊ะ!!! นึงว่ามาดิ้นกันในเทคหรืออย่างไร?

    คือ ถ้าเวลาปกติหน้าที่ ตีแมลงสาบ ไม่เคยมีริสรายชื่อกะเขาสักครั้งนะ

    ไม่ได้กลัวอ่ะ แต่เหม็น ไม่ชอบกลิ่นมัน ไม่ชอบเวลามันบินอย่างที่บอกอ่ะ แต่ครั้งนี้จำเป็นจริงๆเลยต้องลงมือเอง

    เอาแต่กรี๊ดกัน บอกให้อยู่นิ่งๆตะโกนคอแทบแตก ก็เหมือนจะไม่มีใครได้ยิน

    พอกรี๊ดกันมากๆเข้า กุจะประสาทเสีย เลยต้องบอกว่าถ้าไม่เงียบกัน แมลงสาบจะบินเข้าปากนะ
    ได้ผล
    (ปิดปากกันใหญ่)

    เดินไปหยิบถุงพลาสติกมาห่อมือขวาไว้ ปีเตอร์คงเหนื่อยอ่ะ เลยไปเกาะที่มุ้งลวดอยู่นิ่งๆ ขยับปีกนิดหน่อยแต่
    ไม่บิน

    ค่อยๆย่อง ค่อยๆย่อง ค่อยๆย่อง ค่อยๆ เกือบแล้ว ...

    อีกนึดนึง ... นิ๊ดดดเดียว เดียวรู้ทันจะบินหนีอีก

    ใจเย็นๆ ช้าๆ เข้าไว้ นั่นแหละดีมากกก

    ตะปบเลยอย่าช้า ...

    เสือกใช้มือซ้าย?!
    (ไม่ได้ใส่ถุงพลาสสติก) ไปจับมันซะงั้น

    โอ้โห ... ชัดเลย ขาหนามๆดิ้นรนอยู่ในมือสุดฤทธิอ่ะ

    ความรู้สึกสยิวพิลึก ...

    คิดจะบีบอยู่ ไม่กลัวบาปหรอก แต่กลัวจะเลอะคามือไง เลยไม่ทำ

    ทำไงดีวะ?

    อืม ... ถอดถุงอีกข้างมาสวมไว้ก็สิ้นเรื่อง มันยังไม่ตายครับพี่น้อง ยังมีแรงวิ่งวนไปวนมาอยู่ในถุง

    หยิบมันไปทิ้งถังขยะหน้าบ้าน ชิสุตามออกมาด้วยหน้าตาหลั่นล้า

    คนข้างบ้านเดินมาเห็นหมาน่ารัก เลยจับขึ้นมาอุ้ม?

    แอ๊กกก ... โดนเลียปากไปเรียบร้อย 

    งี้ล่ะมั้ง เล่นกับหมาหมาเลียปาก

    คิดแล้วยังสยองไม่หาย โอ้ว ... แม่เจ้า ป่านนี้ยังไม่กล้าเล่าเรื่องแมงสาบให้คนข้างบ้านฟังเลย

    กลัวรับไม่ได้อ่ะ

    โหยยังไม่อยากจบ
    แถมให้อีกเรื่อง พอดีเปิดเจอเมลส่งต่อมันสยองโลกพอกัน เอาสักหน่อย เดี๋ยวจะหาว่าไม่มีสาระ 

    มีรูปประกอบด้วยกรุณาจิ้ม -->ที่นี่<--

    น่ากัวชิก หาย

    ดูรูปแล้วขนลุกชูชัน

    เมื่อไหร่ มันจะหมดไปจากโลกมนุษย์ซะที ...

    มารู้จักกับแมลงสาบกัน (T_T)
     
    วันเสาร์ ที่ 5 มกราคม 2551
    เขียนโดย : hedfuc

    มิน่าเค้าบอกว่าเจอ 1 ตัว แสดงว่ามีอีก 100 ตัวซ่อนอยู่

    C e y l o n says:
    เค้าบอกว่า 1 กระเปาะ (เค้าเรียกงี้มั้ง) มี 16-24 ตัว หรือมากสุดก็ 30 อะ555+


    Big City Life! says:
    ตัวนึงออกกี่กระเปาะอะ T_T

    C e y l o n says:
    แม่ตัวนึงมี 4-5 กระเปาะ ทำนองนั้น

    Big City Life! says:
    o['>o!!!! สี่ สาม สิบสอง ... ToT 

    C e y l o n says:
    แล้วมันมหัศจรรย์มาก เค้าบอกว่าเวลาที่คุณคิดว่าคุณเหยียบแมลงสาบแบนติดรองเท้าก็ไม่ได้หมายความว่ามันตาย

    Big City Life! says:
    ทำไมอะ!!!!!!!!!!!!

    C e y l o n says:
    เพราะมันแกล้ง
    มันฉลาดพอๆ กะหมา 

      
    Big City Life! says:
    มันแบนติดรองเท้าแล้วยังไม่ตายอีกเหรอ!?

    C e y l o n says:
    ใช่ กระเพาะแตก ดังแป๊บบบบบบ ก็ไม่ตาย เพราะอวัยวะในร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้

    Big City Life! says:
    กี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด T [] T!!!

    C e y l o n says:
    มันจะมีกระเพาะใหม่
     
     
    Big City Life! says:
    มันไม่มีวันตายเลยเหรวะ!!!

    C e y l o n says:
    มีๆๆ ตามอายุไขราวๆ 300 วัน
    ตายเอง

    แต่โดนฆ่าตายก็ได้

    แต่ต้องฆ่าหลายขั้นเพื่อความชัวร์

    อย่างที่เราเคยได้ยินว่ามันหัวขาดก็ยังอยู่ต่อได้อีกหลายวันใช่มะ

    แต่เค้าบอกว่าที่จริงส่วนหัวของมัน ถ้าเอามาใส่ตู้เย็น แล้วป้อนอาหารดีๆ มันก็อยู่ได้เหมือนกัน (แค่หัวนะ)

    Big City Life! says:
    กุอยู่บ้านคนเดียว
    ตอนนี้กัวแมงสาบมากกว่าผีอีก 
     
    C e y l o n says:
    โหยยยยยยยยยยยยยยยจิงเหรอเนี่ย
    ระวังดีๆ นะ อาหารอีกอย่างที่มันชอบ คือ


    การแทะนิ้วหัวแม่เท้าคนอะ

    Big City Life! says:
    แอร๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    *ยกเท้าขึ้นกะทันหัน*
    แก๊!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
     
    ตอนนี้ชั้นเอาเท้าขึ้นมาพาดโต๊ะวางคอม
    และจับหลังตัวเองตลอดเวลา

    C e y l o n says:
    ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก 

    จิงเหรอวะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

    Big City Life! says:
    เออ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

    C e y l o n says:
    ได้อารมณ์สุดอะ 555+ ที่บ้านเจอบ่อยเหรอ 
     
    Big City Life! says:
    ไม่บ่อย

    แต่กุกัวววววววววววว

    C e y l o n says:
    อ้อ มันจะโผล่มาแค่ตอนกลางคืน แต่ถ้าครั้งไหนที่คุณเจอมันตอนกลางวัน แปลว่า มันเยอะมากจนเล็ดลอดออกมา

    Big City Life! says:
    กี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

    กุเคยเจอตอนกลางวันปวะ !?
     
    C e y l o n says:
    555+

    Big City Life! says:
    จาบร้าตาย o [] o!!!

    C e y l o n says:
    ไม่เอาน่าอย่าคิดมาก

    Big City Life! says:
    คิดใหญ่แล๊วววววววววววววว

    C e y l o n says:
    ที่จิงมันก็ไม่อยากเสวนากะคนหรอก
    มันรู้ว่าคนอยู่ที่ไหนเพราะมันได้ยินเสียงลมหายใจงะ (มันหูดีมาก ดังนั้นจะหลบเลี่ยง) 
     
    Big City Life! says:
    แล้วมันออกมาทำไมฟะ!!!!!!!!

    C e y l o n says:
    มันออกมาตอนกลางวันหรือกลางคืน

    Big City Life! says:
    ไม่รู้
    ก็ที่มันโผล่มาอะ

    C e y l o n says:
    ถ้ากลางคืนเพราะมองไม่เห็น

    ถ้ากลางวันก็แปลกอยู่ เออ แต่เค้าบอกว่ามันเป็นสัตว์ที่อยากรู้อยากเห็น ชอบย่องออกมาดูโน่นดูนี่

    มีคนทำวิจัยด้วยนะ ว่ามันสมองไม่แล่นตอนเช้า ขี้เซาเหมือนคนนะหละ
    แต่จะระริกระรี้ช่วงหัวค่ำจนถึงดึกดื่น

    Big City Life! says:
    เออ เหมือนคนเลยหวะ
    กรูกลัววววววววววววววววววววววววว

    C e y l o n says:
    เฮ้ย แต่แมงสาบดั้งเดิมเค้าอาศัยในป่าชื้นๆ นะ

    ประมาณว่าอยู่ตามซากไม้ เหมือนปลวก มด น่ะแหละ

    Big City Life! says:
    แล้วมาอยู่นี่ได้ง๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยย

    C e y l o n says:
    ที่มันแพร่กระจายทั่วโลกเพราะว่าบังเอิญไข่มันตามซากไม้ไปอยู่บนเรือบรรทุกสินค้า 
     

    C e y l o n says:

    มันก็เลยกระจายมาบ้านเรา
    ที่เห็นในบ้านเรามาจากแอฟริกา

    รึ อเมริกาใต้ไม่แน่ใจ

    รู้แค่ตัวที่เจอบ่อยเป็นสายพันธุ์อเมริกัน แล้วก็สายพันธุ์เยอรมัน


    Big City Life! says:
    ลูกครึ่งซะด้วย ToT

    มิน่า ไล่ไม่ไป

    ฟังกรูไม่ออก ToT

    C e y l o n says:
    ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    เมื่อคืนหมกมุ่นมากไปหน่อย โดยแมงสาบ (ตัวเล็ก) กัดที่หัวเข้าด้วย
    ตอนไปดักรอมันในห้องน้ำ

    Big City Life! says:
    แล้วแกไปดักรอมันทำม๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    C e y l o n says:
    เฮ้ยยย เมื่อคืนหนาวมากกกก ที่นี่อะ เค้าบอกว่ามันไม่ชอบอากาศหนาวหนิ เลยจะรอดูว่ามันจะมาไหม

    แต่มันไม่มา

    เห็นตัวเล็กตัวนึง

    Big City Life! says:
    เห้ย!? เวลามันนอนนิ่งๆ ไม่ได้หมายความว่ามันตายใช่ปะ

    ตอนเด็กๆ เหยียบแมงสาบจนตายกัน พอมันนอนนิ่ง ๆ ก็หยิบมันขึ้นมา (หยิบหนวด) แล้ววิ่งไล่เพื่อน

    มันยังไม่ตายใช่ไม๊ o [] o!!!!!!!!
     
     
    C e y l o n says:
    แหวะ!!!!!!!!!!!!!!!

    อี๊


    Big City Life! says:
    กรูหยิบแมงสาบที่ยังไม่ตายใช่ไม๊
    o [] o!!!!!

    C e y l o n says:
    เออออออออออออออ มันแค่สลบ

    Big City Life! says:
    กี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

    หนูผิดไปแล๊ววววววววว ToT

    C e y l o n says:
    นี่ มีเรื่องที่เด็ดกว่าคือศัตรูของแมลงสาบน่ะ โหดกว่ามันมาก

    Big City Life! says:
    ไควะ 
     
    C e y l o n says:
    เป็นตัวต่อ สายพันธุ์ไรไม่รู้ไม่มีในไทย
    เค้า

    บอกว่ามันใช้วิธีเกาะที่หลังแมลงสาบแล้วเอาปากแหลมๆ ของมันเจาะเข้าไปในสมองของแมลงสาบเพื่อเปลี่ยนระบบประสาทบางอย่าง

    ทำให้แมลงสาบไม่มีสติ ไม่ตาย ไม่เป็น ไม่อัมพาต

    เหมือนซอมบี้ ทำนองนั้น
     
     
    Big City Life! says:
    เย้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
     
    C e y l o n says:
    แล้วก็ปล่อยสารไรสักอย่าง หลอกให้แมลงสาบเดินตามมันมาที่รัง

    เพราะว่ามันตัวเล็กกว่าแมลงสาบเลยเอามันมาตอนปกติไม่ได้ ต้องจิ้มหัวมันก่อน

    พอมาถึงรังแล้ว มันจะเข้าไปวางไข่ในกระเพาะแมลงสาบเพื่อให้ลูกๆ ของมันกินกระเพาะแมลงสาบเป็นอาหาร ก่อนที่จะฟักออกมา

    พอโตเต็มที่ลูกๆ ตัวต่อก็จะฉีกร่างแมลงสาบออกแล้วโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
    ฮิ้วววววววววววววววววว 

    Big City Life! says:
    กี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

    ใครก็ได้บอกให้ข้าวโพดหยุดทำสารคดีเรื่องนี้ที!!!

    กุกั๊วววววววววววววว T [] T~!!!!]
    ............................................
    princess

     

    30*Trojan ขยันเด้ง

       

    September 16, 2008

    19.00 น.
    ช่วงเวลาข้าวกลางวันของเดี๊ยน กำลังเดินไปต้มน้ำ ทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
    ไอ้ส้มจีน มาสะกิดบอก นี่ยืมเครื่องโหลดบิทหน่อยจิ๊

    19.10 น.
    บูธเครื่องปรับ MAC ให้เป็น PC

    19.15 น.
    ต่อเน็ต และใส่ password

    19.18 น.
    กรูต้มน้ำอยู่ในครัว

    19.20 น.
    เสียงไอ้ส้มจีน ตะโกนว่า เผื่อด้วยถ้วยนึง

    19.27 น.
    โหลด mp3 มาเรียบร้อย มันเริ่มแตกไฟล์ (มาเป็น.zip)

    19.30 น.
    อีชั้นเดินมาพร้อมบะหมี่ 2 ถ้วย

    19.33 น.
    กรูเห็นหน้าจอเป็นสี
    แดงเถือกกกกกกกเริ่มสนเท่ห์ ว่าใครมันมาเปลี่ยน Background ได้ไร้รสนิยมเยี่ยงนี้?

    19.35 น.
    กำลังจะเอื้อมมือไปคลิกขวา แต่ดันไปโดน Desktop!?

    19.36 น.
    หน้าจอมันลิงค์ไปที่หน้าเว็บเจ้าปัญหาในทันที่
             ...ขึ้นภาษาอังกฤษ...
    (จำได้) ประมาณว่า ให้กรูจ่ายตั้งซื้อโปรแกรมเชือดไวรัส ณ บัดนาว!

    เพราะขณะนี้เมิงติดไวรัสไปแล้น
    เรียบร้อย อย่าให้คอยนาน
    เครื่องจะเจ๊งนะตะเอ๊ง

    หน้าจอมันขยันเด้ง โค-ตะ-ระ จนทน
    มะด้ายยยยยย เครียดดดดดดดดดดดด (นึกในใจว่าเอามันออกไปจากเครื่องกรูที แต่เหมือนคนอื่นจะได้ยิน
    น่าน...คิดดังไปก็งี้)

    19.40 น.
    เงียบไปสักพัก และคนข้างๆสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต (คงได้ยินสิ่งที่กรูคิดล่ะสิ)

    เริ่มลุกหนีจากไปทีละคน...

    จนกระทั้งเหลือไอ้บร้านั่นคนเดียว?

    20.00 น.
    ส้มจีนกำลังลุกจากเก้าอี้
    เมิงจะไปหนาย...เสียงเย็นเฉียบ พร้อมด้วยสายตาอาฆาตของกรู จ้องมองมันบาดลึก ไปถึงกระดูกดำ

    และมันก็ชิ่ง แบบลืมทิ้งกระเป๋าเป้
    (ที่มันแบกมาได้ทุกวัน) วิ่งลืมตายกันไปเลย

    20.05 น.
    บะหมี่ถ้วยบวมน้ำ จนเส้นจะโตเท่าก๋วยจับได้

    กรูยังนั่ง กุมขมับ อยู่ที่โต๊ะ

    search google หาคำว่า your privacy is in danger

    เจอแล้ววิธีจัดการกับ trojan เหี้ยนี่













    --------- ยังไม่จบครับพี่น้อง --------























    ลองแม่ง 108 วิธี ตามที่บอก

































    แต่...หน้าจอกรูยังแดงเถือกกกกกกกก

    20.17 น.
    เขียนโน๊ตด้วยปากาหัวสักหลาด สีดำตัวเท่าหม้อแกงว่า
    กรุณาจัดการเครื่องดิฉัน
    ให้ก่อนเที่ยง
    (ไม่งั้นเงินเดือนเดือนนี้คงออกให้ไม่ได้)

    ปิดเครื่อง
    วางกระดาษโน๊ตไว้ที่หน้าจอไอ้ส้มจีน เดินไปในครัว โยนบะหมี่อืด 2 ถ้วย
    ลงถุงดำไปเลย
    ลาขาด
    อิ่มทิพย์ขึ้นมาซะงั้น

    วันรุ่งขึ้น
    เหมือนคนมันจะพลุกพล่านผิดปกติ...

    12.00 น.
    ทันที่ที่เดินมาเปิดเครื่อง ทุกคนเหมือนเงียบสนิท...

    12.05 น.
    ไอ้ส้มจีน แถเก้าอี้มาใกล้ๆ ควักบะหมี่ (ซื้อ) มาใช้ให้ พร้อมกระดาษโน๊ตใต้ตูดถ้วย เขียนว่า

    ผมสึนึกผิดแล้วครับ

    ปล.ถ้าเดือนนี้ออกตังค์ช้ามันจะผูกคอตาย หนีปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง

    ปล2.บะหมี่ถ้วยที่ผมซื้อให้ เป็นเม็ดเงินก้อนสุดท้ายของเดือนนี้แล้วอ่ะครับ
    พี่เจ้าหญิงคนสวย

    (มันเขียนงี้จริงๆนะ กะหยอดไง ไม่ได้เติมเองเลยเนี่ย)

    blog นี้อุทิศให้เมิงคนเดียวเลยนี่ หุหุ

    .............................................
    princess

     
     

    29*Art for All

       




    Art Exhibition of Under-Privileged Children


    ๕ กันยายน ๒๕๕๑

    ธรรมชาติของสัตว์คือ การกระทำต่อผู้อ่อนแอ
    ธรรมชาติของมนุษย์คือ การดูแลต่อผู้อ่อนแอกว่า

    (โสภณ สุภาพษ์ ปาฐกถานำสัมนาวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2545)

    แสงแดดดูขะมุกขะมัว ทั้งที่เข้าช่วงสาย รถขนนิสิตมาจอดอยู่ด้านหน้าอาคาร สถานฝึกอบรมเด็ก และเยาวชนหญิงบ้านปราณี ที่ติดกับโรงเรียนราชินี ตรงปากคลองตลาด ภาษาชาวบ้าน เขาเรียกสถานพินิจ ประตูโลหะบานใหญ่ที่เคยปิดสนิท กำลังถูกเปิดออก ...ให้ฉันได้ก้าวเข้าไป

    เจ้าหน้าที่ส่งยิ้มมา มันเป็นการต้อนรับที่ไม่เคยลืมเลือน เมื่อผ่านเข้ามา ยังมีประตูบานอีกบานกั้น ชั้นที่ 2 เออ ... น่าจะเรียกว่าลูกกรง น่าจะตรงกว่า มันบ่งบอกถึงสิทธิเสรีภาพ ของคนที่อยู่ด้านในนี้ ได้ถูกจำกัดลงไปแล้ว

    พื้นที่อันคับแคบ แถมมีสองตึกอยู่ตรงข้ามกัน ทำให้กินบริเวณเข้าไปอีก ตรงกลางที่เหลือ เข้าใจว่าน่าจะเป็นสนามอเนกประสงค์

    ที่นี่มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใส่เสือสีขาว กระโปรงสีน้ำเงินหม่น กำลังจับกลุ่มทำกิจกรรมไปตามหน้าที่ของตัวเอง

    เราเป็นกลุ่มคนภายนอกยุคแรกๆ ที่ได้รับสิทธิเข้ามา ทำกิจกรรม บันทึกข้อมูล และเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้

    แน่นอน การทำอะไรที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันเสี่ยงมาก ความช่วยเหลือ อาจแปรเปลี่ยนเป็นสถานการณ์เปราะบางได้ง่าย

    บอกตรงๆ ว่าฉันกลัว วางตัวไม่ถูก การเก็บข้อมูล กลายมาเป็นผู้ฟังมากกว่า แทนที่จะเป็นคนซัก

    เด็กที่นี่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนแปลกหน้ามากนัก เวลาเราเดินเข้าไปหา พวกเธอจะเดินหนี เพื่อนฉันรุกด้วยคำถามประมาณว่า หนูเข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่? เข้ามาได้ยังไง? ฉันรู้เลยว่าเด็กไม่อยากบอกหรอก บางคนอ้ำๆ อึ้งๆ บางคนเงียบไปเลย และทุกๆ คนเอาแต่ก้มหน้าเวลาเราคุยกัน

    ฉันเลยต้องก้มหน้าเวลาคุยกับเด็กที่นี่ บางทีมันอาจจะช่วยลดความกดดัน แก่เด็กที่ฉันพูดด้วยก็เป็นได้

    ชั้นล่างของตึกตรงข้าม ฉันเห็น ... เด็กอายุไม่ถึงขวบ มันน่าตกใจมากเลยนะ!!

    เจ้าหน้าที่บอกว่า เด็กบางคนตั้งท้องขณะถูกส่งตัวมายังสถานพินิจ ฉะนั้นจึงมีหลายคนเกิดจากที่นี่

    เด็กหญิงกลายเป็นนางด้วยวัยอันน้อยนิด ก่อนที่ชีวิตจะรู้จักคำว่านางสาวเสียอีก ขณะที่น้องไก่
    (นามสมมุติ อายุ 12 การศึกษาสูงสุด ป.6 แต่มีลูกแล้ว)

    เธอวาด เด็กชาย และผู้หญิงผมสีดำกำลังโอบกอดกัน มีผู้ชาย ผู้หญิงผมสีขาว ยืนอยู่ข้างหลัง ไก่บอกว่า นี่ลูกชายหนู นี่หนู และพ่อกับแม่ของหนู อีกไม่กี่วันจะพ้นโทษ

    เธอบอกฉันว่า พี่รู้ไหมตั้งแต่หนูมาอยู่ที่นี่  ทำให้รู้ว่า คนที่รักหนูที่สุดคือ พ่อกับแม่ หนูไม่เคยเห็นหน้ามัน (พ่อเด็ก) มาเยี่ยมสักครั้ง

    พี่เชื่อมั้ย? ถ้าหนูไม่เปิดกระโปรงให้มัน ไม่มีผู้ชายหน้าไหนทำให้ผู้หญิงท้องได้หรอก เมื่อหนูได้กลับบ้าน หนูจะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด จะไม่ให้เขาน้อยเนื้อต่ำใจ และสอนเขาไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเส้นทางที่ผิด  น้องไก่พูดเสียงหนักแน่ และหัวเราะหึหึ อยู่ในลำคอ

    ฉันยิ้มให้นะ แต่ในใจ นิ่งไป ฟังเด็กจบป.6 พูด จุกเลย นึกในใจว่า วันนี้ฉันไม่ได้มาเป็นผู้ให้หรอก แต่กำลังเป็นผู้รับต่างหาก

    เลือกมาที่ บ้านปราณี จากทั้งหมด 8 บ้าน บ้านเมตตา บ้านกรุณา บ้านมุทิตา บ้านอุเบกขา บ้านปราณี บ้านฟ้าใส สถานฝึกและอบรมเด็กและเยวชนสิรินธร และศูนย์ชุมชนบำบัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    เหตุผลหนึ่งที่เลือกมาที่นี่ คือ ฉันเป็นผู้หญิง และคิดว่า OK บ้านปราณีไม่ไกลจากมหาลัยเท่าไร แปลว่าเราจะใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก

    ไม่ใช่วิชาบังคับค่ะ แต่มันเป็นการรวมตัวของนิสิตเพื่อทำกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม ฉันเรียนศิลปะ ฉันอยากให้ศิลปะมาแต่งแต้มความสุขให้กับผู้คนทุกชนชั้น

    และเรียงความที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ มาจากเด็กชาย ใจจริง (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี การศึกษาสูงสุด ป.4 บ้านอุเบกขา

    เป็นเรียงความที่ได้รับรางวัล ในหัวข้อ ชีวิตที่ผ่านมา กับอนาคตที่ฉันต้องการจะเป็น

    เลือกมาจากหลายเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ในสูจิบัติ

    ประทับใจเรื่องนี้ และหวังว่าผู้ที่ได้อ่านจะรู้สึกเหมือนกับฉันไม่มาก็น้อย

    บ้านผมมีพี่น้อง 5 คน ผมเป็นคนที่ 4  ซึ่งขณะนี้พี่ทั้ง 3 คนได้แยกไปมีครอบครัวทำงานกันหมดแล้ว

    มีแต่แม่ น้อง และผมอยู่ด้วยกัน ในช่วงเวลานั้นผมไม่ฟังใครเท่าไหร่ เพราะผมมันนอกลู่นอกทาง

    จนทุกคนไม่ค่อยชอบผม แต่จริงๆ มันไม่ใช่เลย คงเป็นเพราะผมคิดมาก ชอบตัดสินใจเอง เก็บตัวเงียบ มีอะไรไม่เคยปรึกษาผู้ใหญ่ ก่อนหน้านั้นผมอาศัยอยู่กับน้ามาก่อน จะว่าไปแล้วผมเหมือนตกนรกทั้งเป็น 8 ปีกว่า

    ผมไม่เคยคบเพื่อน ไม่เคยออกจากบ้านไปไหนสักหน โดนทุบตีแทบทุกวัน

    จะผิดหรือไม่ผิดไม่เคยสนใจ ผมรู้ว่าผมซน ใครๆ ก็ว่าผมดื้อเงียบ ดื้อด้าน เลี้ยงไม่เชื่องต่างๆ นาๆ แต่ผมชินเสียแล้วกับคำพูดแบบนี้ ผมเจอมาเยอะกว่านี้อีก

    อยู่มาวันหนึ่ง น้าให้ลุงมารับผมไปลาดกระบัง เพื่อไปทำงานที่อู่รถ ขณะนั้นผมต้องออกจากโรงเรียน ตอน ป.4 มันทำให้ผมเสียใจมาก พอเช้าวันที่ 2 ผมก็หนีมาจากอู่

    ตอนนั้นผมยังไม่เคยไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง เลยถูกตำรวจจับมาส่งที่เดิม แต่โชคร้ายเหลือเกิน เงิน 40,000 บาทได้หายไปพอดี ผมเลยตกเป็นแพะรับบาป

    วันรุ่งขึ้น น้าเอาผมไปคืนแม่ที่ฝั่งธน ตอนนั้นผมเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เลยทีเดียว เพราะไม่ต้องมาทุกข์ทรมานอีกแล้ว

    เมื่ออายุ 10 ขวบกว่านั่นแหละ ผมบังคับตัวเองไม่ได้ เริ่มเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ได้ประมาณ ปีหนึ่งจึงเลิก

    ต่อมาผมขึ้นบ้านคนแถวบ้าน และที่อื่นๆ (ขโมย) หนักสุดก็ปล้นรถ จี้คนเดิน ทำร้านร่างกาย ยกพวกตีกันบ้าง จนเป็นที่ล่ำลือของชุมชน

    ที่ผมทำมาไม่เคยโทษคนนั้นคนนี้เลย ใครก็ว่าผมเสียเพราะเพื่อน แต่ผมคิดว่าตัวผมเองต่างหาก และทำให้คนดีๆ เขาเสียไปด้วย แต่อย่างน้อยมีจิตใจที่ไม่เลวจนไม่ลืมหูลืมตา ผมหรือใครก็สามารถเลิกได้ทั้งนั้น มันอยู่ที่เวลาและกำลังใจ ที่สำคัญคือใจของตัวเอง มันไม่อยากเกินไปหรอก

    ต่อมาผมก้าวเข้ามาสถานพินิจในข้อหาพกอาวุธ และร่วมกันลักทรัพย์ ยอมรับว่ากลัวมาก แต่ยังดีมีเพื่อนอยู่ด้วยอีก 3 คนที่เป็นคู่คดีกัน 5 วันต่อมา แม่มาประกันตัวผมออกไป

    และตัดสิน ผมก็ได้ปล่อย แต่ผมออกมาได้ไม่กี่เดือน ก็ต้องเข้ามาสถานฝึกอีก เพราะไปปล้นรถมอไซค์กับเพื่อนอีก คราวนี้อยู่ยาวถึง 8 เดือน ออกมาได้ 5 - 6 เดือน ก็โดนจับอีก เพราะลักทรัพย์เงินสดแสนหนึ่งใกล้บ้าน แต่ครั้งนี้ไปอยู่ที่โรงเรียนฟ้าใส ปีหนึ่ง ผมหนีออกมา

    แต่โดนจับได้ในคดีปล้นทรัพย์กับเพื่อนอีก 2 คน ซึ่งตอนนี้ทั้ง 2  คนได้ปล่อยตัวไปแล้วเมื่อวันแม่ที่ผ่านมา

    ส่วนผมปีหน้าถึงจะปล่อย ตอนนี้ผมมาอยู่บ้านหลังที่ 4 แล้ว และคิดว่าคงไม่เข้ามาอีก เพราะผมจะขอเป็นคนดีกับเขาบ้าง จะไม่ให้ใครตราหน้าว่า ไอ้ขี้คุกตลอดชีวิต แม่จะได้ไม่เสียใจกับลูกอย่างผม แม่ของผมตั้งความหวังไว้มาก ผมก็จะทำให้แม่ดังที่ตั้งใจ

    เคยเป็นลูกอกตัญญูมามากพอแล้ว ขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่สักครั้ง ก่อนที่จะไม่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจซะก่อน

    อนาคต

    ผมไม่อยากเป็นอะไรทั้งนั้น อยู่อย่างธรรมดา แต่ใช่ผมจะนอนกินไปทั้งชีวิตเสียเมื่อไหร่ มีอาชีพอย่างหนึ่งที่ผมสนใจมาก มันทำได้ทุกคน ทุกวัย ทุกเพศมีความสุขได้ มันคือ อาชีพบริการ

    เป็นอาชีพที่ทำง่าย สะดวก รวดเร็ว แต่ต้องคิดเป็น ไม่โง่มาก ที่สำคัญคือประสบการณ์ของผม

    คงอยากอยากรู้ว่ามันเป็นอาชีพอะไร มันคือ ร้านคอมพิวเตอร์กับเกมส์ มันอาจฟังดูกระจอก แต่ผมคิดจะทำมันจริงๆ มันเป็นความฝันของผมและน้องมาตั้งนานแล้ว เรื่องความพร้อมผมมีเรียบร้อยแล้วทุกอย่าง ขาดแค่ทุนเสริม และรอปล่อยตัวแค่นั้น ที่ผมเลือกอาชีพนี้เพราะตัวผมเอง

    ก็เคยทำร้านคอมของป้าผมบ่อยๆ จนรู้อะไรหลายอย่าง เวลาเข้าห้องสมุด ผมหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอ่าน ผมรักอาชีพนี้มาก และอยากถูกปล่อยตัวไวๆ เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

    แม่ของผมจะได้สบายบ้าง ถึงคราวที่จะได้ทดแทนบุญคุณ ผมจะทำให้ดีที่สุด และจะเป็นคนดีของสังคม และครอบครัว กับทุกคนที่ผมเคารพและนับถือ ตลอดจนเป็นตัวอย่างให้เยาวชนที่กระทำผิดทุกคน เพื่อเตือนใจว่า คนเลวไม่ได้เลวไปทั้งชาติ

    ผมจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด อดีตอย่ากลับไป อนาคตจงเดินต่อไป มันคือโอกาสของเรา

    ................................................................ใจจริง

    วันที่ใจจริงมารับรางวัล ฉันยืนขึ้นจากเก้าอี้ และปรบมือให้ มีอีกหลายเสียงที่ปรบตาม ทำให้กระหึ่ม ณ อาคารวิจัยและศึกษาต่อเนื่อง สมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรมราชกุมรี เด็กทุกคนควรได้รับโอกาส

    เรื่องราวของน้องไก่ และเด็กชายใจจริงในวันนั้น กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ฉัน ทำงานศิลปะเพื่อสังคม และให้เด็กอีกหลายคน ขอบคุณนะคะ สำหรับประสบการณ์ดีๆ ระหว่างเรา

    .......................................................................
    princess

     

    28*Space

     
       

    ๓ กันยายน ๒๕๕๑

    ช่วงเวลาที่อึมครึม หันหน้าไปทางไหนก็เจอแต่ สภาวะอากาศที่แปรปรวน วิกฤติบ้านเมือง และดวงตาของผู้คนที่ทมึงทึง

    หากมัวแต่บริโภคสื่อเหมือนเดิม แบบเดียวกันทุกวัน คือดูแต่ทีวี ฟังแต่วิทยุ ก็อาจกลายเป็นคนหนึ่งที่อ่อนไหวทางอารมณ์ได้อย่างง่ายดาย

    มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากนะ มันไม่ได้แสดงอาการเหมือนไข้หวัดหรอก ไม่ไอ ไม่ตัวร้อน มันไม่ทำให้เราได้รู้สึกตัว แต่มันจะค่อยๆ กัดกินเข้าไปผ่านทางดวงตา ผ่านทางหู คืบคลานไปยังสมอง ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด และพุ่งสู่หัวใจ เมื่อถึงเวลานั้น คุณก็กลายเป็นคนป่วยไปแล้ว...

    สื่อทุกชนิดมันเข้ามากระทบจิตใจได้โดยตรง เราจะตกเป็นบ่าวรับใช้ได้อย่างไม่ทันรู้ตัว อย่างเวลาดูทีวีมากๆแล้วอยากหาซื้อสินค้าที่โฆษณามาใช้

    เวลาไปโรงหนังแล้วอยากดื่มน้ำอัดลม (ทั้งทีบางทียังไม่กระหาย) ฟังวิทยุแล้วก็เกิดอารมณ์ร่วม สั่นคลอนไปตามสิ่งที่ได้ยิน

    สื่อกลายมาเป็นเครื่องมือ ที่ผู้นำบางประเทศ อย่างเกาหลีเหนือ ยึดครอง แล้วปล่อยข้อมูลให้คนภายในอาณานิคมเกิดความฮึกเหิม และต่อต้านกลุ่มคน ทุกหมู่เหล่าที่มาจาก นอกประเทศของตน

    มีหลายคนถามฉันว่าชอบดาราคนไหนมากที่สุด รายชื่อที่ฉันบอกออกไปอย่าง หลี่เหลียนเจี๋ย Jet Li หลิวเต๋อหัว Andy Lau หวังจู่เสียน Joey Wang และอีกหลายที่อายุเกิน 30 แล้วทั้งนั้น

    พอหันมาพูดถึง หวงเสี่ยวหมิงกัน ฉันเริ่มทำหน้างง แล้วขัดเขินนิดหน่อยก่อนบอกออกไปว่าไม่รู้จักค่า ถ้าเป็นดารราวัยรุ่นเนี่ยก็ไม่รู้จักจริงๆ นะ

    ก็เท่าที่จำได้ก็มีทีวีไว้เล่นเกมส์วีลูกเดียวเลย พวกละครหลังข่าว หรือซี่รี่ย์เรื่องยาวถ้าไม่ได้เช่ามาดูก็จะไม่รู้จัก

    เป็นคนไม่ติดละคร ไม่ดูข่าว ตอนนี้ไม่ค่อยนิยมฟังวิทยุเสียเท่าไรนัก แต่ฟังเพลงนะ แบบไม่ตามกระแส

    ตอนนี้มีเพลงแนวไหนออกมาก็ไม่รู้หรอก นักร้องคนไหนฮิตฮอตต่อให้บอกก็นึกหน้าไม่ออกอยู่ดี

    บ้านAF อ่ะ ดูแค่ AF1 ตอนนี้งอกมาเป็น AF10 รึยังไงก็ไม่แน่ใจ แต่คาดว่าคงมีออกมากอีกเรื่อยๆ นั่นแหละตราบที่มันยังขายได้

    หนังสือเป็นสื่ออย่างเดียวที่ฉันใช้เวลากับมันมากที่สุด
    ในเรื่องการใช้ความคิดยังไม่มีสื่อใดหรอกที่ทำให้คนเราคิดได้อย่างมีระบบเท่าหนังสือ

    เพราะสื่อทางทีวี หรือวิทยุเราเป็นแค่ผู้ฟัง ขณะที่มีเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องมาก มันขึ้นอยู่กับการจัดรายการเป็นประเด็นหลักมากกว่า ไม่สามารถเลือกเวลาได้

    ไม่เหมือนหนังสือ เราเลือกได้ ถ้าเรื่องไหนที่สนใจ เราชอบ เราอ่านแล้วคิดกับมัน ก็จะละเอียดในการอ่าน และตรึกตรอง อะไรที่เราแค่ต้องการรู้เราก็อ่านคร่าวๆ คือเราเป็นผู้กำหนด เมื่ออ่านหนังสือแล้วเราจะรู้สึกเป็นนาย และคิดกับมันได้เต็มที่

    และที่ชอบที่สุดคือการเดินทาง ไปในที่ที่ไม่รู้จัก ไปในที่ไม่คุ้นเคย ฉันชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้า ชอบนั่งฟังเรื่องราวของคนที่ฉันได้พบเจอ ชอบลิ้มลองกับอาหารใหม่ๆ และสนุกกับการเรียนรู้วัฒนธรรมของคนอื่น

    การอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมทำงานหน้าคอมอย่างเดียว นั่นเหมือนกับว่ากำลังฆ่าตัวตายอย่างช้าๆ ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆนะ

    ความเชื่อมั่นในตัวเอง และสายตาที่คมชัดมันจะค่อยๆเลื่อนหายไปจากตัวในที่สุด

    หลายครั้งในขณะเดินทาง ฉันชอบยืนนิ่งๆ มองออกไปข้างหน้า อยู่แบบนี้เป็นเวลานานจนบัดดี้ต้องตะโกนถามว่า

    เฮ้!! ทำสมาธิอยู่หรอ?
    เปล่าหรอกฉันแค่หลับใน หุหุ

    จริงๆ แล้วกำลังสัมผัสกับความรู้สึกของตัวเอง รับรู้สายลมเย็นพัดผ่าน ฟังเสียงน้ำไหล สายตาของฉันกวาดออกไปที่ขอบน้ำ และท้องฟ้าที่มาจรดกัน มันทำให้รู้ว่า
    ฉันเป็นคนตัวเล็ก บนพื้นที่ว่าง ของโลกใบนี้เท่านั้นเอง

    .....................................................................
    princess

     

     


     
     

    27*การ์ตูนเด็กที่ผู่ใหญ่ต้องดู

               
       

    August 24, 2008

    คุณเข้าโรงหนังครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่คะ?
    แล้วดูการ์ตูนเรื่องอะไร จากจอภาพยนตร์ล่าสุดล่ะ?

    วันนี้เจ้าหญิงอยากให้เพื่อนๆ หันมามอง กังฟูแพนด้า เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ไม่น่ามองข้าม

    ไม่ใช่การ์ตูนผู้ใหญ่ อย่างซิมป์สันเลยค่ะ ไม่มีการใส่เนื้อหาแดกดันลงไป ไม่ด่าทอว่าร้ายใครทางอ้อม ไม่ปรุงแต่งสอดแทรกความรุนแรง (ระดับที่มากพอ ที่จะฝังใจให้เด็กได้เลียนแบบพฤติกรรมได้) และไม่สร้างความเพ้อฝันเหมือนเทพนิยาย แบบวอล์ดิสนี่ย์ (สมัยก่อน)

    พอหนังลงจอปุ๊บ เจ้าหญิงก็ไปดูปั๊บเลยค่า แหม๋ ... ดูจบแล้วก็อยากมาเล่าให้ฟังเลย

    แต่ ... เสียงจากสวรรค์มากระซิบข้างหูว่า ใจเย็นนนนนนนไว้ยู คนอื่นยังไม่ได้ดูมีตั้งเยอะ อย่าไปทำลายความรู้สึกเค้า โดยการ เล่าๆๆๆ มันจะเสียอรรถรส (เดี๋ยวเค้าจะไม่เสียเงินไปดูหนังกัน แต่จะหันมาซื้อยาเบื่อหนู แล้วส่งมาให้เจ้าของสเปซแทน เอ้า!!!)

    เลยดองไว้ค่า จนตอนนี้หนังออกมาเป็น VCD แล้นนนน เลยเอาสักหน่อยวุ้ย เขียนถึงหมีแพนด้าในดวงใจ ลั่น ลัน ล้า

    การ์ตูนเรื่องนี้ส่งเสริม ความกตัญญู เด็กๆ ดูแล้วจะได้มีพื้นฐานทางจิตใจที่สวยงาม ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านพระเอก โป แพนด้าผู้น่ารัก ที่คลองใจคนทั่วโลก ด้วยบุคลิกใสซื่อ

    คงมีหลายคนแหละ ที่คิดว่า โป มีอะไรหลายๆ อย่างคล้าย
    หงจินเป่า อะนั่น ... แน่ ว่างั้นเหมือนกันใช่มะล่า

    สำหรับผู้ใหญ่หนังเรื่องนี้จะให้คุณได้คิด สุดยอดวิทยายุทธ์ในคัมภีร์ก็คือ ... ???...

    ไอ้เราก็ลุ้นอยู่ ว่ามันจะร้ายกาจกว่า 8 อรหันต์ทองคำของวัดเส้าหลินอ่าป่าว?

    แต่มันก็สุดยอดของวิชาจริงๆ อ่ะและ แหม๋ ... คนเขียนบทก็ทำไปด้ายยยยยย

    คำแนะนำ หลังชมภาพยนตร์คุณอาจปวดปอด กระบังลม หรือเจ็บคอไม่น้อย อย่าตกใจค่า นั้นเป็นอาการ ปกติ เพราะดิฉันก็เป็นเหมือนกานน ฮิ้วว
    .......................................................................................................................
    princess

     
         

    26*How do you know if it is really love

       

    August 24, 2008

    How do you know when you've found your soulmate?
    "How do you know if it is really love!"

    Love is such a strange,wonderful thing that nobody really has codified what it is yet.

    And to further complicate matters,there are so many different kinds of love: the love you feel for a friend, a family member,a sport or even a pet.

    This is such a crazy emotion that there is absolutely no way that can definitively answer how you know it is love …

    Now,in order to find out if you love someone,the basic place to start would be to ask yourself,do you want to be with them? If the answer to that question is no,then it really can't be love.

    When you love someone, you want to be with them. Not just be with them,but share everything with them.

    You have a great day at work and want to rush home and tell them every wonderful thing that has happened.

    You feel excited at the prospect of just being in their company,just being close to them isn't enough,you want to be a part of them,a part of their life forever.

    You can't stand the thought of being away from them yet,when you are, you still feel that ever-present bond that ties you together wherever you go.

    You can almost feel what they are feeling. You feel like,with a little bit of effort,you can see what they are seeing and think what they are thinking.

    It is almost as if you both can occupy each other's bodies with complete trust and harmony. That is love.

    Now,on the other side of the spectrum,there are a host of emotions that people confuse with love.

    Being overly dependent on the other person is also not a part of love.

    Some people fall into the trap of thinking they love someone just because they are afraid to be alone. They have become dependent on the other person for so much that they don't know how to make it on their own,or they would much rather be with someone than no-one.

    Are you surely have the exactly one right now?
    if that's yes.

    i think currently you have no chance to changing your mind.

    แน่ใจใช่ไหมว่ารัก -  นาถ Seasonschange

    Key : F

                      Bb                  C/Bb              C/Em      Am
    *แน่ใจใช่ไหมว่าคือความรัก      ฉันนั้นคือความรัก
    Bb                  C            F
    ที่เธอไม่มีวันทอดทิ้งกันไป
                Bb                    F/Bb                C         Dm                G
    กลับไปคิดทบทวนอีกครั้ง       คิดทบทวนอีกที ก่อนตัดสินใจ
    Bb                Am           Bb                         (F)
     ก่อนที่ทุกอย่างในหัวใจ ของฉันจะเป็นเธอ
    Intru: F Gm  F Gm
     F                                       Gm                      
    อะไรคือความรักของเธอ บอกให้ฟังได้ไหม
    F                              Gm                    Dm/Gm
    ทำไมบอกตัวเองว่าใจ ของเธอนั้นรักฉัน
    F                        D/Gm
    รู้ไหมเมื่อมองสายตา ทุกอย่างมันตรงข้ามกัน
    F                           D/Gm            Fm/C
    เหมือนไม่ใช่ฉันที่ยืนอยู่ในหัวใจ
    F          Bb           C                 Am              Dm
    ฉันเป็นคนที่เธอรัก หรือเป็นความประทับใจ
    Cm/Eb                                      Cm
    บอกได้ไหมให้ฉันได้มั่นใจกว่านี้
    *
    solo : F Gm Am Bb F Bb F/Dm F/Bb G Gm C
    C         Bb                 Gm        Am              Dm
    ฉันเป็นคนที่เธอรัก หรือเป็นความประทับใจ
                  Eb                              Cm
    บอกได้ไหมให้ฉันได้มั่นใจกว่านี้

    *
                                D        Bb/Am         Gm       C               F
    (ให้ฉันได้แน่ใจ) ก่อนที่ทุกอย่างในหัวใจ ของฉันจะเป็นเธอ
    outro:F# C

    ...................................................................................................................
    princess

     
         

    25*My Mother

       

     

    August 12, 2008
    There is an inner beauty about a woman who believes in herself,

    who knows she is capable of anything that she puts her mind to.

    There is a beauty in the strength and determination of a woman who follows her own path,who isn't thrown off by obstacles along the way.

    There is a beauty about a woman whose confidence comes from experiences;who knows she can fall,pick herself up,and move on"

    I will be 27 on Wednesday,July 2nd.

    Tonight I am thinking about the things that my Mom told me when I felt like my life hit rock bottom.

    I have truely fallen,was able to pick myself back up and have definately moved on.

    It took alot of years and alot hell of a lot of support from my Mother, but I will always remember the lessons she taught me.

    Thank you Mom for the gift of life,the times you held me close when I cried and told me I would be ok and for this moment to be able to feel like I can and will make it through anything.

    I love and miss you "Beautiful Lady!"

    Yesterday,Today and Always

    Happy Mother's Day Mom
    Your Daughter,

    ป๋าถ่ายภาพนี้ตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด หนึ่งในหลายร้อยหลายพันที่อยู่ในอัลบั้มของแม่

    หยิบขึ้นมาดูทีไรทำให้นึกถึง ...

    ป๋ารักแม่ตรงไหนคะ? คำถามของลูกสาว เอ่ยออกไป ขณะที่อยู่กันลำพัง

    ป๋าหัวเราะคิกคัก ก่อนคีบผักบุ้งมาใส่ในชามของฉัน ก็แม่เป็นคนสวย

    แก่จนป่านนี้แล้วยังสวยอีกหรอ?

    เออ ... ยิ่งแก่ยิ่งสวย คนที่สวยจากข้างใน จะไม่ทำให้ฉันหลงรักได้ยังไงล่ะ

    ป๋ายังกอดแม่อยู่ทุกวัน ไม่ต่างจาก ขณะจีบกันใหม่ๆ

    เดินจูงมือกันไปไหนมาไหน

    แม่ คือผู้หญิงในฝัน ที่ป๋ารอมาทั้งชีวิต ผู้หญิงที่อยู่ด้วยแล้วมีแต่ความสุขใจ

    ป๋าบอกฉันเสมอว่า ถ้าขอพรได้อย่าง แกจะขอ ให้เกิดมาเป็นคู่กับแม่ทุกชาติไป

    ความรู้สึกของป๋าที่มีต่อแม่ มันช่างยั่งยืนและหอมหวาน ...

    วันนี้ ฉันไม่สงสัยแล้วล่ะว่า ป๋ารักแม่ที่ตรงไหน?

    24*Beijing Welcomes you

       

    August 08, 2008

    歌名:北京欢迎你
    Title: Welcome to Beijing

    作词:林夕 作曲:小柯
    Lyrics by Lin Xi Composed by Xiao Ke

    [陈天佳]迎接另一个晨曦 带来全新空气
    เฉินเทียนเจีย : ยิงจี้ หลิง หยี่ เก้อ เชินซี ได้ไหล่ ควานซิน
    ควองชี
    Let’ s embrace another morning and enjoy its ever new air.

    [刘欢]气息改变情味不变 茶香飘满情谊
    หลุย หวน : ชีซี ไก่เบียน ชิงเวย บู้เบียน ชา เชี้ยง เพียว มาน ชิงหยี่
    With the fragrance of tea, it smells different. But it feels great, full of friendship.

    [那英]我家大门常打开 开放怀抱等你
    นา ยิง : วอจ้า ดาเหมิ่น ชาง ดาไค ไคเฟิง ไขว่เบา เติงนี
    Our door is always open. We are waiting for you open-armed.

    [孙燕姿]拥抱过就有了默契 你会爱上这里
    สเตฟานี่ ซัน : ยองเบา กวอ จู ยวอเลอ เมอชวี นี เหว่ย ไอเชียง เชอนี
    After a big hug, you’ll feel close with us. And surely you will love this place.

    [孙悦]不管远近都是客人 请不用客气
    ซัน หยู : บู๋กวน หย่วนจิน เดอ ชี เค้อเหริน ชิง บู๋ยอง เค้อชี
    Our guests, no matter where you come from, please feel at home.

    [王力宏]相约好了再一起 我们欢迎你
    หวาง ลี ฮอม : ชวางเย เหาเล่อ ไซ ยีชี เหว่อเมน ฮวาน ยิง นี้
    We promised to get together here. So welcome!

    [韩红]我家种着万年青 开放每段传奇
    ฮาน ฮอง : วอจ้า ชอง เชอ วานเนียนชิง ไค้ฟาง เหม่ย ดวน เชินชี
    We cultivate Chinese Evergreen in the garden. All the time, it is producing a new legend.

    [周华健]为传统的土壤播种 为你留下回忆
    เวกิน เชา : เหว่ย ชวนต่อง เดอ ทูหร่าง บ้อชอง เหว่ย หนี หลุยเชียว เหว่ยยี
    In the soil rich in traditions, we plant. Hope everything we plant here leaves you a great experience.

    [梁咏琪]陌生熟悉都是客人 请不用拘礼
    กีกิ เหลียง : มอเชิง เชาชี เดา ชี เค่อเร็น ชิง บู๊ยอง จื้อหลี่
    Our guests, no matter we’ve met before or not, please feel at ease.

    [羽泉]第几次来没关系 有太多话题
    ยู ควน : ดี จี๊ ซี ไหล่ เหมย กวนชี อยู่ ไถ้ เดา ฮวาที
    Even if you have been here for many times, you won’t feel bored ‘cause we have vast new things for you.

    [成龙]北京欢迎你 为你开天辟地
    เฉิน หลง : เบ่ย จิง ฮว่ายิง หนี เหวย นี ไข่เทียนพีดี
    Welcome to Beijing; we’ve done a lot for your visit.

    [任贤齐]流动中的魅力充满着朝气
    ริชชี่ เหริน : เหลิ่วดง จง เดอ เหมยลี ชงมาน เชอ เจ๊าชี
    Its charm in ever changing is full of life.

    [蔡依林]北京欢迎你 在太阳下分享呼吸
    โจลิน ทไซ : เบ่ย จิง ฮว่าน ยิง นี ไซ ไท้ยาง เชิน เฟินชัง ฮูซี
    Welcome to Beijing; let’s breathe together in the sunshine.

    [孙楠]在黄土地刷新成绩
    ซัน หนาน : ไซ ฮว่าง ทูดี ฉวอชี เชิงจี
    Let’s establish new records here in China.

    (music)

    [周笔畅]我家大门常打开 开怀容纳天地
    โจว บี ชาง : วอจ้า ดาเหมิ่น ชาง ด่าไค ไคฮัว หร่องนา เถียนดี
    Our door is always open. We are open armed, ready to embrace the world.

    [韦唯]岁月绽放青春笑容 迎接这个日期
    เหว่ย เหว่ย : เสยเยย จานฟาง ชิงชวน เช่าหรง ยิงจี๊ เซิงเก่อ รีจี
    5000-year-old China is flashing a youthful smile, waiting for the day.

    [黄晓明]天大地大都是朋友 请不用客气
    หวง เฉา หมิง : เถียน ด้า ดี่ ด่า โดว ชี เพ็งโย ชิง บูยอง เก้อจี
    Our guests, no matter where you come from, please feel at home.


    [韩庚]画意诗情带笑意 只为等待你
    หานเกิง : ฮวา หยี ชือชิง เดอเช้านี ชีเหวย เดิง ได หนี่
    We paint pictures and write poems to express the joy for your coming.

    [汪峰]北京欢迎你 像音乐感动你
    หวาง เฟ็ง : เบ่ย จิง ฮว่านยิงหนี เช้ายิง เหย่อ ก่าว ดงยี
    Welcome to Beijing; like moving music, our hospitality will warm your heart.

    [莫文蔚]让我们都加油去超越自己
    คาเร็น มอก : ร่าง วอเมิน เดอ ไจ๊เยอ ชู เชาเหย่อ ชื้อชี
    Let’s try to challenge ourselves.

    [谭晶]北京欢迎你 有梦想谁都了不起
    เทียน จิง : เบ่ย จิง ฮว่านยิง หนี โย เหมินเชียง ชือ โด่ เลาบู้ชี
    Welcome to Beijing; people who have dreams are all bravo.

    [陈奕迅]有勇气就会有奇迹
    เอสัน เชิน : โย หย่องชี โจ เหวย โย ชีจี
    If only you keep the courage, miracles will happen.

    [阎维文]北京欢迎你 为你开天辟地
    หยวน เหว่ย เหวิน : เบ่ยจิง ฮว่านยิง นี เหวยนี ไข่เทียนพีดี
    Welcome to Beijing; we’ve done a lot for your visit.

    [戴玉强]流动中的魅力充满着朝气
    ได ยู ชิง : เหลิ่วดง จง เดอ เหมยลี ชงมาน เชอ เจ๊าชี
    Its charm in ever changing is full of life.

    [王霞 李双松]北京欢迎你 在太阳下分享呼吸
    หวาง เซีย + ลี ชวง ซอง : เบ่ย จิง ฮว่าน ยิง นี ไซ ไท้ยาง เชิน เฟินชัง ฮูซี
    Welcome to Beijing; let’s breathe together in the sunshine.

    [廖昌永]在黄土地刷新成绩
    เหลี่ยว ชาง หยง : ไซ ฮว่าง ทูดี ฉวอชี เชิงจี
    Let’s establish new records here in China.

    [林依轮]北京欢迎你 像音乐感动你
    หลิน ยี่ หลุน : เบ่ยจิง ฮว่านยิ นี เซอ ยินหยี่ ก่างดงลี
    Welcome to Beijing; like moving music, our hospitality will warm your heart.

    [张娜拉]让我们都加油去超越自己
    จาง นารา : หร่าง วอ เมิน เดอ ไจ๊โย ชู เชาเหย่ ชื้อชี
    Let’s try to challenge ourselves.

    [林俊杰]北京欢迎你 有梦想谁都了不起
    เจเจ ลิน : เบ่ยจิง ฮว่านยิงนี โย เหมิงชาง ชุยเด่อเลาบู้ชี
    Welcome to Beijing; people who have dreams are all bravo.

    [阿杜]有勇气就会有奇迹
    อา ดู : โย หย่องชี จู เหวย โย ชีจี
    If only you keep the courage, miracles will happen.

    [京剧]北京欢迎你呀
    เบจิง โอเปร่า : เบ่ย จิง ฮว่าน ยิง หนี ยา
    Welcome to Beijing

    [容祖儿]我家大门常打开 开放怀抱等你
    โจอี้ ยอง : วอจ้า ดาเหมิ่น ชาง ดาไค ไคเฟิง ไขว่เบา เติงนี
    Our door is always open. We are waiting for you open-armed.

    [李宇春]拥抱过就有了默契 你会爱上这里
    ลี ยู ชอน : หยงเบา ควอ จู โยเลอ มอชี นี เวย ไอชาง เชอนี
    After a big hug, you’ll feel close with us. And surely you will love this place.

    [黄大炜]不管远近都是客人 请不用客气
    หวง ดา เหว่ย : บูกวน ยวนจิน เดอ ชี เค้อเหริน ชิง บู้ยง เค่อจี
    Our guests, no matter where you come from, please feel at home.

    [陈坤]相约好了再一起 我们欢迎你
    เฉิน คุน : เซียงเหยอ เหาเล่อ ไช ยีชี หว่อเมิน ฮวานยิง นี
    We promised to get together here. So welcome!

    [谢霆锋]北京欢迎你 为你开天辟地
    นิโคลัส ทเสะ : เบ่ย จิง ฮว่ายิง หนี เหวย นี ไข่เทียนพีดี
    Welcome to Beijing; we’ve done a lot for your visit.

    [韩磊]流动中的魅力充满着朝气
    หาน เล่ย : เหลิ่วดง จง เดอ เหมยลี ชงมาน เชอ เจ๊าชี
    Its charm in ever changing is full of life.

    [徐若瑄]北京欢迎你 在太阳下分享呼吸
    วิเวียน ฮสุ : เบ่ย จิง ฮว่าน ยิง นี ไซ ไท้ยาง เชิน เฟินชัง ฮูซี
    Welcome to Beijing; let’s breathe together in the sunshine.

    [费翔]在黄土地刷新成绩
    เฟย เซียง :ไซ ฮว่าง ทูดี ฉวอชี เชิงจี
    Let’s establish new records here in China.

    (music)

    [汤灿]我家大门常打开 开怀容纳天地
    ถัง ชาน : วอจ้า ดาเหมิ่น ชาง ดาไค ไคเฮวย ชองนา เทียนดี
    Our door is always open. We are open armed, ready to embrace the world.

    [林志玲 张梓琳]岁月绽放青春笑容 迎接这个日期
    หลิน ชี หลิง + จาง รีอิน : เซยเยย จานฟาง ชิงชุน เซาหรง ยิงจื้อ เชิงเหย่อ รีชี
    5000-year-old China is flashing a youthful smile, waiting for the day.

    [张靓颖]天大地大都是朋友 请不用客气
    เจน ชาง : เถียน ด้า ดี่ ด่า โดว ชี เพ็งโย ชิง บูยอง เก้อจี
    Our guests, no matter where you come from, please feel at home.

    [许茹芸 伍思凯]画意诗情带笑意 只为等待你
    วาเลน ฮสุ + สกาย วู : ฮวายี ชีจิง เดอ เช้ายี ชีเหวย เด็งได นี
    We paint pictures and write poems to express the joy for your coming.

    [杨坤 范玮琪]北京欢迎你 像音乐感动你
    หยาง คุน + แฟนแฟน : เบ่ยจิง ฮว่านยิ นี เซอ ยินหยี่ ก่างดงลี
    Welcome to Beijing; like moving music, our hospitality will warm your heart.

    [游鸿明 周晓欧]让我们都加油去超越自己
    คริส ยู + โจว เฮา ยู : หร่าง วอ เมิน เดอ ไจ๊โย ชู เชาเหย่ ชื้อชี
    Let’s try to challenge ourselves.

    [沙宝亮 满文军]北京欢迎你 有梦想谁都了不起
    ชา เบา เหลียง + มาน เหวิน จุน : เบ่ยจิง ฮว่านยิงนี โย เหมิงชาง ชุยเด่อเลาบู้ชี
    Welcome to Beijing; people who have dreams are all bravo

    [金海心 何润东]有勇气就会有奇迹
    โย หย่องชี จู เหวย โย ชีจี
    If only you keep the courage, miracles will happen.

    [飞儿 庞龙]北京欢迎你 为你开天辟地
    FIR + ปัง หลง : เบ่ย จิง ฮว่ายิง หนี เหวย นี ไข่เทียนพีดี
    Welcome to Beijing; we’ve done a lot for your visit.

    [吴克群 齐峰]流动中的魅力充满着朝气
    เคนจิ วู + กี เฟิง : เหลิ่วดง จง เดอ เหมยลี ชงมาน เชอ เจ๊าชี
    Its charm in ever changing is full of life.

    [5566 胡彦斌]北京欢迎你 在太阳下分享呼吸
    5566 + อันสัน ฮู : เบ่ย จิง ฮว่าน ยิง นี ไซ ไท้ยาง เชิน เฟินชัง ฮูซี
    Welcome to Beijing; let’s breathe together in the sunshine.

    [郑希怡 刀郎]在黄土地刷新成绩
    ยูมิโกะ เจ็ง + ดาว เหลิง : ไซ ฮว่าง ทูดี ฉวอชี เชิงจี
    Let’s establish new records here in China

    [纪敏佳 屠洪刚 吴彤]北京欢迎你 像音乐感动你
    จีมินเจีย + ทู ฮอง กัง + หวู่ ตง : เบ่ยจิง ฮว่านยิ นี เซอ ยินหยี่ ก่างดงลี
    Welcome to Beijing; like moving music, our hospitality will warm your heart.

    [郭容 刘畊宏 腾格尔]让我们都加油去超越自己
    โก หร่อง + วิล หลู + เติ้ง กี เออ : หร่าง วอ เมิน เดอ ไจ๊โย ชู เชาเหย่ ชื้อชี
    Let’s try to challenge ourselves.

    [金莎 苏醒 韦嘉]北京欢迎你 有梦想谁都了不起
    เคียม จิน ชา + อัลเลน ซู + เหว่ย เจีย :เบ่ยจิง ฮว่านยิงนี โย เหมิงชาง ชุยเด่อเลาบู้ชี
    Welcome to Beijing; people who have dreams are all bravo.

    [付丽珊 黄征 房祖名]有勇气就会有奇迹
    ฟู ลี ชาน + ฮวง เซิง + เจซี่ ฟง : โย หย่องชี จู เหวย โย ชีจี
    If only you keep the courage, miracles will happen.

    [全体]北京欢迎你 有梦想谁都了不起
    ทั้งหมด : เบ่ยจิง ฮว่านยิงนี โย เหมิงชาง ชุยเด่อเลาบู้ชี
    Welcome to Beijing; people who have dreams are all bravo.

    有勇气就会有奇迹
    โย หย่องชี จู เหวย โย ชีจี
    If only you keep the courage, miracles will happen.

    北京欢迎你 有梦想谁都了不起
    เบ่ยจิง ฮว่านยิงนี โย เหมิงชาง ชุยเด่อเลาบู้ชี
    Welcome to Beijing; people who have dreams are all bravo.

    有勇气就会有奇迹
    โย หย่องชี จู เหวย โย ชีจี
    If only you keep the courage, miracles will happen.

    .....................................................................................................................
    princess

     
       

    23*บ้านแห่งความรัก

       

    ๒ สิงหาคม ๒๕๕๑

    มันเริ่มต้นตั้งแต่12 พฤษภาคมที่ผ่าน ทุกอย่างมันกลายเป็นแค่เศษซากของฝุ่นผง โรงงานของนายเหลือแค่ที่ดินกับก้อนอิฐ ไม่มีใครเลยสักคนที่ตั้งตัวทัน และพร้อมรับกับเหตุการณ์ในครั้งนี้

    มีหลายครอบครัวต้องตายจาก หลายคู่รักต้องพลัดพราก นับร้อยกลายเป็นเด็กกำพร้า

    ไม่มีใครทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้หรอก ยังดี ที่ลูกจ้างในโรงงานไม่มีใครเสียชีวิต หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง

    คุณหมอที่น่ารักของฉัน มาเป็นแพทย์อาสา เราไม่ได้ติดต่อกันอีกทางโทรศัพท์ เนื่องจากไชน่าโมบายล่มทั้งระบบ ทางเดียวที่จะพูดคุยกันได้ คือเดินเท้าเข้าไปหา ...

    ดูแกเหนื่อยมาก เจอคนเจ็บทุกวัน เจอเด็กร้องไห้ เจอคนมากมายที่หมดหวังกับชีวิตที่เหลืออยู่

    ทางรัฐบาลจีนไม่ได้รอช้า แค่ให้ความสำคัญกับผู้ประสบภัยน้อยกว่าการเปิดงานโอลิมปิกเท่านั้นเอง

    ไม่รู้สิฉันอาจมองเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่า ฟังจากสื่อประโคมข่าว
    ฉันเชื่อ ในสิ่งที่หัวใจฉันเห็น

    แต่ก็มีหน่วยงานจากเอกชนมากมาย ที่เขาคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยมากกว่าหน้าตาและชื่อเสียงของประเทศ

    "บ้านแห่งความรัก" ตั้งอยู่ในเมืองเฉินตูเมืองเอกของมณฑลเสฉวน ได้รับผู้ประสบภัยจำนวนกว่า 700 คนจากอำเภอชิงชวน อำเภอเวิ่นชวน เมืองเต๋อหยาง และเมืองตูเจียงเยี่ยน เข้าไปพักอาศัยรวมทั้งเด็กจำนวนกว่า 100 คน

    เด็กๆที่นี่ได้ฉลองวันเด็กสากล ท่ามกลางความรักความเอาใจใส่จากผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ จากทั่วประเทศ อย่างน้อยในวันนั้น คราบน้ำตาก็กลายมาเป็นเสียงหัวเราะให้ฉันยิ้มอย่างมีความสุขใจ

    เจ๊ หนูไม่อยากนอนที่นี่เลย หนูจะได้กลับบ้านไหมคะ? เสียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆแหงนหน้าขึ้นมามาถามฉัน

    มันเป็นคำตอบที่ยากที่สุดเท่าที่เคยมีคนถามมา ไม่กล้าพูดอะไรออกไปให้มากความ เพราะฉันเอง ก็ไม่มีทางรู้อนาคตของรัฐบาล

    ไม่รู้ว่าเขาจะสร้างบ้านพักถาวรให้ผู้ประสบภัยแล้วเสร็จเมื่อไหร่

    ฉันเลยหยุดคิดทบทวนสิ่งที่กำลังพูดออกไปอีกครั้ง ก่อนที่จะบอกว่า เจ๊เองก็รอที่จะกลับบ้านเหมือนกัน

    แล้วบ้านเจ๊อยู่ที่ไหนหรอคะ?
    อยู่อีกฟากฝั่งของดวงดาวที่กำลังสองแสงไงจ๊ะ
    ฉันชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า

    แล้วทุกๆวันเจ๊อยู่ที่ไหนแล้วนอนยังไงในเมื่อไม่ได้กลับบ้าน?  ก็อยู่ทุกๆที่ ง่วงเมื่อไหร่ก็ใช้กระเป๋าเป็นหมอน จริงๆแล้วพกบ้านไปทุกๆที่ ที่เดินทางไงล่ะ

    เจเจ้เหมือนปูเสฉวนเลย
    ใช่แล้ว เมื่อหนูตัวโตขึ้นหนูก็ต้องวางเปลือกหอยเก่าลง แล้วมองหาเปลือกหอยใหม่ เพราะมันจะได้ไม่คับแคบสำหรับหนูอีกต่อไป

    ฉันเดินจูงมีสาวน้อยเข้านอนพร้อมบอกกับเธอว่า ทุกที่ที่หนูก้าวเดินมันจะเป็นบ้านของหนูตลอดไปนะ

    ฉันแค่หวังว่า บ้านแห่งความรักหลังนี้จะเยียวยารักษาใจให้กับทุกๆคนที่ได้เข้ามาพักอาศัย

    ได้แต่หวัง และหยิบจับในสิ่งที่สองมือของฉันถือได้ ...

    ตอนนี้ฉันมาเป็นอาสาสมัครให้กับบ้านแห่งความรัก หลังจากที่แวะไปหาคุณหมอที่เสฉวนเมื่อเดือนพฤษภาคม

    ที่นี่นอกจากดูแลเด็กๆและผู้ประสบภัย ยังช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงที่บาดเจ็บจากแผ่นดินไหวด้วย

    มีหมาแมวที่พิการมากมาย ที่ต้องเสียขา ตาบอด หูหนวก และหลายตัวเกิดอาการตรอมใจตาย

    สัตวแพทย์บอกว่า ถ้าเรารักษาหายก็ยังอายุสั้น ถึงแม้มันจะไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของตัวเอง แต่ฉันตั้งใจที่จะดูแลนะ เท่าที่หัวใจของฉันจะทำได้

    .............................................................................

     
     

    22*Why so serious

        

    18 July 2006 

    เมื่อวานไปดู ... Batman The Dark Knight ...
         
    ไม่มีเหตุผลอะไรมากมาย ก็แค่เห็นพระเอกหล่อได้ใจ เลยเดินขึ้นไปซื้อตั๋วดู ง่ายๆแบบนั้นเลย ก็เหมือนหนังตอนยาวหลายเรื่อง  อย่าง 007 งี้ คนดูมักคาดหวังกับหนังเสมอว่าต้องมีอะไรเด็ด ให้คุ้มเงินค่าตั๋ว แต่สำหรับชั้นไม่ใช่นะ สงสัยจะทำโรงหนังมาเลยไม่มีความรู้สึกแบบนี้อยู่เลย แค่อยากจะดูก็ดู มันจะยากตรงไหน? ใช่ป่ะ?

          เดินถือข้าวโพดคั่ว ไปนั่นอาดๆอยู่แถวหน้าโรง คนแน่นชะมัด! เวลาดูหนังกับคนแยะแล้วได้อารมณ์ร่วมอีกแบบ เวลาระทึก คนนั่งตัวเกร็งเป็นเพื่อนเรา เวลาเสียวไส้จนต้อง กลั้นอารมณ์ไว้นานๆ จะได้ยินเสียงถอนหายใจ ดังเฮือกกก เบ้อเร่อจากเบาะข้างๆ ก็หนังมันทำให้คนดูรู้สึกอย่างนั้น ...

          ชอบพระเอก ชอบคนบุคลิกแบบนี้ มีคนแซวว่าภาคนี้คัดคนแก่มาเล่นนะ แต่ชั้นว่าเขาดูสมาทสมวัยต่างหากล่ะ เวลาเขาใส่ชุดฮีโร่เห็นแค่ริมฝีปากบาง ยาว มันเซ็กซี่ที่สุดแล้ว โอ้วววว แมนมากๆเลยค่า พอและ จบเรื่องพระเอกในดวงใจไว้เท่านี้ ...

          โจ๊กเกอร์คู่ปรับตลอดกาลก็ใช่ย่อย เมื่อก่อนต้องนึกถึงจิม แคร์รี่ ผู้ชายไฮเปอร์ติดลุคบ้าพลัง เหมาะจะเป็นผู้ร้าย หรือ คนขาดสติมากเลย แต่คนนี้มันออกจิตจริงๆ มัน real กว่า ทำให้เราอินไปกับตัวตลกตัวนี้ได้อย่างไม่รู้ตัว (เชื่อคนง่าย) หนังดำเนินเรื่องให้ดูว่า โจ๊กเกอร์เป็นคนฉลาด แต่ชั้นกลับมองว่า มันทำตัวเรียกร้องความสนใจจากสังคมเมากกว่า เป็นคนประเภทขาดความอบอุ่นจากครอบครัวและความรัก

          น่าสงสารนะ (จะสงสารมันดีมั๊ย?) Why so serious? กลายเป็นประโยคที่โจ๊กเกอร์ชอบพูดประชดสังคม เนื้อแท้แล้วคล้ายจะบอกว่า มึงเห็นมั๊ยว่ากูร้องไห้อยู่? ประมาณนั้น (เอ๋ ... คิดมากไปรึป่ะเนี่ยค่าเนี่ย หืม ... ) WB ทำภาพยนตร์เกรดเด็กดูได้เป็นหลักอยู่แล้ว ประเด็นของหนังบริษัทนี้ คือความดีชนะอธรรมสูตรเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

          ยังไงสวะ ก็มักคิดว่าตัวเองฉลาด และสามารถรู้เท่าทันความคิดของคนอื่น (แหม๋ ... ชั้นละเชื่อเลยจริงๆให้ตายเถอะ ผู้ร้ายมันสมองตื้นเหมือนกันหมด รึว้าเนี่ย ... ) มักคิดว่าคนอื่นในสังคมจะมีพื้นฐานทางจิตใจ และความคิดถูกผิด ต่ำ เหมือนมันทุกคนงั้นสิ? มิน่า พวกพ้องโจ๊กเกอร์ ถึงได้ออกแค่คนละฉาก

          บทสรุปของ Batman The Dark Knight คุณต้องไปดูเองแล้วแหละ (ขนาดปวดฉี่ยังนั่งกลั้น อดทนจนจบเรื่อง) ไม่อยากคลาดสายตา ออกจากจอเลยแม้แต่นาทีเดียว
    โอ้วววววววววววววววววววววววววววววววว พระเอกหล่อจังฮู้

    .........................................................................

     
     

    21*เดรัจฉานเห็นอะไรในกระจกเงา

     
       

    เสียงกุกกัก
    ดังมาจากห้องเก็บของหลังออฟฟิศมาสองสามวันก่อน

    ทุกครั้งที่เดินผ่านบริเวณนั้นมักจะทำให้ใครหลายคนหยุดนิ่งและเงี่ยหูฟังเสียงนั้นกันทุกราย

    ในห้องนั้นไม่มีแสงสว่างไม่ได้ ใช้อะไรนอกจากเอาไว้วางของเก่าเก็บอย่างดรั๊มสแกนรุ่นพระเจ้าเหา ตลับหมึกที่กองซ้อนกันเป็นลังเบียร์ โต๊ะเขียนแบบ และอีกสารพันเครื่องมือที่ไม่เคยคิดจะเอามาทำประโยชน์อีก มันน่าจะเรียกว่าห้องเก็บฝุ่นมากกว่าห้องเก็บของ

    แต่เสียงปริศนาที่ทำให้ข้องใจคงไม่ใช่แค่หนู มันเหมือนมีใครสักคนกำลังรื้อของลากบางอย่างจากฝากหนึ่งไปยังอีกทิศทาง หากมีคนเดินมาในจังหวะนั้นพอดี หรือหยุดคุยโทรศัพท์เสียงกุกกักก็จะหายไปชั่วขณะ มีเพียงประตูเหล็กคล้องกุญแจที่กั้นกลางระหว่างฉันกับบางสิ่งที่อยู่ในห้องนั้น...

    หลายคนบอกว่าเหมือนมีคนอยู่ในนั้นเลย เพราะบางครั้งจะได้ยินเสียงเดินด้วยนะ! บางครั้งจะได้ยินเสียงเหมือนเสียงกระโดด ดังตุ๊บ!

    แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อห้องนั้นมันปิดตายมาแสนนานจะมีเพียงหน้าต่างบานเกล็ดที่ติดเหล็กดัดเท่านั้น ที่ยังทำหน้าที่ระบายอากาศอยู่

    เสียงร่ำลือจากปากต่อปากกลายมาเป็นประเด็นร้อนภายในที่ทำงานชั่วข้ามคืน บ้างก็ว่าเป็นคนจรจัดงัดเข้ามาหาที่นอนหรือเปล่า? บ้างก็ว่าเป็นพวกลักเล็กขโมยน้อย?  นี่ยังไม่หนักเท่าบางคนบอกว่าเป็นผีที่เข้ามาสร้างความวุ่นวาย!! น่านว่ากันไป...

    ดิฉันเองก็หลอนนะคะ สะพรั่นพึงกับข่าวลือไร้มูลนี้เหมือนกัน (ยังสงสัยอยู่ว่าจะกลัวไปทำไมแค่เสียงซุบซิบ) เวลาเดินผ่านประตูเหล็กบานนั้นที่ไรมันชวนให้ขนลุกซู่ขึ้นมาทุกที

    พอเข้าเช้าวันที่สี่ก็เข้าสู่ช่วงเวลาหาคำตอบ เพราะทันทีที่เปิดประตูเข้ามาทำงาน ก็ต้องสำลักกับกลิ่นที่โชยมาจากห้องเก็บของ “คงต้องเปิดประตูลงไปดูแล้วแหละ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับที่ทำงานของเรา” (ทำตัวประหนึ่งฮีโร่กู้โลก แต่ขอโทษค่ะ ขณะที่ไขกุญแจแขนขาไม่ไม่อยากจะขยับตามปากว่า) ก็มันเป็นหน้าที่ ในฐานะ “ผู้จัดการ” ค้ำคอ

    โอเค ฉายเดียวเดินไปพร้อมกับไฟฉายกระบอกเดียว กับกองหลังที่เตรียมลี้ภัยได้ทันที (แหม๋ ... มันช่างเป็นกำลังใจให้ดีจริงๆ) เสียงดังที่คอยกร่อนประสาทหายไปแล้ว แต่กลิ่นยังติดจมูกอยู่ พยายามใช้ไฟฉายส่องนะ แล้วเสียงกองหลังก็ตะโกนถาม “เห็นยัง? เจอไรมั้ย?” สายหัวแล้วตะโกนกลับ “ไม่เห็นจะมีอะไรเลย”

    กำลังจะก้าวขาออกจากห้องนั้นแล้วค่ะ “แผละ” มีบางอย่างลื่นพรึดทะลักออกมาจากใต้รองเท้า เอาไฟส่อง เห็นเป็นซากอะไรสักอย่างแยกหัวออกมาจากตัวเรียบร้อย  “ไอ้บ้าเหยียบหนูเน่า” “กรี๊ดดดด” ทำหลังแตกฮือ เอ่อ ... จริงๆแล้วมันไม่ใช่หนูนะ  ฉันยังไม่ปริปากบอกเลยใครเลยง่า

    วันนั้นแหละที่เราได้สมาชิกใหม่เพิ่มมาหนึ่งคน เอ้ย ... หนึ่งตัว! ชื่อไททั่น ลูกแมวพันทาง ที่รอดชีวิตจากการถูกทิ้งและไม่ใยดีของแม่มัน

    พี่น้องไททั่นตายยกคลอก! เข้าใจว่าแม่มันคงออกลูกแล้วชิ่งไปเลย ผิดนิสัยสัตว์เพศแม่สิ้นดี แต่นี่อะไร น่าเวทนา พี่น้องในคลอกไททั่นมันคงทนความหิวไม่ไหวนอน (ตาย) เกลื่อนห้อง ตอนที่เจอ ไททั่นหายใจแผ่ว มีแต่มดกัดเต็มตัว รีบเอาไปส่งสัตวแพทย์รักษาอยู่หลายสัปดาห์

    พอวันไปรับกลับจากโรงหมอ ทุกคนตื่นเต้นกันใหญ่ แต่
    ไททั่นออกจะกลัวตลอดเวลา คืองี้ค่ะ ในบริษัทเรามีแมวนอกติดดีกรีหมด ไททั่นเป็นเหมือนลูกนอกสมรสอ่ะ อะไรๆจะได้เป็นลำดับสุดท้ายบวกกับความไม่ค่อยฉลาด สอนอะไรไม่จำบอกซ้ายไปขวา บอกขวาไปซ้าย เรียกสั้นๆว่า “โง่” จะเหมาะมาก แต่ด้วยความ เอ๊ะ เป็นลูกแมวที่กำลังอยู่ในวัยกำลังซนพร้อมจะเล่นกับทุกคนได้ตลอดเวลา

    แต่เชื่อป่ะไททั่นยังคงต้องการความรักจากแม่ของมันอยู่ดี ถึงแม้จะไม่มีใครเห็นแม่มัน ตอนที่มาออกลูกทิ้งไว้ แต่ทุกคนรู้ค่ะว่ามันเป็นใคร ก็ไททั่นถอดแบบมาจากแม่มันไม่ผิดเพี้ยนทั้งสี ทั้งลาย ทั้งนิสัยส่วนตัว ตอนไททั่นติดสัดอ่ะต้องรีบเอาไปให้หมอเชือดไม่งั้นโซฟากระจุยหมดค่า แต่แม่มันไม่เคยกลับมาเหลียวแลเลยนะ

    เรื่องแปลก คือ หลังจากที่เอาไททั่นมาเลี้ยงได้ไม่นานก็มีแมวหนุ่มมาคลอเคลียไททั่นไม่ห่าง นี่ถ้ามันให้นมได้ คงเห็นไททั่นดูดนมแมวตัวผู้กันล่ะงานนี้

    พวกเราตั้งชื่อแมวนิรนามว่า “ท็อปปิ้ง” ที่มีจากนิสัยชอบปาดหน้าเค้ก เวลายื่นเค้กให้ท็อปปิ้งจะละลิ้มเลียหน้าครีมและท็อปปิ้งจนเกลี้ยงและเหลือไว้แต่ชิ้นแป้งเท่านั้น

    จากการไปๆมาๆเข้านอกออกใน เข้าหาไททั่นบ่อยครั้งก็กลายเป็นอยู่ประจำ ดูสิมันคงอยากเป็นพ่อบุญธรรมให้กับไททั่นลูกกำพร้าล่ะมั้ง? เพราะไม่มีใครรู้ว่าพ่อไททั่นเป็นใคร? (เข้ามาชมไททั่นกับท็อปปิ้งเพิ่มเติมได้ที่นี่*)

    มีคนบอกว่า “เอาเถอะสัตว์ยังไงก็เป็นสัตว์วันยังค่ำ วงจรชีวิต กิน ขี้ ปี้ นอนทุกอย่างที่สัตว์แสดงออกมัน คือ สัญชาตญาณ และการเอาตัวรอด” ถ้าเราเห็นนกกระจาบสานกิ่งใบหญ้า เราจะเรียกว่า “รัง”  แต่ถ้าเราเห็นคนสร้างตึก เรากลับเรียกว่า “สถาปัตยกรรม” แหม๋ ... มันช่างต่างชั้นกันเหลือเกิน

    จนกระทั่งวันหนึ่งสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมาอาจจะต้องสังคายนากันใหม่หมด

    เราอาจมีความรู้เดิมว่า ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการใช้เครื่องมือมีเฉพาะกลุ่มในไพรเมตเท่านั้น ความรู้เดิมที่ถูกยอมรับโดยทั่วกันจากการการันตีโดยมหาวิทยาลัย

    ออซฟอร์ด อาจต้องเอาไปโยนทิ้ง (กำลังทำตัวไม่ให้เป็นน้ำเต็มแก้ว) เพราะการแสดงออกของสัตว์มันขัดแย้งกับหลักการน่ะสิ

    หลังจากนั่งดูพฤติกรรมของไททั่นสัตว์สมองน้อยมาระยะหนึ่งอาจจะไม่ได้คำตอบอะไรมาก นอกจากภาษากาย 

    อย่างการอึ แมวมักเกร็งตั้งแต่หน้าย่น หูลู่ ขนลุกชันตลอดสันหลังยันหางที่หงิกงออย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่ามันต้องใช้พลังงานทั้งหมดเบ่ง (อึ) สุดแรงเกิดก็ว่าได้ ผิดกับการฉี่

    ตัวผู้จะยกหางขึ้นให้พ้นจากวิธีกระสุน และฉีดฉี่ไปที่เป้าหมาย
    ปี๊ดดดด ส่วนตัวเมียจะนั่งยองๆแล้วปล่อยฉี่ได้อย่างสบายอารมณ์ ฉ่า...

    เชื่อป่ะ ฉันก็ยังงงๆกับวีธีสอนของเหล่าซือไม่หาย คือดันไปลงเรียนการบริหารมาค่า จะได้เอามาใช้กับการเป็น
    “ผู้จัดการ” ได้อย่างเต็มเหนี่ยว มีวิชาหนึ่งเล่นเอานิสิตเฮฮากันทั้งคลาส

    ว่าด้วยเรื่องการสังเกตพฤติกรรมเพื่อเข้าใจการแสดงออก ศึกษากันตั้งแต่โครงสร้างของร่างกาย (กระดูก) เชื้อชาติ ยันบุคลิกเฉพาะตัวกันเลย เรียนจนบรรลุอ่ะ

    แต่มีบทหนึ่งชอบมาก เหล่าซือบอก นิสิตไม่ต้องเข้าคลาสแล้วนะ ให้ไปทำรางานแทน เจอกันวันสอบเลย (โอ้ว ... คิดมากนะคะ) การบ้าน (การสอบ) ให้ไปเบ่งพฤติกรรมสัตว์มา แล้วเขียนบันทึกให้หมดว่าได้อะไรจากการสังเกตมาบ้าง เอ้า ... หัวข้อกว้างเป็นแม่น้ำแยงซีเกียงเลยค่าคุณขา

    ก่อนจากกันวันนั้น เหล่าซือบอก ใครมีข้อสงสัยสามารถถามได้กลุ่มละ 1 คำถาม (เท่านั้น) จะโหดไปมั้ยคะ

    มีทั้งหมด 3 กลุ่ม แปลว่า 15 คน สามารถสงสัยได้แค่ 3 คำถามเท่านั้นหรอกหรือ?  ต้องคระหนักบวกลบหน้าหลังอย่างแรงก่อนที่จะถามมันสมควรแล้วหรือยัง หาข้อสรุปไม่ได้ หลงประเด็น หรือเพราะว่าเราไม่รู้ เหล่าซือมักสอนแบบอ้อมๆว่า จะทำอะไรแต่ละอย่าง ให้ระลึกผลที่จะตามมาภายหลังด้วยนะ อย่าใช้แค่อารมณ์ อย่าใช้การคาดเดา อย่าทำเพื่อตัวเองให้มากนัก แต่จงใช้สมองด้วยเหตุผล และหัวใจที่เป็นกลาง

    การที่เราไม่รู้และเดาจากแค่ประสบการณ์ของตัวเองหรือแค่เพียงสิ่งที่เขาบอกมา (คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น แบบนี้) แล้วก็ไปหาเหล่าซือเพื่อให้ช่วยไขขอสงสัย มันจะทำให้คุณและเพื่อนอีก 14  คน (ไม่ใช่ 4 คนนะหมายถึงทั้งคลาส) จะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ แถมเสียเวลาไปฟรีๆ เรียกว่าซวย 2 เด้ง ไม่ได้เขลาคนเดียวแต่ยกกำลัง 14 ไปเลย

    อยากทราบกันแล้วสิคะว่า 3 คำถามที่ผ่านการวิเคราะห์จาก 15 คนคืออะไร? (จุ๊ๆรู้แล้วเหยียบไว้เลยนะ มันเป็นความลับค่ะ แหะๆ) แต่ที่บอกได้ กลุ่มของเจ้าหญิงน่ะทำเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสัตว์ ฟังดูมันแหม่งๆไหมคะ ก็คำว่าความคิดสร้างสรรค์เขาใช้กับคนเท่านั้นนินา

    เรามาดูกันไหมล่ะว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน เริ่มต้นจากความง่ายของคน 5 คนในกลุ่มก่อนเลย ที่แรกจะเลือกสัตว์ชนิดอื่นแล้วไปๆมาๆก็ลงเอยที่ หมา น่าจะดีสุดล่ะ เพราะทุกบ้านของสมาชิกมีเลี้ยงหมากันหมด 5 คนค้นข้อมูลเกี่ยวกับหมา

    ตั้งแต่การผสมให้ได้สายพันธ์ เริ่มเป็นตัวอ่อน ออกลูก ยันตาย อยากบอกว่าทำรายงานฉบับนี้แล้วทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมอย่างลึกอ่ะ

    หมาเป็นสัตว์ที่มีความหลากหลายทางสายพันธุ์แยะที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่จู่ๆเจอประเด็นนึงที่จุดประกายคือเป็นเทปบันทึกเกมส์โชว์ค่ะ ความยาว 30 นาที มีพิธีกรดำเนินรายการปกติแขรับเชิญเป็นครูฝึกและหมา

    รายการดำเนินต่อไปโดย โชว์ความสามารถของแขกรับเชิญ แต่ไม่ใช่ยืนสองขา ต้อนแกะ หรือกระโดดรอดห่วงไฟนะคะ แต่ครูฝึกกำลังบอกให้หมาไปหาสิ่งของตามคำสั่งจากของที่วางกองรวมกันอยู่ ที่แรกนึกว่าคงเป็นการจำคำ และความหมายแบบที่เราสอนหมาทั่วๆ เช่น นั่ง ยืน หมอบ แต่เปลี่ยนคำที่สอนเป็นวัตถุแทน

    แต่ครูฝึกไม่พูดแล้วค่ะเปลี่ยนมาเป็นหยิบภาพให้ดู แล้วให้หมาไปหาสิ่งของที่เหมือนในภาพมา ทำได้ไง?!

    มีเพื่อนคนนึงอธิบายสิ่งที่หมาทำได้ว่า นั่นคือ การอ้างอิง พฤติกรรม แบบนี้เราจะเจอในเด็กค่ะ

    เด็กเล็กๆที่เริ่มจะหัดเรียนรู้จะมีการอ้างอิง คือการสร้างแผนที่ในสมอง จะสามารถคัดของที่ไม่รู้จักออกจากสิ่งที่รู้จักได้

    ตัวอย่าง ถ้าเด็กคนหนึ่งรู้จักคำว่าวัว กับคำว่าหมูอยู่แล้ว ถ้าเราให้เด็กคนนั้นเลือกนกฟามิงโก้ออกมา แด็ก็สามารเลือกได้อย่างถูกต้อง โดยที่เขาไม่ต้องรู้จักนกฟามิงโก้มาก่อน

    เลยก็ได้ เพราะใช้หลักการอ้างอิง คือการคัดคัดของที่ไม่รู้จักออกจากสิ่งที่รู้จัก นี่แหละคือการเรียนรู้วิธีหนึ่งของคนเรา

    (เมื่อก่อน) เชื่อว่าไม่มีสัตว์ชนิดไหนทำได้นอกจากกลุ่มเราๆ ท่านๆเท่านั้น แต่นี่หมาก็ทำได้ไม่ต่างอะไรกับเด็กเล็กๆเลย!

    สมองคนเราบ่งเป็น 2 ซีกใช่ไหมคะ ภาพรวมของสมองหมาก็ไม่ต่างกัน

    หลักการง่ายๆเลย สมองด้านซ้ายควบคุมการทำงานขอร่างกายด้านขวา รวมถึงอารมณ์ในด้านบวก อย่างดีใจ มีความสุข ในขณะที่สมองด้านซ้ายจะทำงานในทางตรงกันข้าม ลองไปสังเกตดูเล่นๆก็ได้ค่ะว่าจริงรึป่าว?

    เวลาที่หมาเกิดอารมณ์ฉุนเฉียว ไล่เห่าคนแปลกหน้าด้วยความหวาดระแวง กลัว หมาจะกระดิกหางไปด้านซ้ายมากกว่า แรกๆจะยังดูไม่ออกหรอค่าดูบ่อยๆแล้วคุณจะเห็นถึงความแตกต่างด้วยตัวเอง

    เวลาคนเราได้กลิ่นอาหารสักอย่าง อาจจะแยกได้ว่า เป็นไข่เจียว ไก่ทอด ต้มยำ แต่สำหรับหมาอาจแยกชนิดของส่วนประกอบของอาหรจานนั้นได้เลยถึงกลิ่น ผักกาดขาว พริกแกง กุ้ง (ถ้ามันเป็นแกงส้มนะ)

    บลัดฮาวด์จัดได้ว่าเป็นหมาที่มีประสาทรับกลิ่นเจ๋งสุดๆเพราะสามารถแยกชั้นของกลิ่นได้เป็น 10 เท่าของหมาทั่วไป 1000 เท่าถ้าเทียบกับคน สมองหมาในส่วนที่ใช้วิเคราะห์กลิ่นจะใหญ่กว่าคนถึง 40 เท่า อู้ววว

    เคยคุยทนายว่าในเมื่อหมามีทักษะขนาดนี้ เราสามารถเอาหมามาเป็นพยานยืนยันการกระทำผิดของคนร้ายได้มั้ย? ทนายบอกว่า “ถ้าเอาหมามาอ้างอิงในรูปคดีนี่ยังไม่เคยมีในบันทึกนะ (ก็หมามันเป็นสัตว์อ่ะ) แต่ถ้าเอาหมามาใช้ในงานสืบสวนก็มีแยะอยู่” “อ้าวแบบนี้เรียกเกลียดตัวกินไข่หรือปล่าคะเนี่ย” “อืม...คงงั้นมั้ง”

    ในขณะที่สัตว์เลี้ยงใกล้ตัวกำลังแสดงออกทางพฤติกรรมอย่างชาญฉลาด แต่ฉันกลับเห็นคนบางคนใช้เวลาให้หมดไปกับวงจรชีวิตเยี่ยงสัตว์ ตื่นขึ้นมา แล้วก็กิน นั่งหน้าคอม สักพักขี้ จากนั้นก็แบมือรีดไถเงินจากแม่ เพื่อไปใช้ปรุงแต่งเรื่องเพศ

    ได้แต่นั่งมองแล้วคงได้แต่น่าสงสารคนไร้ค่าพวกนี้จัง ไม่ทำประโยชน์ให้สังคมแล้วยังเป็นภาระ คนที่เป็นทุกข์ที่สุดน่าจะเป็นแม่ (ของคนพวกนี้) อุส่าห์อุ้มท้องมาตั้ง 9 เดือนเพื่อเบ่งคนที่ชิงหมามาเกิด น่าเวทนานะฉันว่า

    ช่วงไปเมกาฉันไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวมากนัก ช่วงนี่รู้สึกผ่อนคลายมากที่สุนนอกจากไปเที่ยวแล้ว น่าจะเป็นเวลาอาหารกลางวันนี่แหละ

    ก็แหม๋ ... ของกินมันเย้ายวนใจกว่าเรื่องในโรงงานกว่าเป็นไหนๆ มิสเตอร์วิลเลี่ยมดูแลเราประหนึ่งคนพิเศษ พาไปชิมทุกอย่างที่อยากลอง ฉันชอบขนมมากกว่า อย่าง
    “โค้กทอด”
    ขนมเด็กแนวกำลังอิน

    น่าจะเหมือนที่บ้านเรามีกระแสโรตี้บอยละมั้งคะ จริงๆแล้วรสชาติไม่ได้อร่อยมากมาย แค่แป้งใส่น้ำโคกผสมกันในสูตรเฉพาะตัว ที่มันดังน่าจะเป็นที่ไอเดียของคนคิดมากกว่าบวกกับความแหวกแนวในตลาด

    ร้านโค้กทอดจะมีลานให้นั่งบรรยากาศเป็นกันเองมีนิตยสารไว้บริการ อยากรู้ค่ะวาฝรั่งเขาอ่านอะไรกันบ้าง แน่นอนมันประกอบด้วยหน้าโฆษณาร้อยละ 70%

    แต่ถ้าดูดีๆจะมีพื้นที่คืนกำไรอาจเป็นสติปเล็กๆคาด รงณรงค์ลดโลกร้อน ประหยัดพลังงาน แจ้งข่าวแจกหมาให้กับคนตาบอด บางเล่มส่วนที่คืนกำไรก็มีเป็นหน้าๆ

    อ่านเจอคอลัมน์หนึ่ง ว่าด้วยเรื่องให้คนหันมาใส่ใจสัตว์เลี้ยงในบ้านมากขึ้น คือไม่ใช่แค่เห็นว่ามันน่ารัก แก้เหงา พอมันหมดวัยเด็ก หมดความขี้เล่นแล้วก็เอามาปล่อยทิ้งเป็นสัตว์จรจัด

    เขาเขียนเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าไปเจอ ดอนนี่ หมาพันธ์โดเบอร์แมนมาจากข้างงถนนมันกำลังหาเศษอาหาร

    ช่วงแรกต้องฝึกดอนนี่ให้เดินเข้าประตูเพราะมันไม่รู้ว่าประตูคืออะไร? แล้วก็มีอาการหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา จนกระทั้งวันหนึ่ง เจ้าของสังเกตเห็นสิ่งที่เธอคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วนะ ดอนนี่มักจะคาบของเล่นมาวางในสนามเป็นรูปเลขาคณิต อย่างวงกลม สามเหลี่ยม บางครั้งเป็นเส้นคู่ขนาน แบบนี้คงไม่ใช่การจัดวางแบบบังเอิญแล้วแหละ

    ดอนนี่ต้องใช้ความคิดที่จะวาง เปลี่ยนใจ รวมถึงคำนวณเรื่องตำแหน่ง หมาตัวนี้กำลังพยายามแสดงออกเพื่อสื่อสารอะไรบางอย่างอยู่

    เธอเล่าในบทสัมภาษณ์ว่า “มีครั้งหนึ่งที่ต้องทึ่ง ดอนนี่จะจับกลุ่มวางตุ๊กตาของเล่นโดยเลือกจับตุ๊กตาชนิดเดียวกัน วางด้วยกัน อาจเป็น กบ 2 ตัว หรือลิง 3 ตัว บางครั้งอาจวางตุ๊กตาทั้งหมดคว่ำหน้า หรือไม่ก็หงายทั้งหมด เธอชอบที่สุดคงเป็นการที่ดอนนี่จับตุ๊กตามากอดกัน"

    ดอนนี่จับตุ๊กตามากอดกันหลังจาก หนึ่งวันที่เธอกอดดอนนี่เป็นครั้งแรก แสดงว่าดอนนี่กำลังสื่อสารกับคนอยู่ใช่มั้ย?

    จำได้ว่าครั้งที่ไททั่นเริ่มเปลี่ยนตาจากสีน้ำข้าว เคยเอากระจกเงาให้ไททั่นส่อง มันเริ่มสำรวจกระจกเงาก่อน เอามือไปแตะ และตบ เมื่อมันดูอย่างละเอียดแล้วไททั่นจะรู้ว่านั่นคือตัวมันนะ มันจะแสดงท่าทางการเดินหมุนวนไปมาอย่างผิดปรกติ สิ่งนี้แหละที่บ่งบอกถึงการตระหนักรู้ตัวตน

    ถึงแม้ไททั่นจะเป็นเพียงลูกสัตว์ที่เกิดมาจากความสนุกของแม่มัน ที่พูดแบบนี้เพราะเราไม่เคยเห็นแม่ไททั่นออกมาเดินเฉิดฉายในวันธรรมดา นอกจากฤดูการติดสัด แม่ไททั่นจะร้องส่งเสียงครวญครางเรียกหาตัวผู้เพื่อผสมพันธ์

    มันไม่มีเจ้าของเลยไม่มีใครคิดจะจับแม่ไททั่นไปทำหมัน ได้แต่ทนฟังเสียงร้องหาคู่เมื่อฤดูหนาวมาถึง ...

    การแสดงออกของไททั่นและดอนนี่กำลังบอกว่าสัตว์ก็มีสมองและความคิดสร้างสรรค์นะ ฉันมั่นใจ การตระหนักรู้ตัวตนจากการมองกระจกเงา เป็นสิ่งสำคัญที่ชี้วัดได้ดีที่สุด

    ผิดกับคนบางคนที่ไม่มีสมอง ไม่รู้แม้กระทั่งตัวเองทำอะไรอยู่ ไม่มีเป้าหมายให้กับชีวิต ไม่มีแม้กระทั้งความคิดสร้างสรรค์ เพียงแค่มีความรู้สึก แค่ อยากเป็น อยากมี อยากเหมือน อยากได้ อยากเหนือกว่า ขาดเหตุผล มักใช้แต่อารมณ์ มันน่าจะต่ำชั้นกว่าเดรฉานนะว่ามั้ย?

    princess

     

    20*Sitting here all alone

     
       

    ๐๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑

    Loving you is stupid

    Loving you is stupid
    Because I know that you never really loved me
    And you never gave me a sign so I could see
    That you and me would never have possibilities
    And I feel so stupid
    After all the nights you left me lonely to die
    And you never gave me a reason why
    And now I sit all alone and I cry

     

    Am I stupid?

    I should have known you were only playing a game
    And you and me would never be the same
    You made me feel like I’m the one to blame
    And I feel so stupid
    After all those nights after nights that I tried
    And all those conversations of lies
    And I’m sitting her all alone and I’m crying

    Can’t believe you never knew I felt
    All this love and there ain’t no one else
    Who could ever love me the way that you do
    You’re all I need but you treated me so wrong

    and I can’t believe it

    How could you do me like you?
    ...............................................................................
    Princess

     

    18*I can fly

                 
       

    I can fly
    But i want his wings
    I can shine even in the darkness
    But i crave the light that he brings
    Revel in the songs that he sings
    My angel Gabriel
    I can love
    But i need his heart
    I am strong even on my own
    But from him i never want to part
    He's been there since the very start
    My angel Gabriel
    My angel Gabriel
    Bless the day he came to be
    Angel's wings carried him to me
    Heavenly
    I can fly
    But i want his wings
    I can shine even in the darkness
    But i crave the light that he brings
    Revel in the songs that he sings
    My angel Gabriel
    My angel Gabriel
    My angel Gabriel

    ..............................................................
    Princess

     
         

    17*ธันวาหรือเมษา

       

    26 ธันวาคม 2550

    ฉันยังคงตามหาบางสิ่งที่หายไป
    ดั่งที่ใครเขาค้นหากัน
    สิ่งสำคัญของชีวิต
    นั้นก็คือความหมายของคำว่า "..."

    เจอแล้ว ... แต่ต้องหยุดตัวเองเอาไว้ เพราะถ้ายังเดินเข้าไปก็จะกลายเป็น ... ส่วนเกิน

    ไอ้ตี๋ ชวนไปกินข้าวข้างนอก เปลี่ยนบรรยากาศ แก้โรคเบื่ออาหาร ไอ้เราก็ชอบชิมเลยไม่คิดปฏิเสธ ในรถเข็นเล็กๆมีแสงสีส้มจากหลอดไส้ ห้อยระย้าประดับร้าน เราเลือกที่นั่งหน้าเค้าเตอร์ไม้ มีรางเลื่อนให้ชูชิหมุนไปมา อยากกินอะไรพิเศษบอกซิ้มได้ เดี๋ยวแกจัดให้

    ซิ้มเอื้อมมือลงไปในตู้กระจกจับปลามา เชือด อย่างว่องไว ตามมาด้วยปลาหมึกยักษ์ หนวดยุบยับ ที่พันมือเมื่อกี้ก็กลายมาเป็นชูชิโคตรสด! วางอยู่ตรงหน้า

    เราคีบ จิ้ม ใส่ปาก แล้วอาการปี๊ดก็กำเริบ

    แม้ว่าจะกินวาซาบิแล้วจะมีน้ำตาเล็ดกันบ้าง
    แต่เราก็ชอบสัมผัสกับรส เผ็ด ที่ขึ้นสมองเพลินแต่ปี๊ด เผ็ดแต่ทน
    แม้ว่ารักแล้วจะช้ำ แต่ก็ยังชอบเดินเข้าไปหาความรักอยู่ดี

    ช่วงเวลาหลังการปี๊ด เริ่มซา อาการโล่งปลอดโปร่งก็ตามา มันเคลิ้มกับลมทะเลที่พัดมาจากชายฝั่ง ภายใต้ความเงียบ และเสื้อโค๊ดอันแสนอุ่น

    "เบียร์ขวด!" เสียงตะโกนดั่งลั่นมาจากเด็กวัยรุ่น มันทำลายความเงียบในบรรยากาศแสนหวานของฉัน
    "เหี้ย จริงๆเลย" เด็กหนุ่มโวยวาย จนทำให้ความเคลิ้มของฉัน และใครอีกหลายคนที่นั่งกินลมอยู่หมดอารมณ์ -..-

    .........

    กำลังปล่อยความคิดไปไกลกลับสู่ห้วงเวลาแห่งอดีต วันนั้นเป็นช่วงปลายปีเข้าสู่ฤดูหนาว ฉันน่ะโง่เรื่องคอม เลยไปขอคำแนะนำจากพี่ชิน ให้เขาเป็นธุระแทนจะได้ไม่ถูกคนขายฟันราคา ด้วยน้ำใจที่มีให้ ฉันเลยเลี้ยงข้าวเป็นการขอบคุณ

    "อยากกินอะไร" ฉันถาม
    "อะไรก็ได้" "งั้น...บีกิน MK ร้อนดี"

    "มีติมซำมั้ยคะ?"
    "หมดแล้วค่ะ จะรับอะไรแทนดีคะ"
    "งั้น ขอชุดผักค่ะ"
    แล้วบีก็สั่ง
    สั่ง (ผัก)
    สั่ง (ผัก)
    สั่ง (ผัก)
    สั่ง (เต้าหู้)
    สั่ง (ผัก)
    พี่ชินเงียบไป
    "อยากกินอะไรก็สั่งเพิ่มนะบีได้หมดแล้ว"
    แกยังเงียบอยู่
    "สั่งจิ๊ หรือจะกินเท่านี้"
    พี่ชินเริ่มสั่ง
    สั่ง (เนื้อ)
    สั่ง (เนื้อ)
    สั่ง (เนื้อ)
    สั่ง (เนื้อ)
    สั่ง (เนื้อ)

    .........

    "นี่ซิ้ม! เบียร์ได้ยัง?" เด็กหนุ่มทำลายความเงียบ  "ผมไปหยิบเองก็ได้นะ ซิ้มจะได้ทำอย่างอื่น ผมหวังดี" "ล่ายๆ ลื้อไปหยิบเลย อยู่ในลัง" ซิ้มตะโกนตอบพร้อมชี้นิ้วไปที่ลังเบียร์

    ฉันนั่งนิ่ง โดยหันมาใช้สมาธิแย่งข้าวปั้นกะไอ้ตี๋ ที่กำลังเขมือบทุกอย่างแบบพายุลง แอบนึกในใจว่าช่างไม่มีสุนทรีย์ในการกินซะเล๊ย พยายามกลับเข้าสู่ภวังค์แต่ไม่สำเร็จ สมองมันเดินทางไปที่ร้าน MK แต่ต้องยูเทินกลับแบบเฉียบพลันด้วยเสียงดั่งลั่นจากเด็กหนุ่มคนนั้น

    "เอามาแล้วนะซิ้ม ขอข้าวปั้นเซตนึงด่วนๆ" เสียงสั่งอาหารดั่งลั่นริมทะเล ฉันหลับตาลงเล็กน้อย หลังจากที่โดนวาซาบิจนน้ำตาเล็ด มองไปที่ซิ้มกำลังยิ้มตอบให้ฉันอย่างเกรงใจแทนเด็กหนุ่ม ฉันยิ้มกลับแล้วหลับตาลง

    เราต่างเข้าใจด้วยรอยยิ้ม ฉันตักเต้าหู้ อาหารสุดโปรดให้พี่ชินได้ชิม แล้วก็รอลุ้นว่าแกจะชอบเหมือนกันมั้ย?

    "พอเลย ไม่ต้องตักแล้ว กินไม่ทัน"
    "ค่ะ ชิมดูจิ๊ รสชาติเป็นไงมั่ง"

    พี่ชินทำหน้าเบ้ เคียวแหยะๆอยู่สองสามที แล้วบอกว่า
    "มันจืด รสชาติก็เต้าหู้ ไม่เห็นอร่อยตรงไหน" ผ่ า ง...หน้าแตกเลยบี จากนั้นก็กิน MK เงียบๆกินแต่ผักกับเต้าหู้ไปโดยไม่กล้าพูดอะไรอีก

    เลิกชวนพี่ชินกินข้าวด้วยกันแล้วตั้งแต่นั้นมา

    แต่มีอยู่วันนึง พี่ชินกลับชวนบีไปกินข้าวตอนตีสอง?! ไม่รู้อารมณ์ไหนเข้าสิงแก พาไปกินร้านก๋วยเตี๋ยวปลา ฉันไม่รู้ว่าร้านนี้มีอะไรอร่อยเลยให้พี่ชินสั่งให้ มีก๋วยเตี๋ยวต้มยำ กับหมูอะไรสักอย่าง หน้าตางี้ใช้ได้ทีเดียว (อาหารนะ) ด้วยความหิวเลยจ๋วงลืมสวยกันเลย กินได้ไม่กี่คำต้องชะงัก ... เพราะมัน เผ็ดมากกกกกกก

    พี่ชินดันมาบอกบีอีกว่าเขาชอบอาหารรสจัดจ้าน ซวยละสิ จะทำไงดีเนี่ย เออ ... จะบอกเขาดีมั้ยว่าบีไม่กินเผ็ดค่ะ โอ๊ย ... ให้ตายเถอะ จริงแล้วฉันไม่ค่อยเรื่องมากในการกินมาก่อนเลยนะ ยกเว้นอาหารรสเผ็ดอย่างเดียว

    แล้วทำไมต้องมาเป็นอย่างนี้ด้วยยยยยยยยย เซง!! (ตัวเอง) เอาวะ ความรักทำได้ทุกอย่าง

    สู้โว้ย!! แค่ ก๋วยเตี๋ยวชามเดียว ไม่ตายหรอกน่า กินไปอย่าเสียลุค กินได้อีกสองสามคำ ทน ไม่ ไหว ปากเริ่มบาน หน้าแดง เหงื่อแตกซิก คงต้องบอกแล้วล่ะ "พี่ชินค่ะ เออ ... บีกินเผ็ดไม่เก่ง ขอน้ำอีกขวดค่ะ" ครั้งแรกที่เห็นเขายิ้ม ด้วยอาการที่ฉันลนหาน้ำด้วยความเผ็ดสุดขีด

    มันสบายใจแบบบอกไม่ถูก รู้แต่ว่าหัวใจมันเต้นแรงจากการที่เขายิ้มให้ฉัน และฉันก็ยิ้มให้เขา

    เราต่างเข้าใจในภาษายิ้ม
    อยากให้คนมาจ้องตาใกล้ๆแต่ฉันยังหลับตาอยู่หลังจากที่โดนวาซาบิไปเต็มเหนี่ยว
    "ไอ้บีพูดมั้งก็ได้นะ เอาแต่กิน แหม๋ เจอชูชิเข้าไปลืมเพื่อนเลย"
    "อ้อ อัน อา อ่อย (ก็ มัน อา ร่อย)"

    "สาด กูเบื่อมึงจริงๆแม่งไม่ต้องมาแล้ว กูขี้เกียจรอมัวแต่ทำเหี้ยอยู่ได้ แค่นั้นนะ" สิ้นเสียงเด็กหนุ่มวางโทรศัพท์

    เข้าใจค่ะว่าเซง การรอนานมันพาลให้หงุดหงิด แต่...ฉันเครียดเวลาที่ทำเสียงดังโหวกเหวก! (คิดในใจค่ะ ไม่กล้าพูดกลัวโดนเตะปาก)

    ฉันกำลังเคลิ้ม แล้วเคลิ้มของฉันดันสะดุดกับ ...

    ปั้ง! เสียงทุบโต๊ะด้วยอาการไม่พอใจของเด็กคนนั้น สั่นสะเทือนมาถึงเก้าอี้ของตี๋กับบี

    ที่ร้านนี้มีลูกค้านั่งทานอาหารอยู่เจ็ดชีวิต แต่ ... มีคนเดียวที่ส่งเสียงดัง นึกในใจว่าอยากจะเขี่ยไอ้เด็กบ้านี่ออกไปไกลๆ (ตีน)โอ๊ย ... อยากอยู่เงียบๆโว้ย

    .........

    เช้าวันรุ่งขึ้นบีท้องเสีย ไม่ต้องสงสัยมันมาจากพิษก๋วยเตี๋ยวปลาเมื่อคืน ก็ดันกินเผ็ดเข้าไปซะขนาดนั้น ก็นะ ตกเย็นก็มีข่าวจากทางบริษัทให้ย้ายไปประจำที่ต่างประเทศ

    ความรู้สึกข้างในใจมันโหวงเหวงชอบกล

    ทำไงดีล่ะเนี่ย อยากคุยกับพี่ชินจันเลย อยากเจอหน้า อยากบอกลา หลายวันผ่านไปหัวใจของฉันมันก็ร้อนลน ถ้าไม่พูดคงต้องอึดอัดใจตายแน่เลยงานนี้

    เอาวะโทรก็โทร ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด ครั้งที่ 1 2 3 พี่ชินไม่รับสายบีเลย ครั้งที่ 4 “มีอะไร” เสียงเข้มๆแสดงอาการไม่พอใจดังมา มันทำให้บีพูดไม่ออก หยุดชะงักไปสักครู่ เลยพูดออกไปว่า

    "ไม่มีอะไรค่ะ"

    "ไม่มีอะไร ก็อย่าโทรมาอีก พี่ไม่สบายอยากอยู่เงียบๆ" เสียงตะคอกใส่หูมันชาไปถึงหัวใจ ฉันไม่ได้พูดในสิ่งที่อยากจะบอก แต่น้ำตามันไหลรินร่วงอาบสองข้างแก้มแทนคำพูด ณ ช่วงเวลานั้นก็เข้าใจอะไรบางอย่าง แต่พยายามหลอกตัวเองว่ามันไม่จริงอย่างที่คิด

    ครั้งหนึ่งเคยถามว่าพี่ชินคิดยังไงกับบี เขาบอกว่า
    "พี่ไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ไม่อยากให้บีจากไป"

    มันคลุมเครือนะ (ก็คิดต่อเอาเองว่าแปลว่าอะไร) หลังจากที่พี่ชินวางหู ฉันก็เฝ้าแต่กังวล ห่วงใย กับคำที่บอกว่าเขากำลังป่วย จนลืมเรื่องที่ตัวเองจะย้ายไปสนิท

    ช่วงนั้นฉันกำลังยุ่งมากพอมีเวลาอีกทีก็หลังจากนั้นหลายสัปดาห์ได้มาพัทยา ทันทีที่ถึงฉันเดินลัดเลาะริมทะเลด้วยเท้าเปล่า เสียงคลื่น และเสียงลมที่พัดมากระทบตัวฉันมันเหมือนเสียงดนตรีจากสวรรค์ ช่างไพรเราะจับใจ ความรู้สึกดีๆแบบนี้อยากจะให้พี่ชินได้ยินจังเลย บางทีเขาอาจรู้สึกดีเหมือนฉันตอนนี้ก็ได้นะ โทรเลย ติดแล้ว เขารับสาย ฉันเงียบไปแต่กำลังยื่นโทรศัพท์ไปยังทะเล        

    "ได้ยินมั้ยเสียงทะเลนะ"กำลังจะถามทุกข์สุขว่าอาการดีขึ้นรึยัง ต้องหยุดกะทันหันจากน้ำเสียงที่ดุดันแสดงอาการไม่พอใจอย่างแรงที่ฉันโทรหา "พี่ไม่ได้เหงา" ตู๊ด...ตู๊ด สายถูตัดไปแล้ว ผ่าง เสียงตะคอกเต็มหูเหมือนจะโกรธแค้นนักหนาที่ทุกครั้งบีโทรหา

    บีเอ๊ย ... จะโทรไปหาเขาเพื่ออะไรกัน เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ ยังจะทำตัวเองให้ช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำไมกัน อยากจะสมน้ำหน้าตัวเองเสียเหลือเกิน

    ฉันอยากอยู่คนเดียวเงียบๆอยากทบทวนความคิดกับความเงียบ

    .........

    "ลื้อ เปง อา ลาย อะป่าว?" อาซิ้มเดินมาสะกิดเด็กหนุ่ม เมื่อเห็นฟุบอยู่ที่โต๊ะโดยที่ไม่พูดอะไร
    "ป่าวววว แค่กึ่ม" ตอบเสียงดังตามเคย "เหง ลื้อ เงียบ ไป นึกว่าเปง อา ลาย" ซิ้มขำ

    ฉันหลุดออกมาจากคะนึงอีกครั้ง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ บางคนพูดมากก็น่ารำคาญ พอไม่พูดก็กลายมาเป็นคนแปลก ว่ามั้ย?
    หยุดเคลิ้มแล้วมาขำบ้างก็ดีนะ

    "แม่งเอ๋ย!" เสียงสบถดังกระหึ่มจากอาการเมา นั่งคิดตัดพ้อว่าซิ้มไม่น่าไปปลุกให้มันตื่นเล๊ย เอาเลยน้อง ทำให้วันอยากเงียบของพี่ ไม่เงียบอีกต่อไป

    บางครั้งนะ เวลาที่เราคาดหวังอะไรมันมักหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา ฉะนั้นทำใจซะดีกว่า ว่าไม่มีอะไรหรอที่เที่ยงแท้ ทำตัวให้ชินซะตั้งแต่เนิ้นๆ

    .........

    ความรัก
    เราไม่ได้คุยกันอีกฉันเองไม่กล้าโทรหาพี่ชินอีกเลย กลัวจะทำให้เขาลำบากใจ เลยได้แต่เขียนจดหมายเป็นลายมือ

    วันที่ฉันเดินทางจดหมาฉบับนั้นยังอยู่ในกระเป๋ากางเกง

    มีเพียงเพื่อนๆคนสนิทยืนอยู่กับฉัน ต่างคนล่ำลาด้วยความคิดถึง ... ไม่มีแม้เงาของคนที่ฉันรอคอย

    ขณะที่ฉันเดินเข้าเกท สายตาที่กวาดไปทั่วทุกทิศทุกทางก็ไม่เห็นพี่ชิน

    ฉันล้วงมือเข้าไปที่กระเป๋า กำจดหมายไว้แน่ด้วยมือที่ชุ่มเหงื่อ จนกระทั่งขึ้นเครื่อง มือที่กำอยู่นั้นไม่ได้คลายออก ได้แต่บอกตัวเองว่าอยากหลับ แล้วไม่ต้องตื่นขึ้นอีก คงดี

    .........

    ชูชิชิ้นสุดท้ายที่ชิงได้มาจากไอ้ตี๋เมื่อกี้ ได้กลืนลงคอไปเรียบร้อย ด้วยความใจลอย ก็ทำให้ ติดคอ จุก สำลักจนน้ำหูน้ำตาไหล ได้อาซิ้มวิ่งโล่เอาน้ำชามารินให้แทบไม่ทัน

    เป็นไงล่ะเกือบได้หลับไม่ต้องตื่นจริงๆซะแล้ว โอ๊ยย
    อากาศหนาวเดือนธันวา มันร้อนผ่าวเหมือนเดือนเมษาขึ้นมาซะงั้น
    ..............................................................................
    Princess