Princess's profileΡяιиcєss DiaяÿPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    21*เดรัจฉานเห็นอะไรในกระจกเงา

     
       

    เสียงกุกกัก
    ดังมาจากห้องเก็บของหลังออฟฟิศมาสองสามวันก่อน

    ทุกครั้งที่เดินผ่านบริเวณนั้นมักจะทำให้ใครหลายคนหยุดนิ่งและเงี่ยหูฟังเสียงนั้นกันทุกราย

    ในห้องนั้นไม่มีแสงสว่างไม่ได้ ใช้อะไรนอกจากเอาไว้วางของเก่าเก็บอย่างดรั๊มสแกนรุ่นพระเจ้าเหา ตลับหมึกที่กองซ้อนกันเป็นลังเบียร์ โต๊ะเขียนแบบ และอีกสารพันเครื่องมือที่ไม่เคยคิดจะเอามาทำประโยชน์อีก มันน่าจะเรียกว่าห้องเก็บฝุ่นมากกว่าห้องเก็บของ

    แต่เสียงปริศนาที่ทำให้ข้องใจคงไม่ใช่แค่หนู มันเหมือนมีใครสักคนกำลังรื้อของลากบางอย่างจากฝากหนึ่งไปยังอีกทิศทาง หากมีคนเดินมาในจังหวะนั้นพอดี หรือหยุดคุยโทรศัพท์เสียงกุกกักก็จะหายไปชั่วขณะ มีเพียงประตูเหล็กคล้องกุญแจที่กั้นกลางระหว่างฉันกับบางสิ่งที่อยู่ในห้องนั้น...

    หลายคนบอกว่าเหมือนมีคนอยู่ในนั้นเลย เพราะบางครั้งจะได้ยินเสียงเดินด้วยนะ! บางครั้งจะได้ยินเสียงเหมือนเสียงกระโดด ดังตุ๊บ!

    แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อห้องนั้นมันปิดตายมาแสนนานจะมีเพียงหน้าต่างบานเกล็ดที่ติดเหล็กดัดเท่านั้น ที่ยังทำหน้าที่ระบายอากาศอยู่

    เสียงร่ำลือจากปากต่อปากกลายมาเป็นประเด็นร้อนภายในที่ทำงานชั่วข้ามคืน บ้างก็ว่าเป็นคนจรจัดงัดเข้ามาหาที่นอนหรือเปล่า? บ้างก็ว่าเป็นพวกลักเล็กขโมยน้อย?  นี่ยังไม่หนักเท่าบางคนบอกว่าเป็นผีที่เข้ามาสร้างความวุ่นวาย!! น่านว่ากันไป...

    ดิฉันเองก็หลอนนะคะ สะพรั่นพึงกับข่าวลือไร้มูลนี้เหมือนกัน (ยังสงสัยอยู่ว่าจะกลัวไปทำไมแค่เสียงซุบซิบ) เวลาเดินผ่านประตูเหล็กบานนั้นที่ไรมันชวนให้ขนลุกซู่ขึ้นมาทุกที

    พอเข้าเช้าวันที่สี่ก็เข้าสู่ช่วงเวลาหาคำตอบ เพราะทันทีที่เปิดประตูเข้ามาทำงาน ก็ต้องสำลักกับกลิ่นที่โชยมาจากห้องเก็บของ “คงต้องเปิดประตูลงไปดูแล้วแหละ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับที่ทำงานของเรา” (ทำตัวประหนึ่งฮีโร่กู้โลก แต่ขอโทษค่ะ ขณะที่ไขกุญแจแขนขาไม่ไม่อยากจะขยับตามปากว่า) ก็มันเป็นหน้าที่ ในฐานะ “ผู้จัดการ” ค้ำคอ

    โอเค ฉายเดียวเดินไปพร้อมกับไฟฉายกระบอกเดียว กับกองหลังที่เตรียมลี้ภัยได้ทันที (แหม๋ ... มันช่างเป็นกำลังใจให้ดีจริงๆ) เสียงดังที่คอยกร่อนประสาทหายไปแล้ว แต่กลิ่นยังติดจมูกอยู่ พยายามใช้ไฟฉายส่องนะ แล้วเสียงกองหลังก็ตะโกนถาม “เห็นยัง? เจอไรมั้ย?” สายหัวแล้วตะโกนกลับ “ไม่เห็นจะมีอะไรเลย”

    กำลังจะก้าวขาออกจากห้องนั้นแล้วค่ะ “แผละ” มีบางอย่างลื่นพรึดทะลักออกมาจากใต้รองเท้า เอาไฟส่อง เห็นเป็นซากอะไรสักอย่างแยกหัวออกมาจากตัวเรียบร้อย  “ไอ้บ้าเหยียบหนูเน่า” “กรี๊ดดดด” ทำหลังแตกฮือ เอ่อ ... จริงๆแล้วมันไม่ใช่หนูนะ  ฉันยังไม่ปริปากบอกเลยใครเลยง่า

    วันนั้นแหละที่เราได้สมาชิกใหม่เพิ่มมาหนึ่งคน เอ้ย ... หนึ่งตัว! ชื่อไททั่น ลูกแมวพันทาง ที่รอดชีวิตจากการถูกทิ้งและไม่ใยดีของแม่มัน

    พี่น้องไททั่นตายยกคลอก! เข้าใจว่าแม่มันคงออกลูกแล้วชิ่งไปเลย ผิดนิสัยสัตว์เพศแม่สิ้นดี แต่นี่อะไร น่าเวทนา พี่น้องในคลอกไททั่นมันคงทนความหิวไม่ไหวนอน (ตาย) เกลื่อนห้อง ตอนที่เจอ ไททั่นหายใจแผ่ว มีแต่มดกัดเต็มตัว รีบเอาไปส่งสัตวแพทย์รักษาอยู่หลายสัปดาห์

    พอวันไปรับกลับจากโรงหมอ ทุกคนตื่นเต้นกันใหญ่ แต่
    ไททั่นออกจะกลัวตลอดเวลา คืองี้ค่ะ ในบริษัทเรามีแมวนอกติดดีกรีหมด ไททั่นเป็นเหมือนลูกนอกสมรสอ่ะ อะไรๆจะได้เป็นลำดับสุดท้ายบวกกับความไม่ค่อยฉลาด สอนอะไรไม่จำบอกซ้ายไปขวา บอกขวาไปซ้าย เรียกสั้นๆว่า “โง่” จะเหมาะมาก แต่ด้วยความ เอ๊ะ เป็นลูกแมวที่กำลังอยู่ในวัยกำลังซนพร้อมจะเล่นกับทุกคนได้ตลอดเวลา

    แต่เชื่อป่ะไททั่นยังคงต้องการความรักจากแม่ของมันอยู่ดี ถึงแม้จะไม่มีใครเห็นแม่มัน ตอนที่มาออกลูกทิ้งไว้ แต่ทุกคนรู้ค่ะว่ามันเป็นใคร ก็ไททั่นถอดแบบมาจากแม่มันไม่ผิดเพี้ยนทั้งสี ทั้งลาย ทั้งนิสัยส่วนตัว ตอนไททั่นติดสัดอ่ะต้องรีบเอาไปให้หมอเชือดไม่งั้นโซฟากระจุยหมดค่า แต่แม่มันไม่เคยกลับมาเหลียวแลเลยนะ

    เรื่องแปลก คือ หลังจากที่เอาไททั่นมาเลี้ยงได้ไม่นานก็มีแมวหนุ่มมาคลอเคลียไททั่นไม่ห่าง นี่ถ้ามันให้นมได้ คงเห็นไททั่นดูดนมแมวตัวผู้กันล่ะงานนี้

    พวกเราตั้งชื่อแมวนิรนามว่า “ท็อปปิ้ง” ที่มีจากนิสัยชอบปาดหน้าเค้ก เวลายื่นเค้กให้ท็อปปิ้งจะละลิ้มเลียหน้าครีมและท็อปปิ้งจนเกลี้ยงและเหลือไว้แต่ชิ้นแป้งเท่านั้น

    จากการไปๆมาๆเข้านอกออกใน เข้าหาไททั่นบ่อยครั้งก็กลายเป็นอยู่ประจำ ดูสิมันคงอยากเป็นพ่อบุญธรรมให้กับไททั่นลูกกำพร้าล่ะมั้ง? เพราะไม่มีใครรู้ว่าพ่อไททั่นเป็นใคร? (เข้ามาชมไททั่นกับท็อปปิ้งเพิ่มเติมได้ที่นี่*)

    มีคนบอกว่า “เอาเถอะสัตว์ยังไงก็เป็นสัตว์วันยังค่ำ วงจรชีวิต กิน ขี้ ปี้ นอนทุกอย่างที่สัตว์แสดงออกมัน คือ สัญชาตญาณ และการเอาตัวรอด” ถ้าเราเห็นนกกระจาบสานกิ่งใบหญ้า เราจะเรียกว่า “รัง”  แต่ถ้าเราเห็นคนสร้างตึก เรากลับเรียกว่า “สถาปัตยกรรม” แหม๋ ... มันช่างต่างชั้นกันเหลือเกิน

    จนกระทั่งวันหนึ่งสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมาอาจจะต้องสังคายนากันใหม่หมด

    เราอาจมีความรู้เดิมว่า ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการใช้เครื่องมือมีเฉพาะกลุ่มในไพรเมตเท่านั้น ความรู้เดิมที่ถูกยอมรับโดยทั่วกันจากการการันตีโดยมหาวิทยาลัย

    ออซฟอร์ด อาจต้องเอาไปโยนทิ้ง (กำลังทำตัวไม่ให้เป็นน้ำเต็มแก้ว) เพราะการแสดงออกของสัตว์มันขัดแย้งกับหลักการน่ะสิ

    หลังจากนั่งดูพฤติกรรมของไททั่นสัตว์สมองน้อยมาระยะหนึ่งอาจจะไม่ได้คำตอบอะไรมาก นอกจากภาษากาย 

    อย่างการอึ แมวมักเกร็งตั้งแต่หน้าย่น หูลู่ ขนลุกชันตลอดสันหลังยันหางที่หงิกงออย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่ามันต้องใช้พลังงานทั้งหมดเบ่ง (อึ) สุดแรงเกิดก็ว่าได้ ผิดกับการฉี่

    ตัวผู้จะยกหางขึ้นให้พ้นจากวิธีกระสุน และฉีดฉี่ไปที่เป้าหมาย
    ปี๊ดดดด ส่วนตัวเมียจะนั่งยองๆแล้วปล่อยฉี่ได้อย่างสบายอารมณ์ ฉ่า...

    เชื่อป่ะ ฉันก็ยังงงๆกับวีธีสอนของเหล่าซือไม่หาย คือดันไปลงเรียนการบริหารมาค่า จะได้เอามาใช้กับการเป็น
    “ผู้จัดการ” ได้อย่างเต็มเหนี่ยว มีวิชาหนึ่งเล่นเอานิสิตเฮฮากันทั้งคลาส

    ว่าด้วยเรื่องการสังเกตพฤติกรรมเพื่อเข้าใจการแสดงออก ศึกษากันตั้งแต่โครงสร้างของร่างกาย (กระดูก) เชื้อชาติ ยันบุคลิกเฉพาะตัวกันเลย เรียนจนบรรลุอ่ะ

    แต่มีบทหนึ่งชอบมาก เหล่าซือบอก นิสิตไม่ต้องเข้าคลาสแล้วนะ ให้ไปทำรางานแทน เจอกันวันสอบเลย (โอ้ว ... คิดมากนะคะ) การบ้าน (การสอบ) ให้ไปเบ่งพฤติกรรมสัตว์มา แล้วเขียนบันทึกให้หมดว่าได้อะไรจากการสังเกตมาบ้าง เอ้า ... หัวข้อกว้างเป็นแม่น้ำแยงซีเกียงเลยค่าคุณขา

    ก่อนจากกันวันนั้น เหล่าซือบอก ใครมีข้อสงสัยสามารถถามได้กลุ่มละ 1 คำถาม (เท่านั้น) จะโหดไปมั้ยคะ

    มีทั้งหมด 3 กลุ่ม แปลว่า 15 คน สามารถสงสัยได้แค่ 3 คำถามเท่านั้นหรอกหรือ?  ต้องคระหนักบวกลบหน้าหลังอย่างแรงก่อนที่จะถามมันสมควรแล้วหรือยัง หาข้อสรุปไม่ได้ หลงประเด็น หรือเพราะว่าเราไม่รู้ เหล่าซือมักสอนแบบอ้อมๆว่า จะทำอะไรแต่ละอย่าง ให้ระลึกผลที่จะตามมาภายหลังด้วยนะ อย่าใช้แค่อารมณ์ อย่าใช้การคาดเดา อย่าทำเพื่อตัวเองให้มากนัก แต่จงใช้สมองด้วยเหตุผล และหัวใจที่เป็นกลาง

    การที่เราไม่รู้และเดาจากแค่ประสบการณ์ของตัวเองหรือแค่เพียงสิ่งที่เขาบอกมา (คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น แบบนี้) แล้วก็ไปหาเหล่าซือเพื่อให้ช่วยไขขอสงสัย มันจะทำให้คุณและเพื่อนอีก 14  คน (ไม่ใช่ 4 คนนะหมายถึงทั้งคลาส) จะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ แถมเสียเวลาไปฟรีๆ เรียกว่าซวย 2 เด้ง ไม่ได้เขลาคนเดียวแต่ยกกำลัง 14 ไปเลย

    อยากทราบกันแล้วสิคะว่า 3 คำถามที่ผ่านการวิเคราะห์จาก 15 คนคืออะไร? (จุ๊ๆรู้แล้วเหยียบไว้เลยนะ มันเป็นความลับค่ะ แหะๆ) แต่ที่บอกได้ กลุ่มของเจ้าหญิงน่ะทำเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสัตว์ ฟังดูมันแหม่งๆไหมคะ ก็คำว่าความคิดสร้างสรรค์เขาใช้กับคนเท่านั้นนินา

    เรามาดูกันไหมล่ะว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน เริ่มต้นจากความง่ายของคน 5 คนในกลุ่มก่อนเลย ที่แรกจะเลือกสัตว์ชนิดอื่นแล้วไปๆมาๆก็ลงเอยที่ หมา น่าจะดีสุดล่ะ เพราะทุกบ้านของสมาชิกมีเลี้ยงหมากันหมด 5 คนค้นข้อมูลเกี่ยวกับหมา

    ตั้งแต่การผสมให้ได้สายพันธ์ เริ่มเป็นตัวอ่อน ออกลูก ยันตาย อยากบอกว่าทำรายงานฉบับนี้แล้วทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมอย่างลึกอ่ะ

    หมาเป็นสัตว์ที่มีความหลากหลายทางสายพันธุ์แยะที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่จู่ๆเจอประเด็นนึงที่จุดประกายคือเป็นเทปบันทึกเกมส์โชว์ค่ะ ความยาว 30 นาที มีพิธีกรดำเนินรายการปกติแขรับเชิญเป็นครูฝึกและหมา

    รายการดำเนินต่อไปโดย โชว์ความสามารถของแขกรับเชิญ แต่ไม่ใช่ยืนสองขา ต้อนแกะ หรือกระโดดรอดห่วงไฟนะคะ แต่ครูฝึกกำลังบอกให้หมาไปหาสิ่งของตามคำสั่งจากของที่วางกองรวมกันอยู่ ที่แรกนึกว่าคงเป็นการจำคำ และความหมายแบบที่เราสอนหมาทั่วๆ เช่น นั่ง ยืน หมอบ แต่เปลี่ยนคำที่สอนเป็นวัตถุแทน

    แต่ครูฝึกไม่พูดแล้วค่ะเปลี่ยนมาเป็นหยิบภาพให้ดู แล้วให้หมาไปหาสิ่งของที่เหมือนในภาพมา ทำได้ไง?!

    มีเพื่อนคนนึงอธิบายสิ่งที่หมาทำได้ว่า นั่นคือ การอ้างอิง พฤติกรรม แบบนี้เราจะเจอในเด็กค่ะ

    เด็กเล็กๆที่เริ่มจะหัดเรียนรู้จะมีการอ้างอิง คือการสร้างแผนที่ในสมอง จะสามารถคัดของที่ไม่รู้จักออกจากสิ่งที่รู้จักได้

    ตัวอย่าง ถ้าเด็กคนหนึ่งรู้จักคำว่าวัว กับคำว่าหมูอยู่แล้ว ถ้าเราให้เด็กคนนั้นเลือกนกฟามิงโก้ออกมา แด็ก็สามารเลือกได้อย่างถูกต้อง โดยที่เขาไม่ต้องรู้จักนกฟามิงโก้มาก่อน

    เลยก็ได้ เพราะใช้หลักการอ้างอิง คือการคัดคัดของที่ไม่รู้จักออกจากสิ่งที่รู้จัก นี่แหละคือการเรียนรู้วิธีหนึ่งของคนเรา

    (เมื่อก่อน) เชื่อว่าไม่มีสัตว์ชนิดไหนทำได้นอกจากกลุ่มเราๆ ท่านๆเท่านั้น แต่นี่หมาก็ทำได้ไม่ต่างอะไรกับเด็กเล็กๆเลย!

    สมองคนเราบ่งเป็น 2 ซีกใช่ไหมคะ ภาพรวมของสมองหมาก็ไม่ต่างกัน

    หลักการง่ายๆเลย สมองด้านซ้ายควบคุมการทำงานขอร่างกายด้านขวา รวมถึงอารมณ์ในด้านบวก อย่างดีใจ มีความสุข ในขณะที่สมองด้านซ้ายจะทำงานในทางตรงกันข้าม ลองไปสังเกตดูเล่นๆก็ได้ค่ะว่าจริงรึป่าว?

    เวลาที่หมาเกิดอารมณ์ฉุนเฉียว ไล่เห่าคนแปลกหน้าด้วยความหวาดระแวง กลัว หมาจะกระดิกหางไปด้านซ้ายมากกว่า แรกๆจะยังดูไม่ออกหรอค่าดูบ่อยๆแล้วคุณจะเห็นถึงความแตกต่างด้วยตัวเอง

    เวลาคนเราได้กลิ่นอาหารสักอย่าง อาจจะแยกได้ว่า เป็นไข่เจียว ไก่ทอด ต้มยำ แต่สำหรับหมาอาจแยกชนิดของส่วนประกอบของอาหรจานนั้นได้เลยถึงกลิ่น ผักกาดขาว พริกแกง กุ้ง (ถ้ามันเป็นแกงส้มนะ)

    บลัดฮาวด์จัดได้ว่าเป็นหมาที่มีประสาทรับกลิ่นเจ๋งสุดๆเพราะสามารถแยกชั้นของกลิ่นได้เป็น 10 เท่าของหมาทั่วไป 1000 เท่าถ้าเทียบกับคน สมองหมาในส่วนที่ใช้วิเคราะห์กลิ่นจะใหญ่กว่าคนถึง 40 เท่า อู้ววว

    เคยคุยทนายว่าในเมื่อหมามีทักษะขนาดนี้ เราสามารถเอาหมามาเป็นพยานยืนยันการกระทำผิดของคนร้ายได้มั้ย? ทนายบอกว่า “ถ้าเอาหมามาอ้างอิงในรูปคดีนี่ยังไม่เคยมีในบันทึกนะ (ก็หมามันเป็นสัตว์อ่ะ) แต่ถ้าเอาหมามาใช้ในงานสืบสวนก็มีแยะอยู่” “อ้าวแบบนี้เรียกเกลียดตัวกินไข่หรือปล่าคะเนี่ย” “อืม...คงงั้นมั้ง”

    ในขณะที่สัตว์เลี้ยงใกล้ตัวกำลังแสดงออกทางพฤติกรรมอย่างชาญฉลาด แต่ฉันกลับเห็นคนบางคนใช้เวลาให้หมดไปกับวงจรชีวิตเยี่ยงสัตว์ ตื่นขึ้นมา แล้วก็กิน นั่งหน้าคอม สักพักขี้ จากนั้นก็แบมือรีดไถเงินจากแม่ เพื่อไปใช้ปรุงแต่งเรื่องเพศ

    ได้แต่นั่งมองแล้วคงได้แต่น่าสงสารคนไร้ค่าพวกนี้จัง ไม่ทำประโยชน์ให้สังคมแล้วยังเป็นภาระ คนที่เป็นทุกข์ที่สุดน่าจะเป็นแม่ (ของคนพวกนี้) อุส่าห์อุ้มท้องมาตั้ง 9 เดือนเพื่อเบ่งคนที่ชิงหมามาเกิด น่าเวทนานะฉันว่า

    ช่วงไปเมกาฉันไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวมากนัก ช่วงนี่รู้สึกผ่อนคลายมากที่สุนนอกจากไปเที่ยวแล้ว น่าจะเป็นเวลาอาหารกลางวันนี่แหละ

    ก็แหม๋ ... ของกินมันเย้ายวนใจกว่าเรื่องในโรงงานกว่าเป็นไหนๆ มิสเตอร์วิลเลี่ยมดูแลเราประหนึ่งคนพิเศษ พาไปชิมทุกอย่างที่อยากลอง ฉันชอบขนมมากกว่า อย่าง
    “โค้กทอด”
    ขนมเด็กแนวกำลังอิน

    น่าจะเหมือนที่บ้านเรามีกระแสโรตี้บอยละมั้งคะ จริงๆแล้วรสชาติไม่ได้อร่อยมากมาย แค่แป้งใส่น้ำโคกผสมกันในสูตรเฉพาะตัว ที่มันดังน่าจะเป็นที่ไอเดียของคนคิดมากกว่าบวกกับความแหวกแนวในตลาด

    ร้านโค้กทอดจะมีลานให้นั่งบรรยากาศเป็นกันเองมีนิตยสารไว้บริการ อยากรู้ค่ะวาฝรั่งเขาอ่านอะไรกันบ้าง แน่นอนมันประกอบด้วยหน้าโฆษณาร้อยละ 70%

    แต่ถ้าดูดีๆจะมีพื้นที่คืนกำไรอาจเป็นสติปเล็กๆคาด รงณรงค์ลดโลกร้อน ประหยัดพลังงาน แจ้งข่าวแจกหมาให้กับคนตาบอด บางเล่มส่วนที่คืนกำไรก็มีเป็นหน้าๆ

    อ่านเจอคอลัมน์หนึ่ง ว่าด้วยเรื่องให้คนหันมาใส่ใจสัตว์เลี้ยงในบ้านมากขึ้น คือไม่ใช่แค่เห็นว่ามันน่ารัก แก้เหงา พอมันหมดวัยเด็ก หมดความขี้เล่นแล้วก็เอามาปล่อยทิ้งเป็นสัตว์จรจัด

    เขาเขียนเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าไปเจอ ดอนนี่ หมาพันธ์โดเบอร์แมนมาจากข้างงถนนมันกำลังหาเศษอาหาร

    ช่วงแรกต้องฝึกดอนนี่ให้เดินเข้าประตูเพราะมันไม่รู้ว่าประตูคืออะไร? แล้วก็มีอาการหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา จนกระทั้งวันหนึ่ง เจ้าของสังเกตเห็นสิ่งที่เธอคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วนะ ดอนนี่มักจะคาบของเล่นมาวางในสนามเป็นรูปเลขาคณิต อย่างวงกลม สามเหลี่ยม บางครั้งเป็นเส้นคู่ขนาน แบบนี้คงไม่ใช่การจัดวางแบบบังเอิญแล้วแหละ

    ดอนนี่ต้องใช้ความคิดที่จะวาง เปลี่ยนใจ รวมถึงคำนวณเรื่องตำแหน่ง หมาตัวนี้กำลังพยายามแสดงออกเพื่อสื่อสารอะไรบางอย่างอยู่

    เธอเล่าในบทสัมภาษณ์ว่า “มีครั้งหนึ่งที่ต้องทึ่ง ดอนนี่จะจับกลุ่มวางตุ๊กตาของเล่นโดยเลือกจับตุ๊กตาชนิดเดียวกัน วางด้วยกัน อาจเป็น กบ 2 ตัว หรือลิง 3 ตัว บางครั้งอาจวางตุ๊กตาทั้งหมดคว่ำหน้า หรือไม่ก็หงายทั้งหมด เธอชอบที่สุดคงเป็นการที่ดอนนี่จับตุ๊กตามากอดกัน"

    ดอนนี่จับตุ๊กตามากอดกันหลังจาก หนึ่งวันที่เธอกอดดอนนี่เป็นครั้งแรก แสดงว่าดอนนี่กำลังสื่อสารกับคนอยู่ใช่มั้ย?

    จำได้ว่าครั้งที่ไททั่นเริ่มเปลี่ยนตาจากสีน้ำข้าว เคยเอากระจกเงาให้ไททั่นส่อง มันเริ่มสำรวจกระจกเงาก่อน เอามือไปแตะ และตบ เมื่อมันดูอย่างละเอียดแล้วไททั่นจะรู้ว่านั่นคือตัวมันนะ มันจะแสดงท่าทางการเดินหมุนวนไปมาอย่างผิดปรกติ สิ่งนี้แหละที่บ่งบอกถึงการตระหนักรู้ตัวตน

    ถึงแม้ไททั่นจะเป็นเพียงลูกสัตว์ที่เกิดมาจากความสนุกของแม่มัน ที่พูดแบบนี้เพราะเราไม่เคยเห็นแม่ไททั่นออกมาเดินเฉิดฉายในวันธรรมดา นอกจากฤดูการติดสัด แม่ไททั่นจะร้องส่งเสียงครวญครางเรียกหาตัวผู้เพื่อผสมพันธ์

    มันไม่มีเจ้าของเลยไม่มีใครคิดจะจับแม่ไททั่นไปทำหมัน ได้แต่ทนฟังเสียงร้องหาคู่เมื่อฤดูหนาวมาถึง ...

    การแสดงออกของไททั่นและดอนนี่กำลังบอกว่าสัตว์ก็มีสมองและความคิดสร้างสรรค์นะ ฉันมั่นใจ การตระหนักรู้ตัวตนจากการมองกระจกเงา เป็นสิ่งสำคัญที่ชี้วัดได้ดีที่สุด

    ผิดกับคนบางคนที่ไม่มีสมอง ไม่รู้แม้กระทั่งตัวเองทำอะไรอยู่ ไม่มีเป้าหมายให้กับชีวิต ไม่มีแม้กระทั้งความคิดสร้างสรรค์ เพียงแค่มีความรู้สึก แค่ อยากเป็น อยากมี อยากเหมือน อยากได้ อยากเหนือกว่า ขาดเหตุผล มักใช้แต่อารมณ์ มันน่าจะต่ำชั้นกว่าเดรฉานนะว่ามั้ย?

    princess

     

    20*Sitting here all alone

     
       

    ๐๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑

    Loving you is stupid

    Loving you is stupid
    Because I know that you never really loved me
    And you never gave me a sign so I could see
    That you and me would never have possibilities
    And I feel so stupid
    After all the nights you left me lonely to die
    And you never gave me a reason why
    And now I sit all alone and I cry

     

    Am I stupid?

    I should have known you were only playing a game
    And you and me would never be the same
    You made me feel like I’m the one to blame
    And I feel so stupid
    After all those nights after nights that I tried
    And all those conversations of lies
    And I’m sitting her all alone and I’m crying

    Can’t believe you never knew I felt
    All this love and there ain’t no one else
    Who could ever love me the way that you do
    You’re all I need but you treated me so wrong

    and I can’t believe it

    How could you do me like you?
    ...............................................................................
    Princess

     

    18*I can fly

                 
       

    I can fly
    But i want his wings
    I can shine even in the darkness
    But i crave the light that he brings
    Revel in the songs that he sings
    My angel Gabriel
    I can love
    But i need his heart
    I am strong even on my own
    But from him i never want to part
    He's been there since the very start
    My angel Gabriel
    My angel Gabriel
    Bless the day he came to be
    Angel's wings carried him to me
    Heavenly
    I can fly
    But i want his wings
    I can shine even in the darkness
    But i crave the light that he brings
    Revel in the songs that he sings
    My angel Gabriel
    My angel Gabriel
    My angel Gabriel

    ..............................................................
    Princess

     
         

    17*ธันวาหรือเมษา

       

    26 ธันวาคม 2550

    ฉันยังคงตามหาบางสิ่งที่หายไป
    ดั่งที่ใครเขาค้นหากัน
    สิ่งสำคัญของชีวิต
    นั้นก็คือความหมายของคำว่า "..."

    เจอแล้ว ... แต่ต้องหยุดตัวเองเอาไว้ เพราะถ้ายังเดินเข้าไปก็จะกลายเป็น ... ส่วนเกิน

    ไอ้ตี๋ ชวนไปกินข้าวข้างนอก เปลี่ยนบรรยากาศ แก้โรคเบื่ออาหาร ไอ้เราก็ชอบชิมเลยไม่คิดปฏิเสธ ในรถเข็นเล็กๆมีแสงสีส้มจากหลอดไส้ ห้อยระย้าประดับร้าน เราเลือกที่นั่งหน้าเค้าเตอร์ไม้ มีรางเลื่อนให้ชูชิหมุนไปมา อยากกินอะไรพิเศษบอกซิ้มได้ เดี๋ยวแกจัดให้

    ซิ้มเอื้อมมือลงไปในตู้กระจกจับปลามา เชือด อย่างว่องไว ตามมาด้วยปลาหมึกยักษ์ หนวดยุบยับ ที่พันมือเมื่อกี้ก็กลายมาเป็นชูชิโคตรสด! วางอยู่ตรงหน้า

    เราคีบ จิ้ม ใส่ปาก แล้วอาการปี๊ดก็กำเริบ

    แม้ว่าจะกินวาซาบิแล้วจะมีน้ำตาเล็ดกันบ้าง
    แต่เราก็ชอบสัมผัสกับรส เผ็ด ที่ขึ้นสมองเพลินแต่ปี๊ด เผ็ดแต่ทน
    แม้ว่ารักแล้วจะช้ำ แต่ก็ยังชอบเดินเข้าไปหาความรักอยู่ดี

    ช่วงเวลาหลังการปี๊ด เริ่มซา อาการโล่งปลอดโปร่งก็ตามา มันเคลิ้มกับลมทะเลที่พัดมาจากชายฝั่ง ภายใต้ความเงียบ และเสื้อโค๊ดอันแสนอุ่น

    "เบียร์ขวด!" เสียงตะโกนดั่งลั่นมาจากเด็กวัยรุ่น มันทำลายความเงียบในบรรยากาศแสนหวานของฉัน
    "เหี้ย จริงๆเลย" เด็กหนุ่มโวยวาย จนทำให้ความเคลิ้มของฉัน และใครอีกหลายคนที่นั่งกินลมอยู่หมดอารมณ์ -..-

    .........

    กำลังปล่อยความคิดไปไกลกลับสู่ห้วงเวลาแห่งอดีต วันนั้นเป็นช่วงปลายปีเข้าสู่ฤดูหนาว ฉันน่ะโง่เรื่องคอม เลยไปขอคำแนะนำจากพี่ชิน ให้เขาเป็นธุระแทนจะได้ไม่ถูกคนขายฟันราคา ด้วยน้ำใจที่มีให้ ฉันเลยเลี้ยงข้าวเป็นการขอบคุณ

    "อยากกินอะไร" ฉันถาม
    "อะไรก็ได้" "งั้น...บีกิน MK ร้อนดี"

    "มีติมซำมั้ยคะ?"
    "หมดแล้วค่ะ จะรับอะไรแทนดีคะ"
    "งั้น ขอชุดผักค่ะ"
    แล้วบีก็สั่ง
    สั่ง (ผัก)
    สั่ง (ผัก)
    สั่ง (ผัก)
    สั่ง (เต้าหู้)
    สั่ง (ผัก)
    พี่ชินเงียบไป
    "อยากกินอะไรก็สั่งเพิ่มนะบีได้หมดแล้ว"
    แกยังเงียบอยู่
    "สั่งจิ๊ หรือจะกินเท่านี้"
    พี่ชินเริ่มสั่ง
    สั่ง (เนื้อ)
    สั่ง (เนื้อ)
    สั่ง (เนื้อ)
    สั่ง (เนื้อ)
    สั่ง (เนื้อ)

    .........

    "นี่ซิ้ม! เบียร์ได้ยัง?" เด็กหนุ่มทำลายความเงียบ  "ผมไปหยิบเองก็ได้นะ ซิ้มจะได้ทำอย่างอื่น ผมหวังดี" "ล่ายๆ ลื้อไปหยิบเลย อยู่ในลัง" ซิ้มตะโกนตอบพร้อมชี้นิ้วไปที่ลังเบียร์

    ฉันนั่งนิ่ง โดยหันมาใช้สมาธิแย่งข้าวปั้นกะไอ้ตี๋ ที่กำลังเขมือบทุกอย่างแบบพายุลง แอบนึกในใจว่าช่างไม่มีสุนทรีย์ในการกินซะเล๊ย พยายามกลับเข้าสู่ภวังค์แต่ไม่สำเร็จ สมองมันเดินทางไปที่ร้าน MK แต่ต้องยูเทินกลับแบบเฉียบพลันด้วยเสียงดั่งลั่นจากเด็กหนุ่มคนนั้น

    "เอามาแล้วนะซิ้ม ขอข้าวปั้นเซตนึงด่วนๆ" เสียงสั่งอาหารดั่งลั่นริมทะเล ฉันหลับตาลงเล็กน้อย หลังจากที่โดนวาซาบิจนน้ำตาเล็ด มองไปที่ซิ้มกำลังยิ้มตอบให้ฉันอย่างเกรงใจแทนเด็กหนุ่ม ฉันยิ้มกลับแล้วหลับตาลง

    เราต่างเข้าใจด้วยรอยยิ้ม ฉันตักเต้าหู้ อาหารสุดโปรดให้พี่ชินได้ชิม แล้วก็รอลุ้นว่าแกจะชอบเหมือนกันมั้ย?

    "พอเลย ไม่ต้องตักแล้ว กินไม่ทัน"
    "ค่ะ ชิมดูจิ๊ รสชาติเป็นไงมั่ง"

    พี่ชินทำหน้าเบ้ เคียวแหยะๆอยู่สองสามที แล้วบอกว่า
    "มันจืด รสชาติก็เต้าหู้ ไม่เห็นอร่อยตรงไหน" ผ่ า ง...หน้าแตกเลยบี จากนั้นก็กิน MK เงียบๆกินแต่ผักกับเต้าหู้ไปโดยไม่กล้าพูดอะไรอีก

    เลิกชวนพี่ชินกินข้าวด้วยกันแล้วตั้งแต่นั้นมา

    แต่มีอยู่วันนึง พี่ชินกลับชวนบีไปกินข้าวตอนตีสอง?! ไม่รู้อารมณ์ไหนเข้าสิงแก พาไปกินร้านก๋วยเตี๋ยวปลา ฉันไม่รู้ว่าร้านนี้มีอะไรอร่อยเลยให้พี่ชินสั่งให้ มีก๋วยเตี๋ยวต้มยำ กับหมูอะไรสักอย่าง หน้าตางี้ใช้ได้ทีเดียว (อาหารนะ) ด้วยความหิวเลยจ๋วงลืมสวยกันเลย กินได้ไม่กี่คำต้องชะงัก ... เพราะมัน เผ็ดมากกกกกกก

    พี่ชินดันมาบอกบีอีกว่าเขาชอบอาหารรสจัดจ้าน ซวยละสิ จะทำไงดีเนี่ย เออ ... จะบอกเขาดีมั้ยว่าบีไม่กินเผ็ดค่ะ โอ๊ย ... ให้ตายเถอะ จริงแล้วฉันไม่ค่อยเรื่องมากในการกินมาก่อนเลยนะ ยกเว้นอาหารรสเผ็ดอย่างเดียว

    แล้วทำไมต้องมาเป็นอย่างนี้ด้วยยยยยยยยย เซง!! (ตัวเอง) เอาวะ ความรักทำได้ทุกอย่าง

    สู้โว้ย!! แค่ ก๋วยเตี๋ยวชามเดียว ไม่ตายหรอกน่า กินไปอย่าเสียลุค กินได้อีกสองสามคำ ทน ไม่ ไหว ปากเริ่มบาน หน้าแดง เหงื่อแตกซิก คงต้องบอกแล้วล่ะ "พี่ชินค่ะ เออ ... บีกินเผ็ดไม่เก่ง ขอน้ำอีกขวดค่ะ" ครั้งแรกที่เห็นเขายิ้ม ด้วยอาการที่ฉันลนหาน้ำด้วยความเผ็ดสุดขีด

    มันสบายใจแบบบอกไม่ถูก รู้แต่ว่าหัวใจมันเต้นแรงจากการที่เขายิ้มให้ฉัน และฉันก็ยิ้มให้เขา

    เราต่างเข้าใจในภาษายิ้ม
    อยากให้คนมาจ้องตาใกล้ๆแต่ฉันยังหลับตาอยู่หลังจากที่โดนวาซาบิไปเต็มเหนี่ยว
    "ไอ้บีพูดมั้งก็ได้นะ เอาแต่กิน แหม๋ เจอชูชิเข้าไปลืมเพื่อนเลย"
    "อ้อ อัน อา อ่อย (ก็ มัน อา ร่อย)"

    "สาด กูเบื่อมึงจริงๆแม่งไม่ต้องมาแล้ว กูขี้เกียจรอมัวแต่ทำเหี้ยอยู่ได้ แค่นั้นนะ" สิ้นเสียงเด็กหนุ่มวางโทรศัพท์

    เข้าใจค่ะว่าเซง การรอนานมันพาลให้หงุดหงิด แต่...ฉันเครียดเวลาที่ทำเสียงดังโหวกเหวก! (คิดในใจค่ะ ไม่กล้าพูดกลัวโดนเตะปาก)

    ฉันกำลังเคลิ้ม แล้วเคลิ้มของฉันดันสะดุดกับ ...

    ปั้ง! เสียงทุบโต๊ะด้วยอาการไม่พอใจของเด็กคนนั้น สั่นสะเทือนมาถึงเก้าอี้ของตี๋กับบี

    ที่ร้านนี้มีลูกค้านั่งทานอาหารอยู่เจ็ดชีวิต แต่ ... มีคนเดียวที่ส่งเสียงดัง นึกในใจว่าอยากจะเขี่ยไอ้เด็กบ้านี่ออกไปไกลๆ (ตีน)โอ๊ย ... อยากอยู่เงียบๆโว้ย

    .........

    เช้าวันรุ่งขึ้นบีท้องเสีย ไม่ต้องสงสัยมันมาจากพิษก๋วยเตี๋ยวปลาเมื่อคืน ก็ดันกินเผ็ดเข้าไปซะขนาดนั้น ก็นะ ตกเย็นก็มีข่าวจากทางบริษัทให้ย้ายไปประจำที่ต่างประเทศ

    ความรู้สึกข้างในใจมันโหวงเหวงชอบกล

    ทำไงดีล่ะเนี่ย อยากคุยกับพี่ชินจันเลย อยากเจอหน้า อยากบอกลา หลายวันผ่านไปหัวใจของฉันมันก็ร้อนลน ถ้าไม่พูดคงต้องอึดอัดใจตายแน่เลยงานนี้

    เอาวะโทรก็โทร ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด ครั้งที่ 1 2 3 พี่ชินไม่รับสายบีเลย ครั้งที่ 4 “มีอะไร” เสียงเข้มๆแสดงอาการไม่พอใจดังมา มันทำให้บีพูดไม่ออก หยุดชะงักไปสักครู่ เลยพูดออกไปว่า

    "ไม่มีอะไรค่ะ"

    "ไม่มีอะไร ก็อย่าโทรมาอีก พี่ไม่สบายอยากอยู่เงียบๆ" เสียงตะคอกใส่หูมันชาไปถึงหัวใจ ฉันไม่ได้พูดในสิ่งที่อยากจะบอก แต่น้ำตามันไหลรินร่วงอาบสองข้างแก้มแทนคำพูด ณ ช่วงเวลานั้นก็เข้าใจอะไรบางอย่าง แต่พยายามหลอกตัวเองว่ามันไม่จริงอย่างที่คิด

    ครั้งหนึ่งเคยถามว่าพี่ชินคิดยังไงกับบี เขาบอกว่า
    "พี่ไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ไม่อยากให้บีจากไป"

    มันคลุมเครือนะ (ก็คิดต่อเอาเองว่าแปลว่าอะไร) หลังจากที่พี่ชินวางหู ฉันก็เฝ้าแต่กังวล ห่วงใย กับคำที่บอกว่าเขากำลังป่วย จนลืมเรื่องที่ตัวเองจะย้ายไปสนิท

    ช่วงนั้นฉันกำลังยุ่งมากพอมีเวลาอีกทีก็หลังจากนั้นหลายสัปดาห์ได้มาพัทยา ทันทีที่ถึงฉันเดินลัดเลาะริมทะเลด้วยเท้าเปล่า เสียงคลื่น และเสียงลมที่พัดมากระทบตัวฉันมันเหมือนเสียงดนตรีจากสวรรค์ ช่างไพรเราะจับใจ ความรู้สึกดีๆแบบนี้อยากจะให้พี่ชินได้ยินจังเลย บางทีเขาอาจรู้สึกดีเหมือนฉันตอนนี้ก็ได้นะ โทรเลย ติดแล้ว เขารับสาย ฉันเงียบไปแต่กำลังยื่นโทรศัพท์ไปยังทะเล        

    "ได้ยินมั้ยเสียงทะเลนะ"กำลังจะถามทุกข์สุขว่าอาการดีขึ้นรึยัง ต้องหยุดกะทันหันจากน้ำเสียงที่ดุดันแสดงอาการไม่พอใจอย่างแรงที่ฉันโทรหา "พี่ไม่ได้เหงา" ตู๊ด...ตู๊ด สายถูตัดไปแล้ว ผ่าง เสียงตะคอกเต็มหูเหมือนจะโกรธแค้นนักหนาที่ทุกครั้งบีโทรหา

    บีเอ๊ย ... จะโทรไปหาเขาเพื่ออะไรกัน เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ ยังจะทำตัวเองให้ช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำไมกัน อยากจะสมน้ำหน้าตัวเองเสียเหลือเกิน

    ฉันอยากอยู่คนเดียวเงียบๆอยากทบทวนความคิดกับความเงียบ

    .........

    "ลื้อ เปง อา ลาย อะป่าว?" อาซิ้มเดินมาสะกิดเด็กหนุ่ม เมื่อเห็นฟุบอยู่ที่โต๊ะโดยที่ไม่พูดอะไร
    "ป่าวววว แค่กึ่ม" ตอบเสียงดังตามเคย "เหง ลื้อ เงียบ ไป นึกว่าเปง อา ลาย" ซิ้มขำ

    ฉันหลุดออกมาจากคะนึงอีกครั้ง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ บางคนพูดมากก็น่ารำคาญ พอไม่พูดก็กลายมาเป็นคนแปลก ว่ามั้ย?
    หยุดเคลิ้มแล้วมาขำบ้างก็ดีนะ

    "แม่งเอ๋ย!" เสียงสบถดังกระหึ่มจากอาการเมา นั่งคิดตัดพ้อว่าซิ้มไม่น่าไปปลุกให้มันตื่นเล๊ย เอาเลยน้อง ทำให้วันอยากเงียบของพี่ ไม่เงียบอีกต่อไป

    บางครั้งนะ เวลาที่เราคาดหวังอะไรมันมักหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา ฉะนั้นทำใจซะดีกว่า ว่าไม่มีอะไรหรอที่เที่ยงแท้ ทำตัวให้ชินซะตั้งแต่เนิ้นๆ

    .........

    ความรัก
    เราไม่ได้คุยกันอีกฉันเองไม่กล้าโทรหาพี่ชินอีกเลย กลัวจะทำให้เขาลำบากใจ เลยได้แต่เขียนจดหมายเป็นลายมือ

    วันที่ฉันเดินทางจดหมาฉบับนั้นยังอยู่ในกระเป๋ากางเกง

    มีเพียงเพื่อนๆคนสนิทยืนอยู่กับฉัน ต่างคนล่ำลาด้วยความคิดถึง ... ไม่มีแม้เงาของคนที่ฉันรอคอย

    ขณะที่ฉันเดินเข้าเกท สายตาที่กวาดไปทั่วทุกทิศทุกทางก็ไม่เห็นพี่ชิน

    ฉันล้วงมือเข้าไปที่กระเป๋า กำจดหมายไว้แน่ด้วยมือที่ชุ่มเหงื่อ จนกระทั่งขึ้นเครื่อง มือที่กำอยู่นั้นไม่ได้คลายออก ได้แต่บอกตัวเองว่าอยากหลับ แล้วไม่ต้องตื่นขึ้นอีก คงดี

    .........

    ชูชิชิ้นสุดท้ายที่ชิงได้มาจากไอ้ตี๋เมื่อกี้ ได้กลืนลงคอไปเรียบร้อย ด้วยความใจลอย ก็ทำให้ ติดคอ จุก สำลักจนน้ำหูน้ำตาไหล ได้อาซิ้มวิ่งโล่เอาน้ำชามารินให้แทบไม่ทัน

    เป็นไงล่ะเกือบได้หลับไม่ต้องตื่นจริงๆซะแล้ว โอ๊ยย
    อากาศหนาวเดือนธันวา มันร้อนผ่าวเหมือนเดือนเมษาขึ้นมาซะงั้น
    ..............................................................................
    Princess

     
     

    16*Our Beloved King

       

    ในแวดวงคนถ่ายภาพ คงเคยได้ยินชื่อ อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง ช่างภาพระดับมือพระกาฬ ของเมืองไทย ได้จัดแสดงภาพถ่ายขาว ดำ ในนิทรรศการที่มีชื่อว่า "ภาพเล่าเรื่อง พระเจ้าอยู่หัวในดวงใจ" ณ วันที่ ๑๘ ตุลาคม - ๑๘ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

    หากจะวิจารณ์ ถึงเทคนิคในการถ่าย คงต้องลืมไปได้เลย แต่สิ่งที่เหนืออื่นใดในงานแสดงครั้งนี้ คือมุมมองหลัก ที่ศิลปินกำลังถ่ายทอดเรื่องราวจากผลงาน สู้สายตาทุกคู่ที่ได้ชม แม้คนทั่วไปก็สามารถรับรู้ได้ถึงความหมายที่กำลังเล่าเรื่อง

    ศิลปินใช้เวลาในการเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยในสูจิบัตรกล่าวว่า เขาเริ่มถ่ายภาพแรกเมื่อไปพบบ้านหลังหนึ่งที่มีพระบรมฉายาลักษณ์อยู่เต็มผนัง

    และนั่นดูเหมือนจะเป็นการจุดประกายให้เขาเริ่มโครงการนี้เมื่อหลายปีก่อน เป็นการแสดงความจงรักภักดี และสะท้อนถึงความรักของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า จำนวนภาพทั้งหมดเท่ากับจำนวนพระชนมพรรษาคือ ๘๐ ภาพ และเพิ่มอีก ๑ ตามความเชื่อของคนไทยในเรื่องของวันเกิด

    ที่ใช้เวลานานกว่า ๑,๐๐๐ วัน ตระเวนถ่ายภาพที่มีทุกบ้าน ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นบ้านคนยากไร้ ผู้ดี มี จน คนงาน พ่อค้า คนสวน ในวัด บนขื่อคา

    ในนิทรรศการนอกจากภาพจำนวน ๘๑ ภาพแล้ว ยังได้นำกล้อง สมุดบันทึก แผนที่ประเทศไทย และสิ่งละอันพันละน้อยอื่นๆ มาจัดแสดงด้วย

    ทั้งยังมีการฉายวิดีโอถึงแนวคิดในการถ่ายภาพ และการเดินทางในจังหวัดต่างๆเช่น นั่งเรือไปอุทัยธานี บ้านชาวมุสลิมในจังหวัดนราธิวาส โดยในส่วนนี้เป็นผลงานการถ่ายทำของทีมงาน "คนค้นคน" ซึ่งยังคงเก็บรายละเอียดเรื่องราวของตัวช่างภาพ และน่าจะออกอากาศในช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้

     หากใครได้มีโอกาสไปชมคงจะสังเกตเห็นบางสิ่ง ที่มีอยู่ด้วยกันทุกภาพนั้นคือ ในภาพนั้นสะท้อนชีวิตของสามัญชน คนเดินดิน ไม่ได้มียศยิ่งใหญ่ ไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่ในหัวใจของคนธรรมดากลับมีความรักต่อหนึ่งกษัตริย์ หนึ่งพระองค์เช่นเดียวกันทั้งประเทศ

    แม้แต่ฉันเอง เด็กผู้หญิงที่ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป ถึงตัวอาจไม่ได้อยู่บนแผ่นดินไทย แต่รู้เสมอว่า บ้านเกิดอยู่ที่ไหน และก็ภูมิใจหนักหนาเวลามีคนเดินเข้ามาถามว่า ฉันมาจากที่ไหน

    มันเป็นความรู้สึกลึกๆว่า ฉันมีภาษาเขียน มีตัวเลข มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง และมีพ่อหลวงที่เป็นที่รักยิ่งของคนในชาติ สิ่งเหล่านี้มันหาใครเปรียบเหมือนคงไม่มี

    วันที่ได้ลืมตาขึ้นนั้นก็รู้ตัวเองดีว่า เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ หากวันที่ตายจากก็ยังคงภาคภูมิที่ได้เกิดมาเป็นข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

    เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายพระพรขอพระองค์ทรงมีพระวรกายสมบูรณ์แข็งแรง อยู่เป็นมิ่งขวัญปวงชนชาวไทยตลอดชั่วกาลนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
    ................................................................................................เจ้าหญิง

     
         

    15*น้ำส้มสายชูกับพู่กันสีน้ำมัน

       

    กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง "เฮ้ยมารับโทรศัพท์หน่อยดิ๊ ลูกค้าแม่ง จะเอางานด่วนอีกแล้ว" มาเลยค่า ไอ้บทรับหน้าแก้ปัญหาทุกเรื่อง ไม่มีใครอื่น

    ลูกค้า: "oxoxoxoxoxoxoxoxoxox"
    เจ้าหญิง:
    "......................................"

    ลูกค้า: "oxoxoxoxoxoxoxoxoxox"
    เจ้าหญิง: "......................................"

    ลูกค้า: "นี่คุณ ตกลงรู้เรื่องมั้ย? ที่เม้งไปเข้าใจบ้างรึป่าว?" รู้ดิ

    ลูกค้า: "โอ้ย.........คิดจะทำอะไรบ้างมั้ย ฉันรีบนะ" คิดดิ๊

    ลูกค้า: "นี่ไปเรียกหัวหน้าแผนกมาคุยดีกว่า ฉันไม่อยากเสียเวลามาคุยกับเด็กรับโทรศัพท์อย่างเธอ ไม่รู้ว่าบริษัทคัดคนเข้ามาทำงานได้ยังไง แย่" เกาหัวแกร๊กๆอยู่สองที แล้วก็ สะกิดหลังน้องให้คุยต่อ ยักคิ้วให้บอกเป็นนัยว่ารับสายทีดิ๊ สักพักได้ยินเสียง

    "ครับ" "ครับ" "เออ........พอดีว่าเมื่อสักครู่ เจ้าหญิงเป็นคนรับน่ะครับ เธอได้ยินหมดแล้วครับ แต่พอดีเธอไปผ่าคอมายังพูดไม่ได้ เลยไม่ได้ตอบคุณไป"... ผ่ า ง...

    วันหนึ่งก็เจอเรื่องแบบนี้ทำเราเบื่อเลย แต่ช่วงนี้เข้าออฟฟิศน้อยค่ะ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงลาป่วย +ลากิจ +ลาพักร้อน แต่ยังเข้าไปเอางานมาทำที่ห้องอยู่เนื่องๆ

    ช่วงป่วยเนี่ย แซดดดดดดดดมาก จิตตก ก็ว่าได้คุณหมอคนนึง เค้าน่ารักมาก

    จริงๆเรารู้จักกันมาก่อนหน้านี้แล้วแหละ ตั้งแต่มาอยู่ที่จีนใหม่ๆเค้ารักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ อายุห่างจากเรา 5 ปี

    เจ้าหญิงรักษาโรคหอบกับแก กลายมาเป็นหมอประจำตัวโดยปริยาย

    เค้าก็เหมือนญาติเราอีกคนหนึ่ง ไม่เพียงรักษาโรคให้แต่ยังคอยรักษาใจด้วย

    แกจะมีแนวคิดดำเนินชีวิตที่น่าสนใจ ให้เราได้ซึมซับอยู่ตลอด ตอนที่อยู่ใน รพ.ก็จะเห็นแกเดินวนๆเวียนๆอยู่ใกล้ๆห้องเสมอ

    พอตกเย็นก็ได้แกเข็นรถพามานั่งที่สนาม แม้เราจะพูดไม่ได้ ก็พยายามให้กำลังใจ ให้เชื่อมั่นจน ... เราลุกขึ้นสู้

    อืม ... ผู้ชายดีๆอย่างนี้หายากนะ การศึกษาสูง การงานมั่นคง ครอบครัวก็ค่อนข้างพร้อม รูปลักษณ์ไม่ต้องพูดถึง ที่สำคัญเค้าเป็นคนดี ตั้งแต่รู้จักกันมา ยังหาที่ติไม่เจอเลย

    เพียงแค่มองเข้าไปในดวงตาก็รู้ทันทีว่าหมอคิดอะไรกับเรา แน่นนอนมันเป็นความรู้สึกดี ที่มีให้กันระหว่างคนสองคน มันเหมือนเราเห็นตัวเองอยู่ในการกระทำของเค้า

    เหมือนที่เราเคยมีความรักให้กับชายหนุ่มที่เมืองไทยก่อนที่จะจากมาอยู่ที่นี่ อารมณ์ประมาณว่าเป็นไข่ย้อย

    เพราะผู้ชายคนนั้นไม่เคยแม้แต่หันมามองเจ้าหญิงสักหน มันเป็นความรักข้างเดียวตลอดมา

    แล้ววันหนึ่งก็พบว่าหมอรู้สึกดีๆกับเราแล้วควรทำตัวเช่นไร? ถามว่าคิดยังไงกับแกล่ะ? ตอนนี้เห็นเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง

    เป็นคนไม่คบไว้เผื่อเลือกนะ คือถ้ารักใครแล้วจะทุ่มเทความรักทั้งหมดให้กับคนๆเดียว คิดยังไงพูดอย่างนั้นไม่เคยเสแสร้งแกล้งทำ ไม่เคยมุบมิบปิดบัง เลยบอกแกไปว่า เราเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ดีกว่ามั้ย?

    คำถามแรกที่สวนกลับมา นั่นก็คือ มีใครอยู่ในใจแล้วใช่มั้ย? ตอบเลยไม่ลังเลว่า ใช่ บอกหมอไปว่าเจ้าหญิงรักเค้าข้างเดียว ถึงแม้ตอนนี้จะไม่รู้เลยว่าเค้าเป็นยังไงเพราะเราไม่ได้คุยกันมาแรมปี ก็ยินดีที่จะใช้ชีวิตโสดอยู่อย่างนี้ตลอดไป (น้ำเน่าไปมั้ยเนี่ย)

    ตามมาด้วยถ้อยคำที่สุภาพบอกปฏิเสธหมอไปเรียบร้อย

    เออ ... การพูดกันตรงๆแบบนี้ก็ดีนะมันเหมือนการให้เกียรติ ให้ความไว้วางใจ ให้ความเคารพ ซึ่งกันและกัน และความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่เรามอบให้มันก็ยืนยาวตามไปด้วย

    หากถามว่าในเมื่อคนที่ไม่เคยคิดจะรักเรา แล้วจะไปรอเค้าทำไมให้มันเสียเวลา?ไม่ได้รอนะ

    ไม่เคยจะคิดด้วยซ้ำว่าจะต้องหาวิธีไหนให้เค้าหันมามอง ไม่กล้าจะเอ่ยคำไปทักทาย ไม่กล้าแม้แต่เข้าไปแสดงความยินดีในวันเกิด มันกลัวค่ะ กลัวว่าหากเข้าไปในชีวิตของเค้าอีก แล้วจะทำให้ไม่สบายใจ จะให้ทำไงได้ในเมื่อมันไม่กล้าที่จะเอ่ยออกไป

    เวลาเราอกหักเนี่ยบางคนไปตัดผมค่ะ บางคนเก็บตัว บางคนร้องไห้ บางคนทำงานเป็นบ้าไปเลย บางคนก็เมา กินเหล้าย้อมใจ แล้วเคยมีใครมั้ย? ดื่มน้ำส้มสายชูเพื่อลืมเธอ!!   

    อืม ... ที่เนี่ยเค้านิยม ดริ๊งกันด้วยน้ำส้มสายชูค่า มันเป็นวัฒนธรรมโบราณไม่ได้ล้อเล่น หมอนี่แหละพาไปดื่ม

    ของขึ้นชื่อจาก ชางซีเลยหล่ะ มันหน้าตาไม่เหมือนที่บ้านเราหรอกค่ะ เป็นสีน้ำตาลไหม้เช่นเดียวกับซอสปรุงรสก็ว่าได้ เพราะเกิดจากการหมักจากถั่วชนิดหนึ่ง ไม่ผ่านกระบวนการ กลั่น เลยจะได้สีธรรมชาติแบบนี้ มันมีแอลกอฮอล์ด้วย

    เวลาดื่มแล้วจะเมา เช่นเดียวกับไวน์เลยแหละ จะมีกลิ่นเฉพาะตัวมากๆคนที่นี่เค้าบอกว่ามันหอม แต่เจ้าหญิงว่ามันแปลก T_T"

    เนื่องจากว่ามณฑลชางซี ทำถ่านหิน มีก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์แยะ การดื่มน้ำส้มสายชู ซึ่งมีกรดอะซิกลิก

    จะช่วยเรื่องระบบทางเดินหายใจได้ดียิ่งขึ้น

    จึงเป็นที่มาของแหล่งกำเนิดที่ดังสุดๆแห่งหนึ่ง ที่จีนมันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปรุงแต่งรสให้กับอาหารเท่านั้นมันเป็นเสมือน ของสารพัดประโยชน์ที่แทบทุกครัวเรือนนิยมนำมาใช้

    ตั้งแต่รมควันบ้าน ค่าเชื้อ ยาแก้หวัด โอ้ววว *0* ไม่อยากเชื่อ แล้วน้ำส้มสายชูยังต้องวางอยู่บนโต๊ะอาหาร เช่นเดียวกับตะเกียบคู่ชามข้าวกันเลยทีเดียว

    เค้าจะนิยมจิ้มกับอาหารทุกประเภท จะเป็นแกง ของต้ม ของทอด ของผัด คือเหมือนเราเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม แต่ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตอีกแบบ

    อืม ... เมาด้วยน้ำส้มสายชู แปลกดี ถ้าไม่ได้มาอยู่ที่นี่ก็คงไม่มีวันได้รู้จัก

    หลังจากมึนมากมาย ก็กลับมานอนตายที่ห้องเช่นเดิม จำได้ว่ามันเป็นภาพประติดประต่อไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่

    ตื่นมาอีกทีพบกับความประหลาดใจ จู่ๆก็มีภาพสีน้ำมันตั้งอยู่ที่ปลายเตียง เลอะเทอะเปลอะเปลื้อนไปด้วยพู่กันเปื้อนสี ที่เกลื่อนเต็มพื้น น่าแปลกตรงที่ภาพนั่นเป็นพ๊อทเทรดรูปผู้ชายคนที่อยู่เมืองไทย

    ถึงมันจะออกไปทางเซอร์เรียว แต่ก็เห็นได้ชัดถึงเค้าโครงหน้า ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเหมือนกัน

    แม้แต่ขณะที่เราตกอยู่ในห้วงแห่งจิตไร้สำนึก ลึก ลึกแล้วเราก็คิดถึงแต่เค้า

    วันนี้ก็มานั่งดูภาพนั้น แต่ไม่ได้เพิ่มเติมอะไรลงในภาพอีกเลย ปล่อยให้มันอยู่อย่างนั้น คิดไว้ว่า
    ถ้าหากได้เจอเค้าอีกสักครั้งจะให้เป็นของขวัญวันเกิด

    มันอาจไม่มีทางเป็นไปได้ ในเมื่อเราไม่ได้ติดต่อกันมานาน แม้แต่การเข้าไป เซฮัลโหล ทักทายเค้ายังไม่กล้า เชื่อมั้ย? หากเพียงแค่เค้าติดต่อมาก็ยินดีที่จะบินกลับเมืองไทย รับรองว่าจะไม่รอช้าเลย

    แต่บางทีเค้าอาจจะลืมหน้าเราไปแล้วก็ได้ ใครจะรู้ว่าน้ำส้มสายชูทำให้คนเพ้อได้ขนาดนี้ คริ คริ มีใครสนใจลองสักเป็คมั้ยจ๊ะ กำลังหาเพื่อนร่วมขบวนการ
    .....................................................
    Princess


    14*วันที่ฉันป่วย

     
     

    ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕o
     
    อาการเจ็บคอ (ที่คิดว่า) เล็กน้อยติดต่อมาเป็นเวลานาน กลายมาเป็นเหตุให้เข้าโรงพยาบาล อยู่ในห้องพักฟื้น

    คล้ายกับการกักบริเวณ มีเพียงสี่เหลี่ยมของมุมห้องครอบตัวอยู่ เวลาเดินไปทางไหนจะได้กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดลอยเตะจมูกคละคุ้งไปทั่ว ทำให้เราคิดถึงจักรยานที่เคยขี่ผ่านทุ่งหญ้า

    มันกลายมาเป็นความอึดอัดภายในจิตใจขึ้นมาทันที

    แม้นตอนนี้จะกลายมาเป็นคนใบ้เพราะพูดไม่ได้จากพิษไข้ แต่มือยังเขียนได้ ก็ยังดี

    สักพักนางพยาบาลนำกุหลาบสีแดงช่อใหญ่เดินเข้ามา ในการ์ดนั้นบอกที่มาว่าจากบริษัทลูกค้าที่เราเคยทำงานให้ คงได้แต่ประดับไว้บนแจกัน ไม่ได้ชื่นชมพิเศษอะไร

    เพราะเราเองไม่ได้ชอบดอกไม้สีแดงอยู่แล้ว

    ช่วงเวลาที่ป่วย มักปล่อยให้ความอ่อนแอเข้ามาครอบงำ ช่วงเวลานี้แหละเราจะตกเป็นเหยื่อของความทุกข์ได้ง่าย 

    แต่การอยู่เพียงลำพัง มันก็ช่วยทำให้เห็นความสำคัญตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

    หลังจากที่เอาหัวใจไปใส่ที่คนอื่นซะมากมายขนาดนั้น มันเหนื่อยนะ ที่ต้องทุ่มเทอะไรๆ เพื่อคนอื่น

    พอมารู้ตัวอีกทีก็กลายมาเป็นคนป่วยนอนอยู่ที่นี่ ดีนะที่ติดแมคบุ๊คโปรมาด้วย เอามาเป็นสมุดบันทึก เอามาแชท เอามาหาเพลง เรื่อยเปื่อย แล้วดันไปเจอ "รักคุณเข้าอีกแล้ว"

    เชื่อมั๊ย? เพียงแค่ครั้งแรกที่ได้ยินเพลงนี้ มันเหมือนมีมนต์สะกดให้เรานิ่งและหยุดฟังจนจบเพลง ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าใครร้อง

    แต่เนื้อเพลงที่แสนจะสวยงามมันเกินห้ามใจให้เราไปค้นหาว่าใครกัน ที่เป็นคนเขียน

    คงมีเพียงคนคนเดียวที่ทำแบบนี้ได้ นั้นคือพี่บอยด์ แล้วก็เป็นจริงดั่งที่คิดไว้ ฟังแล้วก็นึกถึง "ใครคนหนึ่ง" จับหัวใจ

    คน คนเดียวที่เราพร้อมจะทุ่มเทความรักทั้งหมดที่มีให้ โดยที่จะไม่หวังอะไรตอบแทน

    "ใจของฉันที่รักเธอนั้น ต่อให้ต้องลงนรกหรือขึ้นสรวงสวรรค์ ฉันก็จะไม่มีวันมอบให้ใคร จะมีเพียงเธอแค่เพียงคนเดียว และจะมีแต่เธอ เธอแค่เพียงคนเดียว และจะเป็นเพียงคนเดียวเสมอไป ที่ฉันฝากชีวิต ทั้งหมดไว้ โดยไม่มีวันทวงกลับคืน"

    ชอบจัง ต้องขอบคุณพี่บอยด์นะคะ จะขอมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อจะรอใครคนนั้นเช่นกัน

    ไม่ว่าผลเอ็กซ์เรย์จะออกมาเป็นอย่างไร ก็พร้อมจะยอมรับมัน และเผชิญกับความจริง

    อย่างน้อยจะอยู่ต่อให้ถึงวันที่ได้กลับเมืองไทย ขอให้ได้ทิ้งร่างสู่แผ่นดินที่เราได้เกิดมา รอวันที่จะได้พบหน้า"แม่"อีกครา คิดถึงบ้านจังค่ะ ... เฮ้อ!

    ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕o

    หลังวันผ่าตัดเอาชิ้นเนื้องอกออกมาจากหลอดลม ก็โอเค ความกลัวที่เกิดจากขึ้นมาหลายวันลดลงมาบ้าง โชคดีที่มันไม่ใช่มะเร็ง เหอ เหอ

    แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะพูดได้อยู่ดีทำให้ใช้ชีวิตลำบากขึ้นแยะเลยจากคนที่พูดภาษาจีนได้ เวรี่เลว อยู่แล้ว กลายมาเป็นคนใบ้

    การมาอยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเราเลย ถึงแม้มันจะอยู่ในแถบเอเชียก็ตามที แต่อากาศมันช่างต่างกันแบบสุดขั้ว ทั้งวัฒนธรรม การกินอยู่ และสังคม

    ตอนที่อยู่กรุงเทพ มันใช้ชีวิตง่ายกว่านี้แยะ หากวันไหนเราต้องการพบปะพูดคุยกับใครก็โทรไปกริ๊งเดียว หาครอบครัว หาเพื่อน รึไม่ก็เดินทางไป แค่เรื่องกล้วยๆ แต่ ... ที่นี่ ไม่ใช่

    แล้วคนส่วนใหญ่ไม่นิยมพูดอังกฤษ แน่นอนมันพูดภาษาแม่มัน(อย่างเดียว) ถือว่าเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่กว่า จึงไม่จำเป็นต้องรับ วัฒนธรรมประเทศอื่นเข้ามา บวกกับมันเป็นประเทศสังคมนิยมจ๋า

    นักท่องเที่ยว รึชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศต้องทำใจ แม้กระทั้งหมอที่เข้ามารักษาเรา ก็ด้วย ตอนนี้เลยไม่อยากจะคุยด้วยแล้ว เค้าคงรู้ตัวอะนะเลยเปลี่ยนหมอมาให้ใหม่

    ใช่ว่าจะเป็นคนเรื่องมาก ต้องการคนมาดูแลหรอกนะ แต่ ... เรา ต้องการใครก็ได้สักคน เข้าใจสิ่งที่เราพูดบ้างก็เท่านั้น

    ขณะที่เค้าเหล่านั้นกำลังพูด เราได้แต่นั่งมอง เพราะความไม่เข้าใจ ขนาดบอกไปว่าฉันไม่เข้าใจนะว่าเธอพูดว่าอะไร คนเหล่านั้นก็ยังพูดต่อ มันช่างเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเลยจริงๆ

    ยิ่งตอนนี้เวลาที่เราป่วยเลยไม่อยากจะสนใจใคร ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือ อยากกลับบ้าน

    ช่วงนี้จะมีเวลาว่างแยะมาก เพราะไม่ต้องไปทำงานเอาแต่นอน ถึงเวลาก็มีพยาบาลเอาข้าว เอายามาให้ถึงเตียง แต่ยังมีแรงใจจากเพื่อนที่เข้ามาเยี่ยม ที่ถามไถ่อาการอยู่เป็นเนื่องๆ ขอบคุณทุกๆ คนจากใจจริง

    แล้ววันนึงเจ้าหญิงต้องกลับมาพูดให้ได้อีก คอยดู  
    ..........................................................
    princess

     
     

    13*คนอื่นเศร้ากว่าเราแยะ

     
       

    ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

    ประกาศตามหาคนเล่น iclone โปรแกรม 3D หน้าตาแบบนี้เด๊ะเลย ตอนนี้กำลังคลั่งหาคนช่วยแนะนำการใช้งาน เนื่องมาจากปีที่แล้วเลยลงได้ ก็ไปซื้อแผ่นมาจากที่เรารู้กันอ่ะนะ พอสักพัก ระบบมันออกมาป้องกันคนเล่นแผ่นผี เลยน็อคค่า ... ท่านผู้ชม

    อยากทราบว่ามีวิธีแครกแผ่นมั้ยใครทำได้ช่วยสอนข้าน้อยนี้ที จะเป็นพระคุณอย่างสูง หากไม่มีทางออกจริงๆใครพอทราบราคาโปรแกรม (จริง) ช่วยบอกกันหน่อยน้า แล้วเค้าซื้อกันที่ไหน อยากได้มั่กๆ
         
    มานั่งนึกดู  ...  ก็มีเรื่องเล่าให้ฟัง มันก็ไม่ได้สำคัญอะไร แต่มาเขียนเอาไว้เป็นเมมโมรี่ให้ตัวเองเล่นๆ

    วันนี้ของปีที่แล้วเคยเดินอยู่บนสะพานพระราม 8 คิดจะทิ้งตัวดิ่งสู่เจ๊าพระยาให้  รู้แล้วรู้รอด ขณะที่กำลังก้าวขาออกจากรั้วสะพานก็มีเสียง "ตั๊ด  ...  ตี้ดา" ดังมาจากมือถือ
    "สาดดด นี่กูกดจนมือจะปูดแล้วนะมึง พึ่งจะรับ ทำเหี้ยไรอยู่วะ" อารมณ์แซดหายไปค่ะ

    กลายเป็นเครียดจากคำทักทายแทน "ไร  ...  ว่ามา" เสียงเหนื่อยๆตอบออกไป
    "เออพอดีกูรับงานไว้ว่ะ แต่ไอ้เหี้ยกราฟฟิกที่จ้างมันเชิด ได้เงินแล้วหนีหน้าหายไม่ส่งงาน พอมีเวลาช่วยกูหน่อยได้มั้ยวะ ตอนนี้กูอยู่หนามหลวง" เราคุยกันสักแป๊บค่ะ แล้วเหลือบไปดูนาฬิกา ตีสอง ไม่นานเจคอปก็เลี้ยวรถมารับที่ตีนสะพาน
        

    ทันทีที่มองหน้าเราก็รู้เลยว่าเจ้าหญิงไม่สบายใจ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย นั่งเผางานตั้งแต่ตีสาม กว่าจะเสร็จทำเทสซิ่ง ส่งลูกค้าตอนบ่ายสาม ไม่ได้นอนกันเลยทั้งคู่ ข้าวก็ยังไม่ได้กิน น้ำก็ยังไม่ได้อาบ หน้ามันเยิ้ม

    หลังจากส่งงานให้ลูกค้าเป็นที่เรียบร้อย ตามันก็ลอย สมองก็เบลอ เหมือนมีเสียงวิ้ง วิ้ง ดังอยูในหูตลอดเวลา ไม่นาน "เฮ้ย  ...  มึง เป็นไรป่าววะ? ดูไม่ดีตั้งแต่กูเจอหน้า"

    "ป่าว ไม่มีไร" เสียงเบาๆพูดออกไป

    เพียงเท่านี้เพื่อนคนนี้ ก็รู้ทันทีว่าจิตใจของเรากำลังเศร้าและทุกข์ระทม ตั้งแต่ที่วินาทีสิ้นเสียงพูดประโยคสุดท้ายได้จบลง เจคอปก็ไม่ได้ไปไหนเลยค่ะ นั่งอยู่หน้าพวงมาลัยเปิดเพลงคลื่นกรีนเวฟ แล้วเราก็นั่งอยู่ในรถอยู่อย่างนั้น จำได้แค่ว่า มองออกไปนอกหน้าต่างแบบเลื่อนลอยไม่มีจุดหมายจนฟ้ามืดลง ทั้งที่ไม่ได้นอนกันมาทั้งคืน แต่เจคอปก็ไม่หาวให้เราเห็น

    "เฮ้ย  ...  วันนี้กินไรดีวะ กูหิวและมึงหิวมั้ย?"
    "อืม"
    ตกลงไปหาบุฟเฟ่ ขเมือบกันแบบร้านแทบล่มจมกันเลยก็ว่าได้ หลังจากที่มาส่งเราที่หน้าอพาตเม้นต์ โดยที่ไม่ถามอะไรเลยตลอดทาง กลับตะโกนออกมาจากรถ ตอนเรากำลังเดินขึ้นตึกว่า "เดี๋ยวพรุ่งนี้กูโทรหา แล้วเจอกันนะมึง"

    จากวันนั้นจนวันนี้ผ่านมาหนึ่งปีนึงพอดี ยืนมองกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาทุกวัน มีคนมากมาย เดินเข้ามาชื่นชมกับผลงานที่ถ่ายทอดออกไปในแต่ละครั้ง บางคนมาแสดงความยินดีกับตำแหน่งหน้าที่การงาน เค้าเห็นแค่เปลือกค่ะ

    ไม่เคยรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในอดีต บางคนเค้าอิจฉาเรานะ บ้างก็ว่า เจ้าหญิงนี่ช่างโชคดีน้า ที่เดินทางมาคว้าเงินดอล์ล่าที่นี่ ท่าจะรวยและ บ้างก็อิจฉาที่เราได้เป็นเมเนเจอร์เพียงอายุเท่านี้

    เฮ้อ ... คนเราก็มักจะตัดสินจากรูปลักษณ์ที่เห็นภายนอก พวกเค้าเหล่านั้นคงไม่รู้หลอกว่ากว่า กว่าจะมีวันนี้ มันพบกับเรื่องราวอะไรมาบ้าง?

    เชื่อมั้ย! ว่าสมัยเรียนออกไปรับจ๊อบ ได้ช.ม.ละ 24 บาท ทำไปเลยทั้งอาทิตย์ ได้ตังมากสุด
    ก็พันเห็นจะได้ เรียนทั้งวันพอเลิกเมื่อไหร่ไม่เคยได้ไปสังสรรค์กับใคร

    มุ่งหน้าไปร้านทำทุกอย่าที่นายใช้ พอเรียนจบมาก็เดินหางานจนรองเท้าสึกนี่ไม่ได้พูดเล่นนะ เรื่องจริง

    ออกแต่เช้าเข้าบริษัทนู้น ออกบริษัทนี้ เมื่อก่อนไม่มีมือถือใช้ด้วยโทรตู้อย่างเดียว เวลาติดต่อใครแต่ละที ต้องพกเหรียญเผื่อเป็นกำมือ ตกงานที 7-8 เดือน แต่หลังจากจบไม่เคยแบบมือขอเงินป๋ากะแม่ใช้อีกเลย รายได้ที่มาก็จากการเป็นลูกจ้างพาตทามเช่นเดิม

    เริ่มมาได้งานร้านอัดรูป ได้ทำเป็นกราฟฟิกนิดๆหน่อยไฟล์ไม่กี่ k ทำหน้าเนียนลบสิวฝ้า ลบหน้ามัน จากปลายวาค่อม ทำกันไป อาศัยความเร็วเข้าว่า

    ใช้โฟโต้ช๊อปเป็นในเวลาหนึ่งอาทิตย์เงินเดือนเริ่ม 7,000 เข้า 10 โมง ออก สี่ทุ่ม ทำทุกวันมีวันหยุดให้เดือนล่ะครั้ง ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสวัสดิการอื่นใด ไม่มีแม้เวลาทำฝิ่น เดือนนึงจ่ายตังสองงวด ครั้งละ 3,500 เดินทางไปกลับวันละร้อย กินข้าวมื้อเดียวก็แทบไม่พอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงค่าห้อง หรือน้ำไฟ

    ทำได้สักพักหันไปทำอิ้งท์เจ็ท เราไม่เคยรู้เรื่องสิ่งพิมพ์ต้องมานั่งทำความเข้าใจนะว่า มีเดียแต่ละชนิดมีคุณสมบัติอะไรมั่ง? ใช้งานยังไง? ผิดพลาดไม่ได้ ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัทอย่างเดียว

    ไม่มีการยกเว้นทุกกรณี  เป็นกราฟฟิกไม่พอค่ะ ต้องปริ้นท์เอง ดมปรอดที่ออกมาจากหัวเชื้อทั้งหลาย ใช้ hp 5000 มันไม่มีตัวเป่าลม พองานมันปริ้นท์ออกมาได้สัก 5 ซม. ต้องรีบเอาไดร์จ่อให้แห้งเดี๋ยวมีเดียติดกันจะเจ๊ง นั่งจี้กัน

    สีที่ระเหยออกมาจากความร้อนมันคลุ้งทั่วห้องเต็มพื้นที่ไม่กี่ตารางวา บนทาวเวอร์ย่านรัชดา ทำงี้ทุกวัน พอจะต่องานที ต้องแบกไอ้ม้วนไวนิลเป็นสิบโลติดตั้งขึ้นไปกันบนดาดฟ้าทั้งหนักทั้งร้อน ร้อนโคตรๆยังต้องไปวัดไซด์บนแคทวอกด้วย (ไม่ใช่เวทีเดินแบบค่ะ มันเป็นพื้นที่เล็กๆไว้เดินคนเดียวบริเวณวิวบอร์ด สูงขึ้นไปจากพื้นราวตึก 5 ชั้น ที่มันใช้ติดโฆษณาริมถนนทางหลวงนะคะ)

    พอลงมาทีอวกแตก มันทำให้เรากลายเป็นคนกลัวความสูงไปเลยตั้งแต่วันนั้น

    ยังต้องแพคมีเดียส่งลูกค้า ช่วงนั้นเศรษฐกิจมันเป็นฟองสบู่ก็แตกเอา แตกเอา รวมถึงบริษัทที่เราทำอยู่ด้วยมันค้างค่าจ้างพนักงานมาเป็นเดือน ก่อนที่จะต้องปิดตัวลง จาการขาดทุนทางการค้า

    หางานใหม่! ช่วงเวลาเดียวกับที่บริษัทยักษ์ใหม่ประกาศรับสมัครพนักงาน จำนวน สองคน เท่านั้น! คนมารอคิวเข้าแถวกรอกใบสมัครเป็นร้อยยืนสัมภาษณ์กันแต่เช้าเราคิวเกือบรองบ๊วย ยังมันเหมือนมีสอบด้วยรอบสอง กว่าจะได้ไปคุยกับหัวหน้าเพื่อคัดตัวรอบสุดท้าย ได้เจ๊หมวย กะเจ้าหญิงมันเป็นยิ่งกว่าการเริ่มต้นก็ว่าได้

    มีเลย์อาจากเมืองนอกส่งมาตลอด เราเอามาแกะเรียบ เรียนจากไฟล์งานนี่แหละ ได้ทำกราฟฟิกเต็มสตีม จากตอนนั้นมันทำให้เรามีพื้นฐานจนทุกวันนี้ ตอนนั้นได้รับผิดชอบกับการเปิดตัวสาขาใหม่ที่พารากอน ต้องทำงานสไตล์อวังกาด แบบว่าไม่มีใครทำมาก่อน + ด้วยความมีอีโก้สูง เม้งกะหัวหน้าวันเว้น วัน ทำเราดังไปถึงชั้นฝ่ายการตลาด เลยโดนให้ทำพารากอนไปเลยคนเดียว ตั้งแต่สากะเบือยันเรือรบ

    มีป้ายแขวนคอพนักงาน ยันแบรด์เนอร์หน้าตึก 13 เมตรทำกันจนหลอน กับห้องไม่เคยต่ำกว่าเทียงคืน ทั่งที่ห้องเช่าเราก็ห่างจากออฟฟิตไม่กี่โล เงินเดือนก็ไม่ขึ้น จนไม่ไหว ความอดทนมันหมดลง

    เลยมาเปลี่ยนงาน ใช่มั่งไม่ใช่มั้ง มาแนวกราฟฟิก บนมือถือค่ะพวกเอนิเมชั่นธีม แต่แห้วค่ะมันไม่แนวเราเลยไม่ผ่านโปร ตกงาน เครียด ตังหมด แม่ก็เจ็บออดๆแอดๆมานานโขยังจำได้ติดตา

    ต้องติดค่าเช่าห้อง แบบว่าต้องเดินหลบเจ้าของ เช่นโจรมุมตึก ที่ขายหัวเราะมันชอบเอามาเขียน หลบแกตลอดโดนเม้งแบบว่าหน้านี่ด้านหมดแล้ว ขอผัดผ่อน มาเรื่อย จนเจอมาตรการเด็ด โยนของเราออกจากห้องเช่ากันเลย

    ช่วงที่เปลี่ยนไตนี่หนักกว่า ระหว่างหางานประจำทำก็รับฝิ่นเล็กๆน้อยๆงานไม่กี่ร้อยก็ทำ แต่เงินที่ได้มาหมดไปอย่างรวดเร็ว เลยไม่รู้จะทำยังไงหันหน้าไปทางไหน มันหาทางออกไม่เจอ เลยขายเครื่องมือหากินเรานี่แหละ เป็นตัวเลือกสุดท้าที่คิดได้ตอนนั้น มีไอพอด โน๊ทบุ๊ค ความรู้สึกตอนที่ประเมินราคาเครื่องเรา มัน ... ต่ำมากกก แต่ยอมขายนะ เพื่อที่จะได้มีเงินสดมาหมุน

    จำได้ว่า พอขายไปแล้ว ยังยืนตัวสั่นอยู่ในร้าน มือเย็น หน้าซีด แทบจะเป็นลมทั้งยืนก็ว่าได้ มันไม่ได้เสียดายของนะ คิดอย่างเดียวว่าเงินมันไม่พอจะทำไงต่อดี

    ถึงแม้จะผ่าไปแล้วยังต้องให้ยาอยู่ตลอด ไหนจะน้ำเกลือ ผ้ารองเบาะ โอ้ย ... จิปาถะ ขนาดเข้ารพ.รัฐ นะยังต้องใช้เงิน 4 หมื่นต่อเดือน มันท้อมากเลย

    พูดไม่ออกบอกไม่ถูก รู้อย่างเดียวว่าเราต้องหาเงิน มุทำงานอย่างเดียว สักพักได้งานประจำแล้วค่ะ ได้เงินประจำด้วยแต่มันสายเกินไป คนที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเราเค้าจากไปแล้ว ไม่มีวันกลับมาอีก ความปวดร้าวมันกัดกิน ชีวิตที่เหลืออยู่ทุกวี่วัน

    พี่ชายเราเค้ายังโกรธเราถึงทุกวันนี้ เพราะเค้าเสียใจที่เราเลือกงานมากว่าแม่ไม่มาดูแลแม้วันสุดท้าย คำพูดนี้มันเจ็บปวดมาเลยนะค่ะ มันตามหลอกหลอนเรายามคิดถึง ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่เคยลืมเลย น้ำตาหยดสุดท้ายก็หยุดไหลหลังจากวันนั้น

    เหตุการณ์นี้แหละทำให้แฝดบินมาเมืองไทย พอเธอกลับมาเราก็ดีขึ้นมาบ้าง คือต้องพยายามทำตัวให้เข้มแข็งช่วงนั้นจิตใจมันอ่อนแอมาก เอาตัวเองไม่ค่อยรอด แต่ต้องพยุงแฝดไว้ไม่ทำให้เห็น ซ่อนความจริงที่จิตใจข้างในมันเปราะบาง ต้องตื่นมาทำงานทุกวันทั้งที่ไม่ค่อยได้นอนหลับเต็มอิ่ม เนื่องมาจากฝันร้ายทุกคืนที่หลับตา ทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น คือ เรียกอีกอย่างว่าโกหกตัวเอง วันต่อวัน

    ช่วงนั้นก็ผิดหวังในความรักด้วย คือไปรักเค้าข้างเดียวโดยที่เค้าไม่มีใจตอบจนวันนี้ต่างคนก็เงียบหายไปจากกันและกันแล้วทุกอย่าก็จบลง ... 

    พอมาอยู่ที่นี่นะมันเหมือนกับมาเรียนวิชาเอาตัวรอดบทใหม่ เป็นคนแพ้อากาศมาแต่ไหนแต่ไร พอเจออาอากาศเย็นทีไรจะหายใจไม่ออก บางที่อาการหอบก็กำเริบ มันทรมานนะ เย็นขนาดมันแทรกซึมผ่านผิวหนังไปยังกระดูกเลยละ ต้องทนความเจ็บปวดใจแทบขาด

    ที่ใครมักพูดว่าชีวิตเราเป็นอย่างนี้เพราะโชคชะตากำหนดมา ขอเถียงหัวชนฝาว่าไม่จริง มันมาจากตัวเราทำทั้งนั้น หลายคนซื้อหวยก็หวังรวย ใส่บาตรทีละ 10 บาทก็ขอให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นมหาเศรษฐี หวังโชค เลื่อนลอย ไปวันๆแล้ว

    ทำไมน้า ... เค้าไม่คิดจะหางานหาการทำบ้าง บางคนบอกว่า ก็หาแล้วไง แต่ยังไม่มีจังหวะ รอโอกาส บ้างก็ว่าบริษัทมันเล็กไปไม่เอาดีกว่าไม่น่าเชื่อถือ หวังจะทำงานใหญ่ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์หน่ะรึ? ทำไมไม่ลองคิดกลับกันดูว่าว่าถ้าตัวเองเป็นนายจ้าง จะเลือกคนแบบนี้มาร่วมงานด้วยมั้ย?

    หวังอยากได้เงินแยะ แต่ยังเกาะพ่อแม่กิน? แล้วมันจะรวยได้ไง?

    แล้วทำไมไม่ลองดูตัวเองดีๆสำรวจความชอบว่าเรามีความสามารถด้านไหน แล้วมุ่งหน้าไปทำงานด้านนั้นถึงแม้การเริ่มต้นของชีวิตทำงานมันอาจไม่ยิ่งใหญ่ตามที่เราฝันเอาไว้ หากมันใช่ วันข้างหน้าก็จะพัฒนาไปเองไม่ต้องคิดมาก เร็วช้าไม่ได้อยู่ที่บุญทำกรรมแต่ง แต่อยู่ที่ความสามารถ ความพยายาม และความอดทนต่ออุปสรรค์ที่ผ่านเข้ามา

    มาพูดถึงความรักกันบ้าง บางคนทุรนทุราย กับความผิดหวังเรื่องนี้เรื่องเดียว ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้า ทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว โดยการอยู่กับอดีต ให้มันบั่นทอน ตัวเองทุกวัน ก็อยากจะรู้ว่าจะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ คนเราควรตั้งลิมิตให้กับตัวเองน้า ในเมื่อตัวเองยังไม่เห็นค่า แล้วจะให้ใครมาเหลียวแลเรา

    หากผิดหวังก็อย่าปล่อยให้ความรักกลายมาเป็นพิษร้ายทำลายตัวเอง บางคนอยากลืม ยิ่งกลับจำ หาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ ปล่อยให้ใจอ่อนไหวไปกับสิ่งเร้ารอบตัว ฟังเพลงเศร้าแล้วร้องไห้เพราะดันไปอินกับมัน เจ็บช้ำจากภาพเห็นสิ่งแวดล้อมเดิม ที่เคยผ่านมากับใครบางคน

    ยิ่งรักมากยิ่งสะเทือนใจนะ ไอ้ที่เขียนมาไม่ใช่ไม่เคยเป็น อกหักเนี่ย มันเข้าใจดีเลยล่ะว่ารสชาติความผิดหวังมันเป็นเช่นไร รู้มัย จริงแล้วความทุกข์ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้มาจาคนอื่น  (รึเค้าคนนั้น) หรอกน้า แท้แล้วมันมาจากจิตใจเราเองต่างหาก ที่คิดว่า "ตัวกู ... ของกู" ตลอดเวลาหากวางลงมันคงไม่หนัก

    เท่านี้ ลองทำดูนะ "ปล่อยวาง" มันไม่ได้ช่วยให้คนที่เรารักกลับมาหรอก แต่มันจะทำให้หัวใจของเราหยุดเจ็บ ก็OK เข้าใจนะว่ามันลำบากที่จะเริ่มต้นในครั้งแรก ทำบ่อยก็ชินไปเองเวลาจะเป็นตัวช่วยเรา หากไม่ท้อซะก่อนนะ

    ที่เล่ามาไม่ได้จะอวดอ้างหรอกว่าฉันนะเก่งแค่ไหน รึผ่านอะไรมาบ้าง แค่อยากแบ่งปันเรื่องราวและเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังท้อแท้ให้หันมามองนะคะ ว่าในช่วงเวลาเดียวกับเรานี้ ยังมีมากมายหลายคนที่เศร้ากว่าเราแยะ

    ก่อนที่จะตัดสินใจทำร้ายตัวเอง อย่าลืมมองออกไปข้างนอกนะคะว่ายังมีคนอีกตั้งมากมายที่พร้อมจะอยู่กับเราเสมอ ไม่ว่าเรานั้นจะเป็นเช่นไร ครอบครัวของเรา (ที่เหลือ) เพื่อน คนใกล้ชิดยังอยู่กับเราตลอดนะ คอยให้กำลังใจเราเสมอ ในช่วงที่ดูแล้วดันมองไม่เห็นใคร ให้ตั้งสติดีๆค่ะ มองใหม่อีกครั้ง บางที่การที่เรามองไม่เห็นใคร มันอาจเป็นว่าเรามองข้ามไปก็ได้นะคะ อย่าทำอะไรให้คนเหล่านั้นผิดหวังกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเราเพียงครั้งเดียว มันไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เราจะเสียหรอกค่ะ

    การโทษตัวเองมันไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากความสะใจ

    การเศร้าเสียใจมันรังจะให้ตัวเองเจ็บซ้ำ

    การหวนระลึกถึงความหลังไม่ได้ช่วยให้คนรักเรากลับคืนมา

    โปรดจำไว้เสมอว่าคนที่เสียใจที่สุดคือตัวเรา

    หากเราลุกขึ้นมาได้

    มันจะกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ

    และมันก็ไม่ได้มีความหมายที่ยิ่งใหญ่กับชีวิตเราอีกต่อไป

    มีคนเคยถามเจ๊าหญิงว่า แล้วตอนนี้หล่ะ ประสบกับความสำเร็จรึยัง?

    ก็ตอบออกไปชัดเจนเลยละว่า "ยังค่า" ยังไม่เคยรู้ว่าหน้าตามันเป็นเช่นไร ทุกวันนี้ยังหาประสบการณ์ให้กับตัวเองตลอดเวลา ขนขวายเพิ่มเติม เหมือนกับว่าตัวเองนั้นยังรู้ไม่มากพอ ความสามารถยังไม่ถึง ยังไม่หยุดเดินต่อในตอนนี้ความสำเร็จน่ะ ยังอยากใช้เวลากับมันอีกนานน ไม่ได้คาดหวังจากจุดหมายซะทั้งหมด แต่เก็บเกี่ยวรายทางอย่ามีความสุขค่ะ :D
    ......................................................................................................................
    Princess

     
     

    12*Surprise

     

    ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕o

    พายุเข้ามาเป็นอาทิตย์แล้ว ทั้งที่เป็นหน้าหนาวแต่ฝนกลับตกลงมาทุกวัน
    "ตกไปนะอย่าหยุด!" ก็ดีไปอีกแบบตรงที่นายจะไม่ส่งให้เราให้ไปทุลักทุเลออกหาลูกค้าไม่ต้องเอาใจใคร เบื่อ!

    ชอบอยู่ออฟฟิศทำงานในห้องเปิดเพลงดังอัดเข้าสองหู อยู่ในที่อุ่นๆแบบนี้มากกว่า(ที่นี่อุณหภูมิตอนกลางวันอยู่ที่ 15 - 16 องศา)แสนสุข ถึงจะมีเสียงโทรศัพท์ดังทุกๆ 10 นาทีก็ยังดีกว่าการออกไปปั้นหน้าใช้ทักษะการเจรจา จิ๊จะ จี้จ๋า ต่อรองราคาขายงานให้ใคร

    "เจ้าหญิงน้อยยย ง้อย ง้อย ... "(เสียงเอคโค่ดังมาจากชั้นล่าง)วันนี้เจ๊หลิงออกแนว วี๊ดว้ายผิดปกติ "อะไรเจ้! ใครมากรีดรถรึ?" "รีบลงมาเหอะน่ามัวแต่พี้รี้พิไร" ทำเสียงตื่นเต้นมั่กๆ

    ทันใดนั้นเองเงาทะมึนที่ยืนอยู่หน้าประตูก็เอื้อมมือดึงแขนเราเข้าไปกอดแน่นและตามมาด้วยเสียงกรี๊ดของพี่ในออฟฟิศกันอย่างบ้าครั่ง

    เงยหน้าไปดู เอ๊า...ไอ้เจคอปมาได้ไงวะเนี๊ยแปลกใจมากเลยไม่เห็นโทรมาบอกก่อน


    ยังไม่หมดคะมันมีเซอร์ไพร์รอบสองข้างหลังมันมีผู้หญิงตัวอย่างเบิ้มมาด้วยอีกคน
    เจ้าหญิงเห็นหน้าชีแล้วกรี๊ดเลยล่ะ (ลุ้นอยู่อะดี๊ว่าเป็นใคร?) ชีไม่ใช่ใครอื่นไกลมายแฝดนั่นเอง

    ก่อนหน้านี้เธอเรียนอยู่ที่นี่แหละเราถูกแยกเลี้ยงกันแต่เด็ก(เหมือนนิยายน้ำเน่าเนอะ) เธอเก่งภาษา แต่เรากลับโง่ เธอชอบทำอาหารถึงขนาดมาเรียนเป็นเชฟแบบมืออาชีพ

    ส่วนเจ้าหญิงนะหรอ เหอ เหอ กินเป็นอย่างเดียวไข่เจียวที่ว่าง่ายยังไม่เคยรอดเลย

    ช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับแฝดมันน้อยค่ะเจอหน้ากันทีเวลามันเหมือนกับว่าได้หยุดเดิน พอสบตากันก็เหมือนว่าไม่ต้องพูดอะไรทุกอย่างมันส่งผ่านดวงตาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวทั้งหมดแทนคำพูดไปเรียบร้อย

    "นิดูตัวดิ๊กินช้างเข้าไปรึป่าว ตัวเบ้อเริ่มเลย"
    "คริ คริ"
    เสียงหัวเราะดังมาจาแฝด เดี๋ยวคุยกันนะ อีก 2 ชม. งานเลิกจะพาไปอพาตเม้นต์ ทั้งสองเริ่มถูกห้อมล้อมด้วยบรรดาพี่ที่ออฟฟิศคะ

    เจคอปโดนสาวๆ(เหลือน้อย)นั่งคุยกระหนุงกระหนิงด้วยความที่เป็นฝรั่งแต่นัยตาจีนเลยเป็นที่หมายปองของคนที่นี่กัน

    ส่วนแฝดก็ถูกพี่ๆเอาขนมมาให้กินซะยกใหญ่นึกตัดพ้ออยู่ในใจว่าทำไมน้า...ตอนเราเข้ามาใหม่ๆไม่มีอย่างี้มั้ง?! 555+

    อาจเป็นเพราะเรา เถื่อน เกินไปก็ได้เนอะใครจะไปเรียบร้อยน่ารักเหมือนชี คริ คริ

    ระหว่างจะกลับเจคอปค่ะบอกว่าขอยู่นี่ต่อเพราะเปรมมากเลยมีสาวมาให้เชยชมถึงที่

    แต่นแต๊น...เพื่อนเรามีของฟากมาด้วยนั่งลุ้นค่ะว่าจะเอาอะไรมาน้าปรากฏว่าควักออกมาจากกระเป๋า... ?! ...แล้วเซง...เลย มียาพ่นกระบอกนึงเสื้อยืดสีขาวโหลนึงและสุดท้ายร้องเท้าแบบอีแตะ เออ...มีแถมด้วยครีมกันแดดสองหลอด "เอามาไมเนี่ย?"

    "อ้าวว ก็อย่างมึงคงไม่ยอมซื้อของพวกนี้ใช้อยู่แล้ว ใส่เข้าไป ไอ้เสื้อเน่า บ้านกูโละ มาทำผ้าขี้ริ้วตั้งนานแล้ว เปลี่ยนซะมั้ง กูรับไม่ได้ ..." และอีกยาวซวยเลย ไม่น่าไปเปิดประเด็น โดนเม้นเป็นหางว่าว

    คือ เจคอปมันค่อนข้างปากร้ายมากเลย ถูกมันเม้งทีแทบเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี มึนไปหลายวันก็ว่าได้ เชื่อป่าวคะ เห็นเป็นผู้ชายหยาบ แบบนี้มันก็มีช่วงเวลาอ่อนไหวเหมือนกัน 

    ขอเม้าส์หน่อยนะ มีวันนึงค่ะระหว่างที่เราส่งงานทาง msn

    "ตึ้ง ตึง เฮ้ยมึงงงงง กูน้าสังสัย?"

    "ไรอีกล่ะ ว่ามาโลด"

    "ช่วงนี้กูเป็นไรไม่รู้ว่ะ อายุก็มากโขอยู่ ไอ้หล่อนี่มึงก็รู้ บ้านกูก็ออกจะรวยแล้วไมว้า ยังหาแฟนแบบเป็นตัวเป็นตนไม่ได้สักคน"

    "คำถามนี้งี้ง่ายมากเลยค่า เจคอปเคยไปส่องกระจกดูรึยาง?"

    "ไมวะ ดูอะไร"

    "อ้าว...ก็หมาในปากไงเลี้ยงไว้แยะขนาดนั้นใครเค้าจะอยากอยู่ใกล้ ใช่มะ"

    "แหม๋ มึงทำปากดี แล้วเป็นไงล่าดันไปจีบเค้าก่อน หน้าแหกมั้ยไหนว่าจะเอาความจริงใจเข้าพิสูจน์ โดนไปเลยของแสลง แห้ว ท้อ ระกำ บ๊วย"

    "มาเป็นชุดเลยตกลงจะปรึกษารึว่าจะมาเยอะเย้ย?"

    "น่านะ บอกกูหน่อยว่าใครว้ามาขโมยหัวใจคนอย่างมึงไปกูรู้จักมึงตั้งแต่ใส่กระโปรงแดงตัวเท่าลูกหมาเห็นมาหลายที่และว่ามึงไม่เคยรับรักใครสักครั้งแล้วอยู่ดีดี๊ มึงเอาเวลาตอนไหนไปจีบผู้ชายว่ะ"

    "อยากรู้อะดิ๊ไม่บอกหรอกปล่อยให้งง กร๊ากกก"

    "ไอ้ที่มาติดกูนะก็ไม่เห็นว่าจะมาจริงใจส๊าค คน สวยนะแต่ไร้สมอง บ้างแค่เปลือกว่ะ"

    "อ้าว...ก็เล่นหยอดคนอื่นไปทั่ว เรื่องมากเลือกมากแล้วใครมันจะมาจริงใจกะเจคอปละจ้า ไม่เปิดใจ แล้วใครจะกล้าเข้ามา"

    "กูไม่รู้ว่ะ มันบอกไม่ถูกใช่ว่ากูกลัวนะโว้ย แต่ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะพูดไรดี ไม่รู้จะต้องทำตัวไง? คือมึงเข้ากูบ้างมะ"

    "ไม่"
    แล้วบทสนทนาบน msn ก็จบลงเท่านั้นแหละ
         
     แต่ความรักของเพื่อนเรามันก็ยังเดินวน วน อยู่เหมือนเดิม นั่นก็คือแสวงหาใครสักคน ส่วนเจ้าหญิงนะเหรอ? มันหยุดแล้วล่ะ ถึงจะจบไม่แฮ๊บปี้เอนดิ้ง เหมือนนิยายรักทั่วไป ก็ไม่เป็นไร ยังไงต้องขอบคุณเค้านะ "สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง"
        
    "อะไรเนี่ย" เสียงนี้ดังมาขัดอารมณ์อย่างแรงขณะที่กำลังบิ้วอยู่ดี ดี
    "ไหน มาดูมั่งดิ๊" ตามมาประสมโรงจากเจคอป "อะไรอ่า" เสียงประสานจากทั้งคู่ มันเป็นกระดาษแผ่นสีเขียว ที่ข้างในระบุผลการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาล ที่กรุงปักกิ่ง

    ไอ้แผ่นนี้จริงๆมันไม่ควรมีเลยนะ แต่ดันได้มาหลังจากที่ล้มอยู่กลางถนนครั้งที่อาการหอบมันดันกำเริบเนื่องจากลืมพกยาพ่นไปแล้วมีคนหามไปส่งที่โรงพยาบาล

    ในนั้นมันระบุทุกอย่างที่เป็นความจริง ผลไม่ไม่ค่อยดีเท่าไร เลยไม่อยากเล่า แต่ไอ้ 2 คนนั้นมันดันเห็นแล้วเลยโดนสวดไปซะยับ หูปานเลยละฟังกันไม่ทันว่ากี่กระทง เลยรอค่ะ ให้มัน

    เหนื่อย และหยุดไปเองก็บอกไปว่าไม่ต้องกังวลซะขนาดนั้นมันเป็นแค่ตัวหนังสือ
    บนกระดาษแผ่นเดียว อย่าไปจริงจังกับมันมาก
        
    ช่วงเวลาที่ ทั้งคู่มาเยี่ยมนี้มันวิเศษสุดอาจไม่ได้ไปเที่ยวไหนด้วยกันสามคนสักเท่าไร่ แต่ก็OK นะ คุ้มค่ากับการอยู่ด้วยกัน อ่ะเดี๋ยว...เกือบลืม มีเรื่องจะเล่าแถมให้ก่อนที่ทั้งคู่จะกลับเมืองไทย ไม่กี่วันค่ะ

    เจคอป บ่นงุ้ง งิ้ง เป็นหมีกินผึ้งว่าอยากไปเที่ยวมาตั้งหลายวันยังไปไหนไม่จุใจ เลยจัดให้ตามคำขอค่ะไปทัวร์กันโดยนั่งรถเมล์จากที่พักเข้าเกือบถึงชานเมือง(เหมือนตัวอำเภอบ้านนอก แบบบ้านเรา)

    มันจะกันดานหน่อยจะมีแอ่งน้ำคล้ายทะเลสาบก็ว่าได้ตอนกลางคืนจะมีหิ่งห้อยเป็นพัน เรืองแสงราวกับดวงดาว สวยมากแต่คนแถวนี้ค่อนข้างชินตา

    คนที่ตื่นเต้นก็มาจากที่อื่นทั้งนั้นรวมทั้งเจ้าสองตัวแสบนี่ด้วยจากนั้นตบท้ายด้วยบะหมี่เย็นอาหารสุดไฮโซริมถนนที่เจ้าหญิงโปรดปรานแล้วก็พาสองลิงกลับกันด้วยความเหนื่อยบวกอิ่มเลยเผลอหลับคะแบบไม่รู้ตัวสะดุ้งตื่นอีกที มันไม่มีใครบนรถเลย

    คนขับ!มายแฝด!เจคป!...และผู้โดยสารคนบนรถเมล์ตะกี้หายไปไหนกันหมด?

    แม่เจ้า!! แต่รถยังวิ่งเอง ไฟก็ติดๆดับๆอาการรนเข้าแทรกตาแตกวิ่งอยู่บนรถไปมาคนเดียวหลายรอบ นึกอยู่ว่าจะทำไงดีว้า?

    ไม่ได้การแล้วเหมือนคนบ้าใจไม่อยู่กะเนื้อกะตัวเลยตกลงกระโดดลงจากรถเลย...เข้าข้างทางป่ารกทึบสูงชันด้วยดงหญ้าแต่!! รถมันยังวิ่งต่อ!!! มันยิ่งกว่าภาพหลอนขาก็เคล็ดจากการกระโดดเมื่อกี้

    สติเริ่มแตกทันใดนั้น...หางตาก็หันไปเห็นกลุ่มคนมากมายยืนมุงอยู่...สายตาของคนทุกคู่มองมาที่เราคนเดียว...!!!...ราวกลับว่า

    ** บอกเป็นนัย **

     
    เมื่อไหร่ว้า?



























    มึงจะมาช่วยกูเข็น?!

    รถเครื่องดับคร๊าบพี่น้อง!!!  *o*

    .....................................................................................................
    Pяιncєss

     
     

    11*วันของเจ๊

       

    ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๐

    ตะแน่ว...นึกแล้วเชียวว่าต้องมาหา หลังจากที่เจ้าหญิงไปป่วนไว้ งิ

    เมื่อวานมีปาตี้ปล่อยแก่ได้ยินมาว่าย่านรูด 66 ยังไม่ได้ข่าวเจ้าของงานว่าวันนี้ไปทำอะไรมาบ้าง 555+ ตั้งใจว่าเจ้าตัวจะมาเจอเข้าปีนี้ขอให้ มีความสุขมากๆนะจ้า

    ช่วงเวลาที่เราได้รู้จักกันมันทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆ
    แลกเปลี่ยนทัศนคติที่ดีต่อกันและที่สำคัญยังทำให้ได้พบเพื่อนที่จริงใจอีกหนึ่งคน

    คนที่ให้คำแนะนำเวลาเราเกิดปัญหาคนที่อยู่ใกล้เราเวลาที่เศร้า แม้กระทั้งทำให้มีความหวังยามที่ท้อแท้

    มด
    มดเองอาจมองว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยแต่สำหรับเจ้าหญิงว่า เป็นความหมายมากมายมหาศาล

    เราต่างก็มีอะไรคล้ายกันทั้งที่ต่างคนก็ต่างที่มาแต่ดูเหมือนว่าได้อยู่ใกล้กันแค่เอื้อมมือคงจะยังไม่เบื่อใช่มั้ย

    ถ้าจะบอกอีกครั้งว่า "ขอบคุณ" กับทุกสิ่งที่มอบให้

    หากวันนี้อยู่กรุงเทพคงไม่พลาดไปโซนฮิปอย่างแน่นอน
    (ไปเนียนซะงั้น!!)และแล้วช่วงเวลาก็พาตัวเลขมาบวกขึ้นอีกหนึ่งปี(คริ คริ บ้านเราเรียกว่าแก่ กร๊ากกก)

    แหม๋...อยากรู้จริงๆว่ามด มดอยากได้อะไรในปีนี้เป็นพิเศษ (นอกจากให้หงส์แดงได้ถ้วย)

    ก็ขอให้คำอธิษฐานเป็นจริงดังที่ตั้งใจและขอให้ผู้หญิงคนนี้น่ารักตลอดไป

    ไม่ว่าจะวันไหนมด มดก็เป็นคนสำคัญสำหรับเจ้าหญิงเสมอ ขอให้มีความสุขแบบนี้ ทุกวัน

    ถึงแม้เราอาจจะอยู่ไกลกันแต่ก็คิดถึงเหมือนเดิม
    จากนี้ตลอดไปรักนะตะเอง อิ อิ

    p$*มีเพลงหนึ่งอยากให้ฟังคิดว่าคงจะชอบนะจ้า

    ......................................................................

    Princess

     

    10*ลองมองดูสิเออ

    mix.jpg picture by Gobb
     มันเป็นอักษรปริศนา เอาไว้ฮา ยามเปิดดูขำดี ไร้ทางเลือก จิงง่ะ?! คริ คริ ปล.คิดก่อนทำนะคะ

    9*ข้อความที่ไม่ถึงปลายทาง

        

    ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐

    ถึงเธอ...

    อาทิตย์ก่อนแจ็คพ็อตอ่ะพอดีช่างภาพเค้าติดงานซ้อนนายเลยเรียกฉันไปถ่ายแทนไปทะเลสาบ โหย...น้ำงี้สวยขนาด

    ใสกิ๋ง จนเห็นใบไม้ร่วงจมที่ทับทมอยู่ก้นพื้นเลยแหละระหว่างนั่งเรือข้ามฟากมันเงียบเสียจนได้ยินเสียงแมลงร้องอื้ออึงอยู่ทั่วบริเวณ

    ตอนนั้นฉันอยากโทรหาเธอที่เมืองไทยอยากให้ฟังเสียงเหมือนดั่งที่ฉันได้ยินแต่ก็นึกอยู่ในใจว่าถ้าโทรไปเธอจะรับมั้ย?
    ถ้ารับแล้วจะโดนเม้งรึป่าว? รึ? รึ? รึ?
    เออ...นึกเยอะอ่ะสรุปว่ากลัวไม่กล้าโทรหาล่ะกัน

    สักพัก...ก็มาตั้งสติใหม่ทำงานให้เสร็จไอ้ที่เด็ดน่ะมันอยู่ตรงที่ ชั่วโมงกินข้าวมันมีหม้ออะไรสักอย่าง ต้มรวม กันมา หน้าตาก็ไม่ดีนักสักเท่าไหร่แต่ใครเค้าว่ามันสุดยอดเลยกินจ้วงลงไปในหม้อ ทันใดนั้น!! ดันไปเจอ ข้าวโพดหั่นแว่น

    นึกถึงเธอเลยในบัดดลที่เคยสอนฉันไว้ให้เอาตะเกียบทิ่ม
    ตรงแกนกลางข้าวโพดแล้วยกขึ้นมา เอาล่ะ ไม่ต้องรีรอ
    จัดการเลย

    จิ้มไปแล้วยังไม่ทันยกขึ้นมามันก็มีเสียง พลั๊กกก ดังตามมา!! มันคือผ่ามือพิฆาต(จากนายนั่นเอง)ตามมาด้วยเสียงตะวาดกลางวงข้าว"ทำอะไรไร้มารยาท!!ใครสั่งใครสอนให้ใช้ตะเกียบจิ้มอาหาร(ที่นี่เค้าถือ)...และอีกยาว"เหอ นั่งมึนอยู่นาน

    ก็แหม๋ กะจะลองวิชาดันโดนเบรกซะงั้นตรงนี้แหละประเด็นที่ทำให้ฉันคิดถึงเธอไม่รู้เธอจะเป็นอย่างไรบ้างเนอะ

    ป่านนี้ คงได้งานทำตามที่ใจต้องการแล้วมั้งหวังว่าเธอคงได้เจอบริษัทดี ดี งานที่ใช่ และเพื่อนร่วมงานที่น่ารักนะไม่ต้องเหมือนฉันที่เป็นเด็กผู้หญิงจะทำไรแต่ละทีใครใครก็มองว่าไม่มีเกียรติศักดิ์ศรีและความสามมารถเท่าผู้ชาย

    ฉันบอกไปรึยังว่าที่นี่เค้าชาตินิยมสูงฉันมันแค่คนต่างด้าว
    แต่...ไม่เป็นไรตั้งใจทำงานทุกชิ้นออกมาให้มีคุณภาพ
    อยู่แล้วแหละเออ...บอกเธอไปรึยังว่าคนที่เค้าตั้งชื่อให้ฉันใหม่ด้วยน้าเป็นภาษาจีนกลาง

    คิดแล้วก็ขำเค้าเรียกฉันว่า "เจ้าหญิงน้อย" (ขอร้องอย่าทำปากเบี้ยว)ก็ได้มาจากความอินของนางเอกในซีรี่ย์ ของที่นี่  (อย่าพึ่งขำเซ่)ไม่ใช่เค้าชื่นชมในตัวฉันหรอกนะที่เรียก
    "เจ้าหญิงน้อย" แบบนี้ มันมาจากพฤติกรรม รน รน กับความซุ่มซ่ามที่ฉันเป็นนะสิมันเหมือนคำแดกดันกันมากกว่าคำชม

    แต่นั่นก็ OK นะรับได้ ตอนนี้ก็ชินแล้วแหละ ฮ่า ฮ่า

    มีเรื่องมากมายหลายอย่างอยากจะเล่าให้เธอฟังอยากจะส่งรูปไปให้อยากจะคุยด้วยอยากจะเขียนจดหมายไปหาแต่ก็กลัวอีกนั่นแหละว่าเธอคงไม่อยากเปิดอ่านรับรู้เรื่องราวของฉัน

    เฮ้อ...พูดไปแล้วก็เศร้าเขียนไปก็เครียดช่างมันเหอะจริงแล้ว ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ามันไม่ได้สำคัญตรงที่เธอจะได้อ่านข้อความของฉันรึไม่

    แต่มันอยู่ที่ความรู้สึกของฉันขณะเขียนถึงเธอต่างหาก และก็คงทำได้แต่เขียนข้อความนี้ที่ส่งไปไม่ถึงปลายทาง

    ไม่เคยรู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเราสองคนฉันมานั่งทบทวนกับเรื่องราวที่ผ่านมาหาสาเหตุที่ทำให้เราห่างเหินแต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ

    เธอคงยังไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ฉันมีให้เพิ่มขึ้นทุกวันอาจเป็นเพราะครั้งที่ฉันแย่ที่สุดในชีวิตเธอทำให้ฉันได้คิดและตัดสินใจเลือกที่จะอยู่ต่อเดินไปข้างหน้าแต่มันจะมีความหมายได้แค่ไหน ที่ฉันไม่มีเธอเหมือนก่อน

    เรื่องราวที่เกิดขึ้นฉันคงทำได้แค่เพียงเก็บเธอไว้ข้างในให้ลึกสุดใจถึงแม้นจะไม่ได้มีโอกาสได้พูดคุยพบหน้าแต่อยากให้รู้ว่าฉันยังคิดถึงเธอเช่นเดิมเหมือนที่เคยไม่เปลี่ยนไป ไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ไหนใจของฉันจะอยู่กับเธอ

    ถึงแม้จะไม่ได้มีโอกาสเป็นคนรักเป็นเพื่อนเป็นน้องหรือกระทั่งคนรู้จักสำหรับเธอก็ดีใจนะที่ครั้งหนึ่งเราได้พบกัน

    ตอนนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนบ้านใครเค้าก็เตรียมงานกันใหญ่ มีขนมโก๋ขนมไหว้พระจันทร์ขายกันให้รึ่ม(กินเผื่อเธอด้วยล่ะ)หากวันนี้ฉันได้พบเธอก็คงขนของอร่อยมาให้ชิม

    เหมือนเดิมนั่นแหละช่วงที่เป็นเทศกาลเค้าก็จะฉลองกันเต็มที่ มันทำให้พนักงานอย่างฉันได้ผลพลอยได้ไปด้วยมีขนมให้กินกัน เปรม โอ้ววว แต่ก็แปลกพักนี้ฉันน้ำหนักลดลงทั้งที่เขมือบซะทุกอย่างแต่มันก็ไม่อ้วนเลยแหะรับรองถ้าเธอเห็นฉันคราวนี้ คงจำกันไม่ได้แน่เลย คริ คริ

    เธอคงไม่รู้ว่าฉันเปลี่ยนไปจากเดิมแค่ไหนเวลาที่นี่ผ่านไปเร็วทุกวันจิตใจของฉันก็เติบโตเช่นเวลา อดีต ความทรงจำที่เคยทำให้ฉันช้ำแทบบ้าจากช่วงวิกฤตที่โถมเข้าใส่การตายจาก การพลัดพราก ความผิดหวัง ท้อแท้ หาทางออกไม่ได้
    ได้แต่พรำ เพ้อ กับคนที่ไม่มีตัวตนแล้วและก็รับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้มันได้ผ่านไป

    ฉันพยายามเป็นคนใหม่ทำใจให้ยอมรับมัน ก็นะ คงทำได้เท่านี้ เธอว่ามั้ยก็ได้แต่หวังว่าบาดแผลในใจของฉันคงจะจางหายไปในสักวัน เนอะ

    อ่า...ตอนนี้ต้องไปแล้วแหละคงต้องเดินทางไกลเก็บกระเป๋าแบ็คแพ็คแว้ว ไปต้าลี่ อีกหลายวัน เทคแคร์นะจ้า บาย

    .........................................................................

    จากเจ้าหญิง



     
     

    8*รองเท้าส้นสูง กะกางเกงใน

     

     

     

     

     

     

       

     

    .

    หลังจากประชุมเสร็จก็สรุปคอนเส็ปโปรเจ็คและแจกตารางเวลาตกลง...ฉันได้งานนี้จริงหรอนี่(ยกระดับเด็กจัดไฟมาเป็นช่างภาพเต็มตัว) ราจะได้งานเปิดสินค้าตัวใหม่กัน เน้นความเซ็กซี่
    แค่นี้เองโลเคชั่นที่ใช้เป็นสตูดิโอ้ สัก 80% ได้    

    โฮะ งานหมู หมู เรานัดกับครีเอทีฟไว้ก่อนถ่ายชั่วโมงนึง เค้าเป็นคนเมกันพูดภาษาอื่นไม่ได้เลยนอกจากภาษาแม่มัน ฉันเองก็ค่อนข้างโง่แต่ไม่เป็นไรฟังเข้าใจก็พออาทไดโผล่มาบอกอยากได้ภาพลักษณ์สิ้นค้าให้ดึงดูดใจผู้ที่ใช้และผู้พบเห็น

    พอเดินเข้าไปหานางแบบ เง้ยยย ตกใจ!! ไรฟร่ะ ก็ไม่มีนางแบบนะเซ่!!...แต่...เห็นนายแบบแทน แต่...เออ...จะพูดไงดี คือเค้าไม่ใส่อะไรเลยอ่า

    โห่...ของขึ้น(อารมณ์เสียค่ะ ไม่ใช่อย่างอื่นขึ้น อย่าคิดลึก)
    "เดี๋ยวนะ นี่มันอะไรกัน"

    เดินเข้าไปคุยกับอาทไดตัวต่อตัว

    "เฮ้ย ไหนบอกว่าให้เรามาถ่ายสินค้าไงแล้วไหนล่ะ ตกลงมีใครเข้าใจอะไรผิดรึป่าว?" อาทไดบอก

    "ก็ใช่ไงเนี่ยถ่ายแบบชุดชั้นใน คืองี้ ทางเค้าได้ถ่ายตัวสินค้าไปแล้วรอบนึง ที่นี้ ภาพที่ออกมามันยังไม่สวยพอนายแบบหล่อ แต่เชฟไม่ดีอยากเพอแฟ็กเลยต้องรีทัชวันนี้เลยจำเป็นต้องหานายแบบหุ่นเฟิร์มมาถ่ายแทน"

    ไรเนี่ยแล้วทำไมตอนประชุมถึงไม่มีใครพูดเรื่องนี้กันเลยสักคน

    รึว่านายกำลังทดสอบความสามารถของฉันอยู่? รึว่าลูกค้าอยากได้มุมองใหม่ๆเลยเลือกฉันเป็นคนมาถ่ายทอดอารมณ์? รึว่านี่คือการประสารงานที่ผิดพลาด? มันเกิดอะไรขึ้น?

    ว่าด้วยเรื่องนูด เนี่ย...ฉันก็ไม่ได้กระดากใจในการถ่ายหรอก
    แหม๋ ... พื้นฐานของเด็กศิลปกรรมทุกคนต้องผ่านการดอลอิ้ง ฟิกเกอร์ กันมาทั้งนั้นจริงมั้ย?

    สมัยเรียนอาจารย์ประจำวิชารึบ้างก็พวกเรากันเองลงขันไปหาแบบมาวาดกัน อั่นแน่ อย่ายิ้มกลุ้มกริ่ม กิ้ว ก๊าว อย่างนั้นไม่ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดหรอกนะ 

    เด็กมศว ทุกคนจะถูกอบรมและสั่งสอนเหมือนกันทุกรุ่นว่าให้เราเคารพผู้ที่มาเป็นแบบด้วยความศรัทธาและให้เกียรติเสมือนดั่งว่าท่านนั้นคืออาจารย์คนหนึ่งเลยก็ว่าได้

    ไม่ว่าภูมิหลังหรืออาชีพที่ท่านเป็นในวันธรรมดานั้นจะทำอะไร?จะเป็นใคร? อยู่ที่ไหน? ก็ตามแต่

    นิสิตทุกคนไม่มีสิทธิที่จะแตะตัว รึสัมผัส รึพูดจาหยอกล้อเสียดสี กระทั้งลวนลามใด นั่นคือจิตสำนึกพื้นฐานที่เราในรั้วมศว ทุกคนพึงมี

    ฉันคือหนึ่งในนั้นที่ผ่านการดอลอิ้งมาอย่าหนักเพราะฉะนั้นการถ่ายนูดครั้งนี้มันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกแตกต่างจากการวาดฟิกเกอร์ในครั้งนั้นเท่าไร

    แต่ประเด็นมันอยู่ในใจฉันต่างหากล่ะคือฉันกลัว กลัวว่าจะถ่ายงานออกมาไม่เป็นที่พอใจให้กับลูกค้า กลัวจะทำให้บริษัทที่ฉันทำงานอยู่นั้นผิดหวัง กลัวกระทั่งความสามารของตัวเองว่าจะทำได้ไม่ดีพอกลัวไปหมดจิตใจของฉันตอนนั้น เต้นรัวและเม็ดเหงื่อก็เริ่มผุดออกมาจากหัวเต็มไปหมด

    บ่ายสามโมงต้องเริ่มถ่ายกันจริงๆแล้วเหลือเวลาไม่ถึง 5 นาที เลยเข้าไปเรียบๆเคียงๆกับนายแบบเค้าดูประหม่าไม่ต่างจากฉันเช่นกัน เอาละสิ!! นายแบบก็ใหม่ ช่างภาพก็ใหม่ สงสัยว่าจะพากันล่มละงานนี้ ช่วงเวลาที่คิดอยู่ว่าจะทำยังไงดีที่จะลดอาการประหม่าของเราทั้งคู่ลงโดยเร็ว

    เสียงตะโกนดังโหวเหวกไล่เด็กจัดไฟไปประจำที่ก็ดังมาจากครีเอทีฟทันทีที่จบลงทุกคนประจำตำแหน่งนายแบบยืนอยู่ตรงกลางเซนจูรี่ตัวเปลือยเปล่า

    ส่วนฉันนะหรอก็กำลังมองผ่านเข้าไปในเลนส์และเริ่มรัวชัตเตอร์อย่างไม่มีสมาธิเล๊ย...ให้ตายเถอะ ยิงไปพันกว่าช็อต

    เชื่อมั้ย!! มานั่งดูกันงี้มันไม่มีภาพไหนที่คิดว่าจะใช้ได้เลยสักรูป

    เฮ้อ...ครีเอทีฟเริ่มถอนหายใจไม่นานก็ตามมาด้วยเสียงของ
    อาทไดอีกคน...

    เงียบไปสักครู่

    ก็พิจารณาตัวเองได้ถ้าจะพยายามยัดเยียดขายงานคงเรียกได้ว่า แถ ใช่มั้ยในเมื่อภาพมันออกมาไม่ดีเลยเลยตัดสินใจพักกองชั่วโมงนึงมันดึกมากแล้วทุกคนเหนื่อยและล้าจนเห็นได้ชัด

    ออกไปนั่งดูรูปอยู่คนเดียวเงียบๆที่เทอเร้นแล้วอารมณ์มันก็พาไปนึกถึงครั้งแรกที่หัดใส่รองเท้าส้นสูง งงละสิ!? ว่าเกี่ยวไรกัน แหม๋ ถ้าใครไม่เคยใส่มันไม่มีทางรู้หรอกว่าความรู้สึกสุดยอดจริงๆ

    ผู้หญิงร้อยละ 99% ต้องเคยผ่านการหัดเดินบนร้องเท้าส้นสูงมาแล้วทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและโอกาสของแต่ละคนว่าจะต้องเริ่มกับมันเมื่อไหร่

    ฉันหน่ะช้าหน่อยมาเริ่มหัดใส่ก่อนรับปริญญาไม่กี่วันคือฉันเองเป็นคนสูงโครงสร้างใหญ่มาแต่ไหนแต่ไรแล้วเลยไม่ได้เห็นความสำคัญกับการใส่ส้นสูงเท่าไหร่

    จนมาวันที่คณะได้มีประกาศให้นิสิตหญิงได้รับทราบเกี่ยวกับ เครื่องแบบของชุดเข้ารับพระราชปริญญาบัตรว่าต้องมีส้นสูงสามนิ้วด้วย โอ้ววว สามนิ้ว ไม่ผิดหรอกคนที่ใส่ผ้าใบมาตลอดชีวิต ต้องมายืนอยู่บนส้นสามนิ้วนี่นะ

    โห่มันพูดไม่ถูกเลย คนไม่เคยใส่ต้องมาหัดเดินกับรองเท้าบ้านี่ เดินเช้าจรดเย็นเล่นเอามีน้ำตาเล็ดเลยทีเดียว ถอดออกมางี้ บวมแดง และมันพอง สุดยอด ยิ่งช่วงนั้นน้ำหนักแยะด้วยเกือบ 80 โลได้ ความเจ็บปวดมันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเลยแหละจากแรงกดของตัวลงสู่เท้า 

    แต่เชื่อมั้ยช่วงเวลาพระราชทานปริญญาบัตรในวันนั้นฉันเดินตลอดวันมันไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเหลืออยู่เลย มีแต่ความอิ่มเอิบและความสุขแม้กระทั้งช่วงเวลาที่ถึงบ้านแล้วก็ตาม

    เท้ามันยังบวมอยู่นะแต่ความสุขใจในวันนั้นมันลบลืมความเจ็บออกไปหมดเลย

    เท่านั้นแหละ คิดได้เลยกลับมาถ่ายต่ออีกรอบด้วยความมั่นใจเกินร้อย(แต่คนเดียวนะ)เรียกกองเริ่มถ่ายรอบสองทีนี้ทุกคนเข้าประจำที่ครับแต่ฉันไม่ได้อยู่กับกล้องหรอกมายืนทำจิ๊จะหยอกล้อกับนายแบบ ทุกคนเริ่มมอง(คงคิดอ่ะ ว่าจ้างยัยนี่มาทำอะไร)

    นายแบบเริ่มคุยกับฉันมาขึ้นอาการเกร็งก็ลดลงเมาส์กันมาเรื่อยๆสัก 15 นาทีได้เลยหันไปคว้ากล้องมาถ่ายไปเมาส์ไปถ่ายไป
    หนุกหนาน

    ที่นี้ดันเหลือบไปเห็นเหงื่อของนายแบบมันไหลย้อยจนตัวเค้าชื้นไปหมดเลย ได้ไอเดียให้พี่แกไปอาบน้ำซะเลยถ่ายตอนตัวเปียกๆนี่แหละมันได้รีเฟล็กซ์ตอนแสงไฟกระทบกับน้ำบนตัวมันค่อนข้างสวยนะเน้นพวกมัดกล้ามตรงซิกแพ็คงี้ชัดเลย มันวาบเลย (เออ สวยว่ะ)รอบนี้ถ่ายไม่แยะแต่รูปที่ออกมาฉันว่ามันโดนทุกรูป

    ครีเอทีฟที่เมื่อกี้นั่งเซ็งเริ่มยิ้มครับแล้วก็เดินจ้ำอ้าวๆมาหาเลยบอกว่า "ภาพ ซวยมากๆ" (พยายามพูดไทย แต่ไม่ชัด เลยได้สำเนียงแบบนี้) โห่ ... ฉันงี้ยิ้มหน้าบานเป็นกระด้งได้ นี่ถือเป็นการเริ่มต้นนะ ยังต้องผ่านอะไรอีกมากมาย ยังไงตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า ถ้ามีความสุขกับการทำงานก็ไม่มี ปัญหาไหนที่แก้ไม่ได้หรอก

    เอ๊า...พรสวรรค์มันไม่มันเท่าพรแสวงหรอก 555+ เจ้าหญิงทำได้อยู่แล้ว เนอะ อิอิ

    ............................................................................

    princess

     
     

    7*เธอ กะ ฉัน

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    เธอ กะ ฉัน? 
     

    ตื่นสายหลับไม่ตรงเวลาเป็นอาจิน :เธอ

    นอนดึกตื่นเช้าจนชิน :ฉัน

    ว่าด้วยเรื่องกินก็เน้นรสจั๊ดจัด :เธอ

    ข้าวผัดที่ใส่พริกก็ว่าเผ็ดแล้ว :ฉัน

    กินเหล้าเมามาย :เธอ

    กินขนมเมามัน ฮิ :ฉัน

    อ้วนขึ้น อู้วว :เธอ

    ผอมลง โอ้วว :ฉัน

    เสียงดี๊ดีเวลาร้องเพลง :เธอ

    ตะโกนร้องเสียงหลง :ฉัน

    หนังชอบดูจังดราม่าเนี๊ยะดูแล้วก็อิน :เธอ

    ตลกสิฮาเอามันส์(แล้วมันจะไปกันได้มะเนี่ย) :ฉัน

    ที่มีคนพลุกพล่าน :เธอ

    ทะเล(ที่ไม่ใช่หน้าทัวลง) :ฉัน

    แต่งตัวด้วยคัลเล่อร์ฟูลสีชมพูนี่ขยันใส่จัง :เธอ

    สีขาวเสื้อผ้าเบาสบาย :ฉัน

    จะทำอะไรแต่ละทีก็เนิบ...เสียจนชักช้า :เธอ

    ไฮเปอร์ บ้าพลัง :ฉัน

    ไม่ดิ้นรนไม่แคร์ เงินแม่ก็กินสบายไปทั้งชาติแล้ว :เธอ

    ปากกัดตีนถีบกระเสือกกระสนก็ไม่เกิดมาบนกองเงิน :ฉัน

    ไม่เคยพูดีกันสักครั้งปากยาวอย่างกะอะไร เอ๊ะ!! :เธอ

    เถียงไปข้างๆคูๆ :ฉัน

    เวลาโกรธใครชอบเอาคืน :เธอ

    สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม :ฉัน

    กลัว...ไม่บอกหรอกเดี๋ยวคนอื่นรู้(ก็ซ่อนความกลัวไว้ อ่าว!!) :เธอ

    ฟ้าร้องยันแมวกัดกันยังทนไม่ได้ :ฉัน

    ภายนอกร้ายเหลือทนแต่ใจเปราะบางนะตัวเอง :เธอ

    เป็นอย่างนี้ทุกวันทำเป็นไม่เข้าใจ :ฉัน

    จมความเศร้าแล้วก็เก็บอยู่ในใจตลอดไป :เธอ

    เมตตาธรรมค้ำจุนโลก :ฉัน

    ความรักเห็นฉันเป็นตัวเลือกหนึ่ง :เธอ

    ยังซึ้งกับความรู้ดีๆกับที่เธอมีให้(ว้าย) :ฉัน

    เธอไม่เคยบอกรักฉันสักคำ

    แล้วทำไมเธอถึงทำว่ามีความรู้สึกดีเมื่อมีฉัน

    คิดยังไง?

    ...แค่บอกกับฉันสักคำ...

    อยากให้ความรู้สึกที่เรามีให้กัน

    กลับมาเป็นเหมือนเดิม

    หรืออาจเพราะ เราเหมือนขาวกับดำที่เข้ากันไม่ได้

    เลยต้องห่างกันไกล

    ฉันรอเธอมาตลอดไม่ใช่ต้องการ "คำว่ารัก"

    แต่อยากทำ "ความเข้าใจ" ระหว่างเราให้มากขึ้น

    อย่างน้อยหากเธอยังคุยกับฉัน

    เราคงเข้าใจว่าทำไมถึงต้องห่างกัน

    ฉันไม่เคยคิดร้ายและทำลายเธอ

    แต่เธอมองฉันเหมือนคนแปลกหน้า

    ที่คอยจะหาประโยชน์ใส่ตัว

    ฉันเป็นอย่างนั้นจริงรึในสายตา

    จนวันนี้ ... คงต้องจำใจไปจากเธอ

    ซึ้ง งึง งึง อยู่คนเดียว  o(╥﹏╥) ทำไปด้ายย 

    ...........................................................
    Princess

     

     

     

    6*Delite by Boyd Kosiyabong

     

              

    ศิลปิน: Boyd Kosiyabong

    อัลบั้ม: Delite

    เนื้อเพลง: Delite

    สิ่งที่ใจฉันจะบอกและอยากจะให้ฟัง อยากให้เธอรับรู้บ้าง ฉันเองคิดเช่นไร
    อยากให้มือฉันสัมผัส และอยากจะชิดไกล้ อยากได้ฟังเสียงของหัวใจ
    เป็นวินาทีที่จะมีสิ่งสวยงาม ถือกำเนิด ประดูชีวิตใหม่ ก็พร้อมที่จะเปิด
    ให้ได้รับรู้สิ่งต่าง ต่างว่าฉันนั้นยอมทุก ทุกอย่าง เพื่อรอวันนี้
    ให้เกิดขึ้นเสียที

    เมฆสีครามรอเธออยู่ ที่ขอบฟ้าไกล ห้วงทะเลยังกว้างใหญ่ และรอเธอทุกวัน
    แดดนั้นรอให้ไออุ่น ไม่ต่างจากรักฉัน ดอกไว้งามก็เช่นกัน

    รอวินาทีที่จะมีสิ่งสวยงาม ถือกำเนิด ประดูชีวิตใหม่ ก็พร้อมที่จะเปิด
    ให้ได้รับรู้สิ่งต่าง ต่างว่าฉันนั้นยอมทุก ทุกอย่าง เพื่อรอวันนี้
    ให้เกิดขึ้นเสียที

    และต่อจากนี้ไป เธอคงต้องเจออะไรอีก อย่างมากมาย
    แต่อย่ากลัวเพราะฉันจะอยู่ คอยเฝ้ามองและเคียงคู่ ป้องกัน
    ไม่ให้ใครมาทำร้าย

    เป็นวินาทีที่จะมีสิ่งสวยงาม ถือกำเนิด ประดูชีวิตใหม่ ก็พร้อมที่จะเปิด
    ให้ได้รับรู้สิ่งต่าง ต่างว่าฉันนั้นยอมทุก ทุกอย่าง
    เพื่อเธอ คนนี้ ให้มาถึงเสียที เธอที่แสนดี ที่สุดที่ฉันมี

     

    5*My Portfolio

          

    4*What're Ü doing

     

     

     

       

    16 เพื่อนรัก 16  says:
    hiห้องน้ำที่ปักกิ่งสะอาดมั้ย?

    Pяιncєss 17

    says:

    ก็ดีกว่าลี่เจียงแยะเลยน้า :D

    16 เพื่อนรัก 16  says:

    แล้วยังนอนออฟฟิศอยู่ป่าวอ่ะพักผ่อนบ้าง
    อย่าทำงานหนักเกินไปนะ


    Pяιncєss 17 says:

    อืม...ยังนอนออฟฟิศอยู่เลยห้องก็ปล่อยไว้หนอนขึ้นแว้ว

    16 เพื่อนรัก 16  says: 

    โอ้ววว ... ห้องเน่า!!แล้วงี้ช่วงโอลิมปิก
    ที่เจ้าหญิงจะให้เซ้งห้องต่อจะทำยังงายยย


    Pяιncєss
    17
    says:

    ปีนี้มันยัง 50 ไม่ใช่รึ? แล้ว... เออ...
    จะมาตื่นเต้นทามมายคร๊าบบบ อะ ฮ่ะ เหอ เหออ

    16 เพื่อนรัก 16  says:

    แล้วเพื่อนคนไทยที่นั่นเป็นไงมั่งตัวเอง?

    Pяιncєss 17 says:

    *0* โอ้ววว เรื่องมันเศร้ามีอยู่ 3 คน
    แยกกันไปคนละแผนกวันๆ
    แทบไม่ได้คุยภาษาไทยกับใคร

    ใช้ภาษากลาง 7 ภาษา ภาษาถิ่น อีกก่า 40

    วันหนั่งมึน ที่ต้องมานั่งฟังคนคุยเรื่องเดียวกัน
    แต่ใช้ 7 สำเนียง
    ขนาดกินข้าวแต่ละทีเหมือนเล่นลิเกเลยอะตัว

    คุยกับเจ๊แล้วเครียด ชี้โบ้ชี้เบ้ให้ยุ่ง
    สั่งบะหมี่ได้หมี่ สั่งน้ำได้แห้ง
    o

    16 เพื่อนรัก 16  says:

    555 พูดซะเห็นภาพเลยเหงาเลยอ่ะดิ๊
    ไงล่ะ...ไปอยู่ที่นั้นคนเดียว กิ้วว

    Pяιncєss 17 says:

    โห่...อย่างเบื่อช่วงว่างมานั่งแชทกะตัวเองไง 555


    16 เพื่อนรัก 16  says: 

    .............................

    Pяιncєss 17 says:

    5 5 5 5 5

    16 เพื่อนรัก 16  says:

    .............................

    Pяιncєss 17 says:

    ...!!!...ไม่มีสัญญานตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก  -..-"

    .................5 นาทีผ่านไป..............

    ..........และแล้วเพื่อนก็ตึ๊งตึงมา........

    16 เพื่อนรัก 16  says:

    เจ้าหญิง เจ้าหญิง งิ๊ง งิ๊ง

    Pяιncєss 17 says:

    (ลุ้นอยู่ว่าจะพูดอะไรให้ชื่นใจ หุ หุ)

    16 เพื่อนรัก 16  says:

    ตอนนี้เมืองไทยเข้ายูทูปได้แล้วนะ
    เค้าปลดบล็อกหมดแล้วหลังจากที่มันออกมาขอโทษ
    เสริทหาเพลงได้ง่ายกว่าเดิม


    Pяιncєss

    17
    says:

    (หมดกันนึกว่าเรื่องอะไร อ่า)

    Pяιncєss 17 says:

    ปล*แล้วบทสนทนาบน MSN ก็ได้จบลงในประ
    เด็น "ยูทูป ใช้ได้แล้ว" ในประการละชะนี้
    แล 


     

     

     

     

     

     

     
     

    3*แค่อยากรู้...เธอยังไม่ลืมฉัน

       

    August 20, 2007

    Piglet sidled up to Pooh from behind.
    "Pooh!" he whispered.

    "Yes, Piglet?"

    " N o t h i n g." said Piglet, talking Pooh's paw.

    "I just wanted to be sure of you."

    ภาพมิตรภาพแสนซื่อขณะที่พิกเล็ทเดินตามหมีพูห์ไปต้อยๆ 
     
    รอยเท้าคู่เล็กๆย่ำไปบนหิมะเคียงข้างกับรอยเท้าของพูห์ไปตลอดทาง
     
    เป็นความอบอุ่นในหัวใจที่ทั้งสองทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง
     
    ทั้งคู่คงเดินมาด้วยกันนานพอสมควรและคงไม่ได้คุยอะไรกันเลย
     
    พิกเล็ทเลยจ้อง"ขอเสียง" ด้วยการเรียกพูห์ 
     
    เมื่อพูห์ขานรับและถามกลับว่า "มีอะไรหรือพิกเล็ท"
     
    พิกเล็ทกลับเกาะมือพูห์ไว้ก่อนตอบว่า
     
    "เปล่า ไม่มีอะไร แค่อยากมั่นใจว่าเราเดินมาด้วยกันเท่านั้นเอง"
     
    ภาพนี้ ถ้อยสนทนานี้ เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งสังเกตไหมว่าพูห์เดินนำหน้า
     
    ควรเป็นพูห์หรือเปล่าที่น่าจะเป็นฝ่าย "ขอเสียง" พิกเล็ท ว่ายังเดินตามตัวเองมาหรือไม่
     
    นั้นหมายถึงว่าเป็นความกังวลในใจพิกเล็ทเองที่เกรงว่าพูห์จะลืมเพื่อนตัวเล็กๆอย่างเขา
     
    ในชีวิตเราทุกคนคงเคยผ่านพบมิตรภาพที่แสนดี
     
    แต่มีกี่คนที่รักษามันไว้ได้มั่นคงไม่หวั่นไหว
     
    วันคืนแห่งชีวิตกลืนกินและฉุดดึงเรารุดไป
     
     หันกลับมามองข้างหลังอีกทีอาจจะเศร้าใจ
     
     หากพบว่าคนที่เราไว้ใจ...ไม่มีใครเดินตามเรามาอีกแล้ว
     
     ไม่อยากเดินข้างหน้าเพราะเกรงว่าฉันจะลืมเธอ
     
     ไม่อยากเดินตามหลังเช่นกันกลัวตามไม่ทันกลัวเธอทำฉันหล่นหาย
     
     อยากให้เราเดินเคียงกันไปอยากอุ่นใจมั่นใจ
     
     ว่าตลอดการเดินทางชีวิตอันยาวไกล...เรายังมีกันและกันไปตลอดทาง

     
                                                                                                        ปลาย  พันแสง

    2*Chang

       

    16 สิงหา 2550

    ย้อนเวลากลับไปได้จะเลือกมาอยู่ที่นี่มั้ย?
    คำตอบยังคงเหมือนเดิม "อ่ะ แน่นอน"

    ทุกวันนี้มีความสุขดีรึ?
    "........................."

    แล้วทำไมยังยืนอยู่ตรงนี้หล่ะ?
    "ก็กลัวผิดหวัง กลัวความจริงนะสิ"

    เลยตัดสินใจที่จะหนีทุกสิ่งทุกอย่างมา
    ก็รู้นะว่าไม่ถูกต้อง
    แล้วจะให้ทำยังไงล่ะมัน...ไม่มีทางออก

    ได้แค่วิ่งชนกำแพงซ้ำๆ(เจ็บตัว)

    ถ้าวันหนึ่งเราเข้มแข็งพอค่อยกลับไปเผชิญความจริง

    ส่วนวันนี้ถ้าได้คุยภาษาไทยกับใครสักคนก็พอแล้ว
    ไม่ต้องการอะไรมาก(เดี๋ยวกลับบ้านไปเป็นใบ้แย่เลย)

    ชีวิต ก็ชอบเล่นตลกกับเราเสมอ นำพาแบบทดสอบให้เราได้เรียนรู้ ยิ่งผ่านบททดสอบมาก ก็ได้เรียนรู้เยอะให้เราโตขึ้น

    ได้แต่หวังนะว่าสักวันชีวิตจะไม่นำพาการ "เปลี่ยนแปลง" 

    ไม่ต้องเจ็บปวดมากไปกว่าวันนี้
    แล้วใครจะรู้ละวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ใช่มะ?
    มันก็ต้องให้เวลากับทุกอย่างนั่นแหล่ะเป็นตัวช่วย
    ตอนนี้ก็ได้แต่ทำใจ

    ให้ยอมรับกับสิ่งที่เลือกแล้ว
    ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย
    ต้องยอมรับมัน

    อย่า รื้อฟื้น

    อย่า ทำให้ตัวเองเสียใจ

    อย่า ไปคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา

    ให้มันจบไปกับเมื่อวาน

    "ไม่มีใครเปลี่ยนอดีตได้ จำไว้ว่าจะไม่มีคนเดิมอีก"