๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
ประกาศตามหาคนเล่น iclone โปรแกรม 3D หน้าตาแบบนี้เด๊ะเลย ตอนนี้กำลังคลั่งหาคนช่วยแนะนำการใช้งาน เนื่องมาจากปีที่แล้วเลยลงได้ ก็ไปซื้อแผ่นมาจากที่เรารู้กันอ่ะนะ พอสักพัก ระบบมันออกมาป้องกันคนเล่นแผ่นผี เลยน็อคค่า ... ท่านผู้ชม
อยากทราบว่ามีวิธีแครกแผ่นมั้ยใครทำได้ช่วยสอนข้าน้อยนี้ที จะเป็นพระคุณอย่างสูง หากไม่มีทางออกจริงๆใครพอทราบราคาโปรแกรม (จริง) ช่วยบอกกันหน่อยน้า แล้วเค้าซื้อกันที่ไหน อยากได้มั่กๆ
มานั่งนึกดู ... ก็มีเรื่องเล่าให้ฟัง มันก็ไม่ได้สำคัญอะไร แต่มาเขียนเอาไว้เป็นเมมโมรี่ให้ตัวเองเล่นๆ
วันนี้ของปีที่แล้วเคยเดินอยู่บนสะพานพระราม 8 คิดจะทิ้งตัวดิ่งสู่เจ๊าพระยาให้ รู้แล้วรู้รอด ขณะที่กำลังก้าวขาออกจากรั้วสะพานก็มีเสียง "ตั๊ด ... ตี้ดา" ดังมาจากมือถือ
"สาดดด นี่กูกดจนมือจะปูดแล้วนะมึง พึ่งจะรับ ทำเหี้ยไรอยู่วะ" อารมณ์แซดหายไปค่ะ
กลายเป็นเครียดจากคำทักทายแทน "ไร ... ว่ามา" เสียงเหนื่อยๆตอบออกไป
"เออพอดีกูรับงานไว้ว่ะ แต่ไอ้เหี้ยกราฟฟิกที่จ้างมันเชิด ได้เงินแล้วหนีหน้าหายไม่ส่งงาน พอมีเวลาช่วยกูหน่อยได้มั้ยวะ ตอนนี้กูอยู่หนามหลวง" เราคุยกันสักแป๊บค่ะ แล้วเหลือบไปดูนาฬิกา ตีสอง ไม่นานเจคอปก็เลี้ยวรถมารับที่ตีนสะพาน
ทันทีที่มองหน้าเราก็รู้เลยว่าเจ้าหญิงไม่สบายใจ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย นั่งเผางานตั้งแต่ตีสาม กว่าจะเสร็จทำเทสซิ่ง ส่งลูกค้าตอนบ่ายสาม ไม่ได้นอนกันเลยทั้งคู่ ข้าวก็ยังไม่ได้กิน น้ำก็ยังไม่ได้อาบ หน้ามันเยิ้ม
หลังจากส่งงานให้ลูกค้าเป็นที่เรียบร้อย ตามันก็ลอย สมองก็เบลอ เหมือนมีเสียงวิ้ง วิ้ง ดังอยูในหูตลอดเวลา ไม่นาน "เฮ้ย ... มึง เป็นไรป่าววะ? ดูไม่ดีตั้งแต่กูเจอหน้า"
"ป่าว ไม่มีไร" เสียงเบาๆพูดออกไป
เพียงเท่านี้เพื่อนคนนี้ ก็รู้ทันทีว่าจิตใจของเรากำลังเศร้าและทุกข์ระทม ตั้งแต่ที่วินาทีสิ้นเสียงพูดประโยคสุดท้ายได้จบลง เจคอปก็ไม่ได้ไปไหนเลยค่ะ นั่งอยู่หน้าพวงมาลัยเปิดเพลงคลื่นกรีนเวฟ แล้วเราก็นั่งอยู่ในรถอยู่อย่างนั้น จำได้แค่ว่า มองออกไปนอกหน้าต่างแบบเลื่อนลอยไม่มีจุดหมายจนฟ้ามืดลง ทั้งที่ไม่ได้นอนกันมาทั้งคืน แต่เจคอปก็ไม่หาวให้เราเห็น
"เฮ้ย ... วันนี้กินไรดีวะ กูหิวและมึงหิวมั้ย?"
"อืม" ตกลงไปหาบุฟเฟ่ ขเมือบกันแบบร้านแทบล่มจมกันเลยก็ว่าได้ หลังจากที่มาส่งเราที่หน้าอพาตเม้นต์ โดยที่ไม่ถามอะไรเลยตลอดทาง กลับตะโกนออกมาจากรถ ตอนเรากำลังเดินขึ้นตึกว่า "เดี๋ยวพรุ่งนี้กูโทรหา แล้วเจอกันนะมึง"
จากวันนั้นจนวันนี้ผ่านมาหนึ่งปีนึงพอดี ยืนมองกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาทุกวัน มีคนมากมาย เดินเข้ามาชื่นชมกับผลงานที่ถ่ายทอดออกไปในแต่ละครั้ง บางคนมาแสดงความยินดีกับตำแหน่งหน้าที่การงาน เค้าเห็นแค่เปลือกค่ะ
ไม่เคยรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในอดีต บางคนเค้าอิจฉาเรานะ บ้างก็ว่า เจ้าหญิงนี่ช่างโชคดีน้า ที่เดินทางมาคว้าเงินดอล์ล่าที่นี่ ท่าจะรวยและ บ้างก็อิจฉาที่เราได้เป็นเมเนเจอร์เพียงอายุเท่านี้
เฮ้อ ... คนเราก็มักจะตัดสินจากรูปลักษณ์ที่เห็นภายนอก พวกเค้าเหล่านั้นคงไม่รู้หลอกว่ากว่า กว่าจะมีวันนี้ มันพบกับเรื่องราวอะไรมาบ้าง?
เชื่อมั้ย! ว่าสมัยเรียนออกไปรับจ๊อบ ได้ช.ม.ละ 24 บาท ทำไปเลยทั้งอาทิตย์ ได้ตังมากสุด
ก็พันเห็นจะได้ เรียนทั้งวันพอเลิกเมื่อไหร่ไม่เคยได้ไปสังสรรค์กับใคร
มุ่งหน้าไปร้านทำทุกอย่าที่นายใช้ พอเรียนจบมาก็เดินหางานจนรองเท้าสึกนี่ไม่ได้พูดเล่นนะ เรื่องจริง
ออกแต่เช้าเข้าบริษัทนู้น ออกบริษัทนี้ เมื่อก่อนไม่มีมือถือใช้ด้วยโทรตู้อย่างเดียว เวลาติดต่อใครแต่ละที ต้องพกเหรียญเผื่อเป็นกำมือ ตกงานที 7-8 เดือน แต่หลังจากจบไม่เคยแบบมือขอเงินป๋ากะแม่ใช้อีกเลย รายได้ที่มาก็จากการเป็นลูกจ้างพาตทามเช่นเดิม
เริ่มมาได้งานร้านอัดรูป ได้ทำเป็นกราฟฟิกนิดๆหน่อยไฟล์ไม่กี่ k ทำหน้าเนียนลบสิวฝ้า ลบหน้ามัน จากปลายวาค่อม ทำกันไป อาศัยความเร็วเข้าว่า
ใช้โฟโต้ช๊อปเป็นในเวลาหนึ่งอาทิตย์เงินเดือนเริ่ม 7,000 เข้า 10 โมง ออก สี่ทุ่ม ทำทุกวันมีวันหยุดให้เดือนล่ะครั้ง ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสวัสดิการอื่นใด ไม่มีแม้เวลาทำฝิ่น เดือนนึงจ่ายตังสองงวด ครั้งละ 3,500 เดินทางไปกลับวันละร้อย กินข้าวมื้อเดียวก็แทบไม่พอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงค่าห้อง หรือน้ำไฟ
ทำได้สักพักหันไปทำอิ้งท์เจ็ท เราไม่เคยรู้เรื่องสิ่งพิมพ์ต้องมานั่งทำความเข้าใจนะว่า มีเดียแต่ละชนิดมีคุณสมบัติอะไรมั่ง? ใช้งานยังไง? ผิดพลาดไม่ได้ ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัทอย่างเดียว
ไม่มีการยกเว้นทุกกรณี เป็นกราฟฟิกไม่พอค่ะ ต้องปริ้นท์เอง ดมปรอดที่ออกมาจากหัวเชื้อทั้งหลาย ใช้ hp 5000 มันไม่มีตัวเป่าลม พองานมันปริ้นท์ออกมาได้สัก 5 ซม. ต้องรีบเอาไดร์จ่อให้แห้งเดี๋ยวมีเดียติดกันจะเจ๊ง นั่งจี้กัน
สีที่ระเหยออกมาจากความร้อนมันคลุ้งทั่วห้องเต็มพื้นที่ไม่กี่ตารางวา บนทาวเวอร์ย่านรัชดา ทำงี้ทุกวัน พอจะต่องานที ต้องแบกไอ้ม้วนไวนิลเป็นสิบโลติดตั้งขึ้นไปกันบนดาดฟ้าทั้งหนักทั้งร้อน ร้อนโคตรๆยังต้องไปวัดไซด์บนแคทวอกด้วย (ไม่ใช่เวทีเดินแบบค่ะ มันเป็นพื้นที่เล็กๆไว้เดินคนเดียวบริเวณวิวบอร์ด สูงขึ้นไปจากพื้นราวตึก 5 ชั้น ที่มันใช้ติดโฆษณาริมถนนทางหลวงนะคะ)
พอลงมาทีอวกแตก มันทำให้เรากลายเป็นคนกลัวความสูงไปเลยตั้งแต่วันนั้น
ยังต้องแพคมีเดียส่งลูกค้า ช่วงนั้นเศรษฐกิจมันเป็นฟองสบู่ก็แตกเอา แตกเอา รวมถึงบริษัทที่เราทำอยู่ด้วยมันค้างค่าจ้างพนักงานมาเป็นเดือน ก่อนที่จะต้องปิดตัวลง จาการขาดทุนทางการค้า
หางานใหม่! ช่วงเวลาเดียวกับที่บริษัทยักษ์ใหม่ประกาศรับสมัครพนักงาน จำนวน สองคน เท่านั้น! คนมารอคิวเข้าแถวกรอกใบสมัครเป็นร้อยยืนสัมภาษณ์กันแต่เช้าเราคิวเกือบรองบ๊วย ยังมันเหมือนมีสอบด้วยรอบสอง กว่าจะได้ไปคุยกับหัวหน้าเพื่อคัดตัวรอบสุดท้าย ได้เจ๊หมวย กะเจ้าหญิงมันเป็นยิ่งกว่าการเริ่มต้นก็ว่าได้
มีเลย์อาจากเมืองนอกส่งมาตลอด เราเอามาแกะเรียบ เรียนจากไฟล์งานนี่แหละ ได้ทำกราฟฟิกเต็มสตีม จากตอนนั้นมันทำให้เรามีพื้นฐานจนทุกวันนี้ ตอนนั้นได้รับผิดชอบกับการเปิดตัวสาขาใหม่ที่พารากอน ต้องทำงานสไตล์อวังกาด แบบว่าไม่มีใครทำมาก่อน + ด้วยความมีอีโก้สูง เม้งกะหัวหน้าวันเว้น วัน ทำเราดังไปถึงชั้นฝ่ายการตลาด เลยโดนให้ทำพารากอนไปเลยคนเดียว ตั้งแต่สากะเบือยันเรือรบ
มีป้ายแขวนคอพนักงาน ยันแบรด์เนอร์หน้าตึก 13 เมตรทำกันจนหลอน กับห้องไม่เคยต่ำกว่าเทียงคืน ทั่งที่ห้องเช่าเราก็ห่างจากออฟฟิตไม่กี่โล เงินเดือนก็ไม่ขึ้น จนไม่ไหว ความอดทนมันหมดลง
เลยมาเปลี่ยนงาน ใช่มั่งไม่ใช่มั้ง มาแนวกราฟฟิก บนมือถือค่ะพวกเอนิเมชั่นธีม แต่แห้วค่ะมันไม่แนวเราเลยไม่ผ่านโปร ตกงาน เครียด ตังหมด แม่ก็เจ็บออดๆแอดๆมานานโขยังจำได้ติดตา
ต้องติดค่าเช่าห้อง แบบว่าต้องเดินหลบเจ้าของ เช่นโจรมุมตึก ที่ขายหัวเราะมันชอบเอามาเขียน หลบแกตลอดโดนเม้งแบบว่าหน้านี่ด้านหมดแล้ว ขอผัดผ่อน มาเรื่อย จนเจอมาตรการเด็ด โยนของเราออกจากห้องเช่ากันเลย
ช่วงที่เปลี่ยนไตนี่หนักกว่า ระหว่างหางานประจำทำก็รับฝิ่นเล็กๆน้อยๆงานไม่กี่ร้อยก็ทำ แต่เงินที่ได้มาหมดไปอย่างรวดเร็ว เลยไม่รู้จะทำยังไงหันหน้าไปทางไหน มันหาทางออกไม่เจอ เลยขายเครื่องมือหากินเรานี่แหละ เป็นตัวเลือกสุดท้าที่คิดได้ตอนนั้น มีไอพอด โน๊ทบุ๊ค ความรู้สึกตอนที่ประเมินราคาเครื่องเรา มัน ... ต่ำมากกก แต่ยอมขายนะ เพื่อที่จะได้มีเงินสดมาหมุน
จำได้ว่า พอขายไปแล้ว ยังยืนตัวสั่นอยู่ในร้าน มือเย็น หน้าซีด แทบจะเป็นลมทั้งยืนก็ว่าได้ มันไม่ได้เสียดายของนะ คิดอย่างเดียวว่าเงินมันไม่พอจะทำไงต่อดี
ถึงแม้จะผ่าไปแล้วยังต้องให้ยาอยู่ตลอด ไหนจะน้ำเกลือ ผ้ารองเบาะ โอ้ย ... จิปาถะ ขนาดเข้ารพ.รัฐ นะยังต้องใช้เงิน 4 หมื่นต่อเดือน มันท้อมากเลย
พูดไม่ออกบอกไม่ถูก รู้อย่างเดียวว่าเราต้องหาเงิน มุทำงานอย่างเดียว สักพักได้งานประจำแล้วค่ะ ได้เงินประจำด้วยแต่มันสายเกินไป คนที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเราเค้าจากไปแล้ว ไม่มีวันกลับมาอีก ความปวดร้าวมันกัดกิน ชีวิตที่เหลืออยู่ทุกวี่วัน
พี่ชายเราเค้ายังโกรธเราถึงทุกวันนี้ เพราะเค้าเสียใจที่เราเลือกงานมากว่าแม่ไม่มาดูแลแม้วันสุดท้าย คำพูดนี้มันเจ็บปวดมาเลยนะค่ะ มันตามหลอกหลอนเรายามคิดถึง ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่เคยลืมเลย น้ำตาหยดสุดท้ายก็หยุดไหลหลังจากวันนั้น
เหตุการณ์นี้แหละทำให้แฝดบินมาเมืองไทย พอเธอกลับมาเราก็ดีขึ้นมาบ้าง คือต้องพยายามทำตัวให้เข้มแข็งช่วงนั้นจิตใจมันอ่อนแอมาก เอาตัวเองไม่ค่อยรอด แต่ต้องพยุงแฝดไว้ไม่ทำให้เห็น ซ่อนความจริงที่จิตใจข้างในมันเปราะบาง ต้องตื่นมาทำงานทุกวันทั้งที่ไม่ค่อยได้นอนหลับเต็มอิ่ม เนื่องมาจากฝันร้ายทุกคืนที่หลับตา ทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น คือ เรียกอีกอย่างว่าโกหกตัวเอง วันต่อวัน
ช่วงนั้นก็ผิดหวังในความรักด้วย คือไปรักเค้าข้างเดียวโดยที่เค้าไม่มีใจตอบจนวันนี้ต่างคนก็เงียบหายไปจากกันและกันแล้วทุกอย่าก็จบลง ...
พอมาอยู่ที่นี่นะมันเหมือนกับมาเรียนวิชาเอาตัวรอดบทใหม่ เป็นคนแพ้อากาศมาแต่ไหนแต่ไร พอเจออาอากาศเย็นทีไรจะหายใจไม่ออก บางที่อาการหอบก็กำเริบ มันทรมานนะ เย็นขนาดมันแทรกซึมผ่านผิวหนังไปยังกระดูกเลยละ ต้องทนความเจ็บปวดใจแทบขาด
ที่ใครมักพูดว่าชีวิตเราเป็นอย่างนี้เพราะโชคชะตากำหนดมา ขอเถียงหัวชนฝาว่าไม่จริง มันมาจากตัวเราทำทั้งนั้น หลายคนซื้อหวยก็หวังรวย ใส่บาตรทีละ 10 บาทก็ขอให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นมหาเศรษฐี หวังโชค เลื่อนลอย ไปวันๆแล้ว
ทำไมน้า ... เค้าไม่คิดจะหางานหาการทำบ้าง บางคนบอกว่า ก็หาแล้วไง แต่ยังไม่มีจังหวะ รอโอกาส บ้างก็ว่าบริษัทมันเล็กไปไม่เอาดีกว่าไม่น่าเชื่อถือ หวังจะทำงานใหญ่ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์หน่ะรึ? ทำไมไม่ลองคิดกลับกันดูว่าว่าถ้าตัวเองเป็นนายจ้าง จะเลือกคนแบบนี้มาร่วมงานด้วยมั้ย?
หวังอยากได้เงินแยะ แต่ยังเกาะพ่อแม่กิน? แล้วมันจะรวยได้ไง?
แล้วทำไมไม่ลองดูตัวเองดีๆสำรวจความชอบว่าเรามีความสามารถด้านไหน แล้วมุ่งหน้าไปทำงานด้านนั้นถึงแม้การเริ่มต้นของชีวิตทำงานมันอาจไม่ยิ่งใหญ่ตามที่เราฝันเอาไว้ หากมันใช่ วันข้างหน้าก็จะพัฒนาไปเองไม่ต้องคิดมาก เร็วช้าไม่ได้อยู่ที่บุญทำกรรมแต่ง แต่อยู่ที่ความสามารถ ความพยายาม และความอดทนต่ออุปสรรค์ที่ผ่านเข้ามา
มาพูดถึงความรักกันบ้าง บางคนทุรนทุราย กับความผิดหวังเรื่องนี้เรื่องเดียว ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้า ทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว โดยการอยู่กับอดีต ให้มันบั่นทอน ตัวเองทุกวัน ก็อยากจะรู้ว่าจะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ คนเราควรตั้งลิมิตให้กับตัวเองน้า ในเมื่อตัวเองยังไม่เห็นค่า แล้วจะให้ใครมาเหลียวแลเรา
หากผิดหวังก็อย่าปล่อยให้ความรักกลายมาเป็นพิษร้ายทำลายตัวเอง บางคนอยากลืม ยิ่งกลับจำ หาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ ปล่อยให้ใจอ่อนไหวไปกับสิ่งเร้ารอบตัว ฟังเพลงเศร้าแล้วร้องไห้เพราะดันไปอินกับมัน เจ็บช้ำจากภาพเห็นสิ่งแวดล้อมเดิม ที่เคยผ่านมากับใครบางคน
ยิ่งรักมากยิ่งสะเทือนใจนะ ไอ้ที่เขียนมาไม่ใช่ไม่เคยเป็น อกหักเนี่ย มันเข้าใจดีเลยล่ะว่ารสชาติความผิดหวังมันเป็นเช่นไร รู้มัย จริงแล้วความทุกข์ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้มาจาคนอื่น (รึเค้าคนนั้น) หรอกน้า แท้แล้วมันมาจากจิตใจเราเองต่างหาก ที่คิดว่า "ตัวกู ... ของกู" ตลอดเวลาหากวางลงมันคงไม่หนัก
เท่านี้ ลองทำดูนะ "ปล่อยวาง" มันไม่ได้ช่วยให้คนที่เรารักกลับมาหรอก แต่มันจะทำให้หัวใจของเราหยุดเจ็บ ก็OK เข้าใจนะว่ามันลำบากที่จะเริ่มต้นในครั้งแรก ทำบ่อยก็ชินไปเองเวลาจะเป็นตัวช่วยเรา หากไม่ท้อซะก่อนนะ
ที่เล่ามาไม่ได้จะอวดอ้างหรอกว่าฉันนะเก่งแค่ไหน รึผ่านอะไรมาบ้าง แค่อยากแบ่งปันเรื่องราวและเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังท้อแท้ให้หันมามองนะคะ ว่าในช่วงเวลาเดียวกับเรานี้ ยังมีมากมายหลายคนที่เศร้ากว่าเราแยะ
ก่อนที่จะตัดสินใจทำร้ายตัวเอง อย่าลืมมองออกไปข้างนอกนะคะว่ายังมีคนอีกตั้งมากมายที่พร้อมจะอยู่กับเราเสมอ ไม่ว่าเรานั้นจะเป็นเช่นไร ครอบครัวของเรา (ที่เหลือ) เพื่อน คนใกล้ชิดยังอยู่กับเราตลอดนะ คอยให้กำลังใจเราเสมอ ในช่วงที่ดูแล้วดันมองไม่เห็นใคร ให้ตั้งสติดีๆค่ะ มองใหม่อีกครั้ง บางที่การที่เรามองไม่เห็นใคร มันอาจเป็นว่าเรามองข้ามไปก็ได้นะคะ อย่าทำอะไรให้คนเหล่านั้นผิดหวังกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเราเพียงครั้งเดียว มันไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เราจะเสียหรอกค่ะ
การโทษตัวเองมันไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากความสะใจ
การเศร้าเสียใจมันรังจะให้ตัวเองเจ็บซ้ำ
การหวนระลึกถึงความหลังไม่ได้ช่วยให้คนรักเรากลับคืนมา
โปรดจำไว้เสมอว่าคนที่เสียใจที่สุดคือตัวเรา
หากเราลุกขึ้นมาได้
มันจะกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ
และมันก็ไม่ได้มีความหมายที่ยิ่งใหญ่กับชีวิตเราอีกต่อไป
มีคนเคยถามเจ๊าหญิงว่า แล้วตอนนี้หล่ะ ประสบกับความสำเร็จรึยัง?
ก็ตอบออกไปชัดเจนเลยละว่า "ยังค่า" ยังไม่เคยรู้ว่าหน้าตามันเป็นเช่นไร ทุกวันนี้ยังหาประสบการณ์ให้กับตัวเองตลอดเวลา ขนขวายเพิ่มเติม เหมือนกับว่าตัวเองนั้นยังรู้ไม่มากพอ ความสามารถยังไม่ถึง ยังไม่หยุดเดินต่อในตอนนี้ความสำเร็จน่ะ ยังอยากใช้เวลากับมันอีกนานน ไม่ได้คาดหวังจากจุดหมายซะทั้งหมด แต่เก็บเกี่ยวรายทางอย่ามีความสุขค่ะ :D
......................................................................................................................
Princess