Princess's profileΡяιиcєss DiaяÿPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    30*Trojan ขยันเด้ง

       

    September 16, 2008

    19.00 น.
    ช่วงเวลาข้าวกลางวันของเดี๊ยน กำลังเดินไปต้มน้ำ ทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
    ไอ้ส้มจีน มาสะกิดบอก นี่ยืมเครื่องโหลดบิทหน่อยจิ๊

    19.10 น.
    บูธเครื่องปรับ MAC ให้เป็น PC

    19.15 น.
    ต่อเน็ต และใส่ password

    19.18 น.
    กรูต้มน้ำอยู่ในครัว

    19.20 น.
    เสียงไอ้ส้มจีน ตะโกนว่า เผื่อด้วยถ้วยนึง

    19.27 น.
    โหลด mp3 มาเรียบร้อย มันเริ่มแตกไฟล์ (มาเป็น.zip)

    19.30 น.
    อีชั้นเดินมาพร้อมบะหมี่ 2 ถ้วย

    19.33 น.
    กรูเห็นหน้าจอเป็นสี
    แดงเถือกกกกกกกเริ่มสนเท่ห์ ว่าใครมันมาเปลี่ยน Background ได้ไร้รสนิยมเยี่ยงนี้?

    19.35 น.
    กำลังจะเอื้อมมือไปคลิกขวา แต่ดันไปโดน Desktop!?

    19.36 น.
    หน้าจอมันลิงค์ไปที่หน้าเว็บเจ้าปัญหาในทันที่
             ...ขึ้นภาษาอังกฤษ...
    (จำได้) ประมาณว่า ให้กรูจ่ายตั้งซื้อโปรแกรมเชือดไวรัส ณ บัดนาว!

    เพราะขณะนี้เมิงติดไวรัสไปแล้น
    เรียบร้อย อย่าให้คอยนาน
    เครื่องจะเจ๊งนะตะเอ๊ง

    หน้าจอมันขยันเด้ง โค-ตะ-ระ จนทน
    มะด้ายยยยยย เครียดดดดดดดดดดดด (นึกในใจว่าเอามันออกไปจากเครื่องกรูที แต่เหมือนคนอื่นจะได้ยิน
    น่าน...คิดดังไปก็งี้)

    19.40 น.
    เงียบไปสักพัก และคนข้างๆสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต (คงได้ยินสิ่งที่กรูคิดล่ะสิ)

    เริ่มลุกหนีจากไปทีละคน...

    จนกระทั้งเหลือไอ้บร้านั่นคนเดียว?

    20.00 น.
    ส้มจีนกำลังลุกจากเก้าอี้
    เมิงจะไปหนาย...เสียงเย็นเฉียบ พร้อมด้วยสายตาอาฆาตของกรู จ้องมองมันบาดลึก ไปถึงกระดูกดำ

    และมันก็ชิ่ง แบบลืมทิ้งกระเป๋าเป้
    (ที่มันแบกมาได้ทุกวัน) วิ่งลืมตายกันไปเลย

    20.05 น.
    บะหมี่ถ้วยบวมน้ำ จนเส้นจะโตเท่าก๋วยจับได้

    กรูยังนั่ง กุมขมับ อยู่ที่โต๊ะ

    search google หาคำว่า your privacy is in danger

    เจอแล้ววิธีจัดการกับ trojan เหี้ยนี่













    --------- ยังไม่จบครับพี่น้อง --------























    ลองแม่ง 108 วิธี ตามที่บอก

































    แต่...หน้าจอกรูยังแดงเถือกกกกกกกก

    20.17 น.
    เขียนโน๊ตด้วยปากาหัวสักหลาด สีดำตัวเท่าหม้อแกงว่า
    กรุณาจัดการเครื่องดิฉัน
    ให้ก่อนเที่ยง
    (ไม่งั้นเงินเดือนเดือนนี้คงออกให้ไม่ได้)

    ปิดเครื่อง
    วางกระดาษโน๊ตไว้ที่หน้าจอไอ้ส้มจีน เดินไปในครัว โยนบะหมี่อืด 2 ถ้วย
    ลงถุงดำไปเลย
    ลาขาด
    อิ่มทิพย์ขึ้นมาซะงั้น

    วันรุ่งขึ้น
    เหมือนคนมันจะพลุกพล่านผิดปกติ...

    12.00 น.
    ทันที่ที่เดินมาเปิดเครื่อง ทุกคนเหมือนเงียบสนิท...

    12.05 น.
    ไอ้ส้มจีน แถเก้าอี้มาใกล้ๆ ควักบะหมี่ (ซื้อ) มาใช้ให้ พร้อมกระดาษโน๊ตใต้ตูดถ้วย เขียนว่า

    ผมสึนึกผิดแล้วครับ

    ปล.ถ้าเดือนนี้ออกตังค์ช้ามันจะผูกคอตาย หนีปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง

    ปล2.บะหมี่ถ้วยที่ผมซื้อให้ เป็นเม็ดเงินก้อนสุดท้ายของเดือนนี้แล้วอ่ะครับ
    พี่เจ้าหญิงคนสวย

    (มันเขียนงี้จริงๆนะ กะหยอดไง ไม่ได้เติมเองเลยเนี่ย)

    blog นี้อุทิศให้เมิงคนเดียวเลยนี่ หุหุ

    .............................................
    princess

     
     

    29*Art for All

       




    Art Exhibition of Under-Privileged Children


    ๕ กันยายน ๒๕๕๑

    ธรรมชาติของสัตว์คือ การกระทำต่อผู้อ่อนแอ
    ธรรมชาติของมนุษย์คือ การดูแลต่อผู้อ่อนแอกว่า

    (โสภณ สุภาพษ์ ปาฐกถานำสัมนาวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2545)

    แสงแดดดูขะมุกขะมัว ทั้งที่เข้าช่วงสาย รถขนนิสิตมาจอดอยู่ด้านหน้าอาคาร สถานฝึกอบรมเด็ก และเยาวชนหญิงบ้านปราณี ที่ติดกับโรงเรียนราชินี ตรงปากคลองตลาด ภาษาชาวบ้าน เขาเรียกสถานพินิจ ประตูโลหะบานใหญ่ที่เคยปิดสนิท กำลังถูกเปิดออก ...ให้ฉันได้ก้าวเข้าไป

    เจ้าหน้าที่ส่งยิ้มมา มันเป็นการต้อนรับที่ไม่เคยลืมเลือน เมื่อผ่านเข้ามา ยังมีประตูบานอีกบานกั้น ชั้นที่ 2 เออ ... น่าจะเรียกว่าลูกกรง น่าจะตรงกว่า มันบ่งบอกถึงสิทธิเสรีภาพ ของคนที่อยู่ด้านในนี้ ได้ถูกจำกัดลงไปแล้ว

    พื้นที่อันคับแคบ แถมมีสองตึกอยู่ตรงข้ามกัน ทำให้กินบริเวณเข้าไปอีก ตรงกลางที่เหลือ เข้าใจว่าน่าจะเป็นสนามอเนกประสงค์

    ที่นี่มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใส่เสือสีขาว กระโปรงสีน้ำเงินหม่น กำลังจับกลุ่มทำกิจกรรมไปตามหน้าที่ของตัวเอง

    เราเป็นกลุ่มคนภายนอกยุคแรกๆ ที่ได้รับสิทธิเข้ามา ทำกิจกรรม บันทึกข้อมูล และเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้

    แน่นอน การทำอะไรที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันเสี่ยงมาก ความช่วยเหลือ อาจแปรเปลี่ยนเป็นสถานการณ์เปราะบางได้ง่าย

    บอกตรงๆ ว่าฉันกลัว วางตัวไม่ถูก การเก็บข้อมูล กลายมาเป็นผู้ฟังมากกว่า แทนที่จะเป็นคนซัก

    เด็กที่นี่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนแปลกหน้ามากนัก เวลาเราเดินเข้าไปหา พวกเธอจะเดินหนี เพื่อนฉันรุกด้วยคำถามประมาณว่า หนูเข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่? เข้ามาได้ยังไง? ฉันรู้เลยว่าเด็กไม่อยากบอกหรอก บางคนอ้ำๆ อึ้งๆ บางคนเงียบไปเลย และทุกๆ คนเอาแต่ก้มหน้าเวลาเราคุยกัน

    ฉันเลยต้องก้มหน้าเวลาคุยกับเด็กที่นี่ บางทีมันอาจจะช่วยลดความกดดัน แก่เด็กที่ฉันพูดด้วยก็เป็นได้

    ชั้นล่างของตึกตรงข้าม ฉันเห็น ... เด็กอายุไม่ถึงขวบ มันน่าตกใจมากเลยนะ!!

    เจ้าหน้าที่บอกว่า เด็กบางคนตั้งท้องขณะถูกส่งตัวมายังสถานพินิจ ฉะนั้นจึงมีหลายคนเกิดจากที่นี่

    เด็กหญิงกลายเป็นนางด้วยวัยอันน้อยนิด ก่อนที่ชีวิตจะรู้จักคำว่านางสาวเสียอีก ขณะที่น้องไก่
    (นามสมมุติ อายุ 12 การศึกษาสูงสุด ป.6 แต่มีลูกแล้ว)

    เธอวาด เด็กชาย และผู้หญิงผมสีดำกำลังโอบกอดกัน มีผู้ชาย ผู้หญิงผมสีขาว ยืนอยู่ข้างหลัง ไก่บอกว่า นี่ลูกชายหนู นี่หนู และพ่อกับแม่ของหนู อีกไม่กี่วันจะพ้นโทษ

    เธอบอกฉันว่า พี่รู้ไหมตั้งแต่หนูมาอยู่ที่นี่  ทำให้รู้ว่า คนที่รักหนูที่สุดคือ พ่อกับแม่ หนูไม่เคยเห็นหน้ามัน (พ่อเด็ก) มาเยี่ยมสักครั้ง

    พี่เชื่อมั้ย? ถ้าหนูไม่เปิดกระโปรงให้มัน ไม่มีผู้ชายหน้าไหนทำให้ผู้หญิงท้องได้หรอก เมื่อหนูได้กลับบ้าน หนูจะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด จะไม่ให้เขาน้อยเนื้อต่ำใจ และสอนเขาไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเส้นทางที่ผิด  น้องไก่พูดเสียงหนักแน่ และหัวเราะหึหึ อยู่ในลำคอ

    ฉันยิ้มให้นะ แต่ในใจ นิ่งไป ฟังเด็กจบป.6 พูด จุกเลย นึกในใจว่า วันนี้ฉันไม่ได้มาเป็นผู้ให้หรอก แต่กำลังเป็นผู้รับต่างหาก

    เลือกมาที่ บ้านปราณี จากทั้งหมด 8 บ้าน บ้านเมตตา บ้านกรุณา บ้านมุทิตา บ้านอุเบกขา บ้านปราณี บ้านฟ้าใส สถานฝึกและอบรมเด็กและเยวชนสิรินธร และศูนย์ชุมชนบำบัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    เหตุผลหนึ่งที่เลือกมาที่นี่ คือ ฉันเป็นผู้หญิง และคิดว่า OK บ้านปราณีไม่ไกลจากมหาลัยเท่าไร แปลว่าเราจะใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก

    ไม่ใช่วิชาบังคับค่ะ แต่มันเป็นการรวมตัวของนิสิตเพื่อทำกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม ฉันเรียนศิลปะ ฉันอยากให้ศิลปะมาแต่งแต้มความสุขให้กับผู้คนทุกชนชั้น

    และเรียงความที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ มาจากเด็กชาย ใจจริง (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี การศึกษาสูงสุด ป.4 บ้านอุเบกขา

    เป็นเรียงความที่ได้รับรางวัล ในหัวข้อ ชีวิตที่ผ่านมา กับอนาคตที่ฉันต้องการจะเป็น

    เลือกมาจากหลายเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ในสูจิบัติ

    ประทับใจเรื่องนี้ และหวังว่าผู้ที่ได้อ่านจะรู้สึกเหมือนกับฉันไม่มาก็น้อย

    บ้านผมมีพี่น้อง 5 คน ผมเป็นคนที่ 4  ซึ่งขณะนี้พี่ทั้ง 3 คนได้แยกไปมีครอบครัวทำงานกันหมดแล้ว

    มีแต่แม่ น้อง และผมอยู่ด้วยกัน ในช่วงเวลานั้นผมไม่ฟังใครเท่าไหร่ เพราะผมมันนอกลู่นอกทาง

    จนทุกคนไม่ค่อยชอบผม แต่จริงๆ มันไม่ใช่เลย คงเป็นเพราะผมคิดมาก ชอบตัดสินใจเอง เก็บตัวเงียบ มีอะไรไม่เคยปรึกษาผู้ใหญ่ ก่อนหน้านั้นผมอาศัยอยู่กับน้ามาก่อน จะว่าไปแล้วผมเหมือนตกนรกทั้งเป็น 8 ปีกว่า

    ผมไม่เคยคบเพื่อน ไม่เคยออกจากบ้านไปไหนสักหน โดนทุบตีแทบทุกวัน

    จะผิดหรือไม่ผิดไม่เคยสนใจ ผมรู้ว่าผมซน ใครๆ ก็ว่าผมดื้อเงียบ ดื้อด้าน เลี้ยงไม่เชื่องต่างๆ นาๆ แต่ผมชินเสียแล้วกับคำพูดแบบนี้ ผมเจอมาเยอะกว่านี้อีก

    อยู่มาวันหนึ่ง น้าให้ลุงมารับผมไปลาดกระบัง เพื่อไปทำงานที่อู่รถ ขณะนั้นผมต้องออกจากโรงเรียน ตอน ป.4 มันทำให้ผมเสียใจมาก พอเช้าวันที่ 2 ผมก็หนีมาจากอู่

    ตอนนั้นผมยังไม่เคยไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง เลยถูกตำรวจจับมาส่งที่เดิม แต่โชคร้ายเหลือเกิน เงิน 40,000 บาทได้หายไปพอดี ผมเลยตกเป็นแพะรับบาป

    วันรุ่งขึ้น น้าเอาผมไปคืนแม่ที่ฝั่งธน ตอนนั้นผมเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เลยทีเดียว เพราะไม่ต้องมาทุกข์ทรมานอีกแล้ว

    เมื่ออายุ 10 ขวบกว่านั่นแหละ ผมบังคับตัวเองไม่ได้ เริ่มเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ได้ประมาณ ปีหนึ่งจึงเลิก

    ต่อมาผมขึ้นบ้านคนแถวบ้าน และที่อื่นๆ (ขโมย) หนักสุดก็ปล้นรถ จี้คนเดิน ทำร้านร่างกาย ยกพวกตีกันบ้าง จนเป็นที่ล่ำลือของชุมชน

    ที่ผมทำมาไม่เคยโทษคนนั้นคนนี้เลย ใครก็ว่าผมเสียเพราะเพื่อน แต่ผมคิดว่าตัวผมเองต่างหาก และทำให้คนดีๆ เขาเสียไปด้วย แต่อย่างน้อยมีจิตใจที่ไม่เลวจนไม่ลืมหูลืมตา ผมหรือใครก็สามารถเลิกได้ทั้งนั้น มันอยู่ที่เวลาและกำลังใจ ที่สำคัญคือใจของตัวเอง มันไม่อยากเกินไปหรอก

    ต่อมาผมก้าวเข้ามาสถานพินิจในข้อหาพกอาวุธ และร่วมกันลักทรัพย์ ยอมรับว่ากลัวมาก แต่ยังดีมีเพื่อนอยู่ด้วยอีก 3 คนที่เป็นคู่คดีกัน 5 วันต่อมา แม่มาประกันตัวผมออกไป

    และตัดสิน ผมก็ได้ปล่อย แต่ผมออกมาได้ไม่กี่เดือน ก็ต้องเข้ามาสถานฝึกอีก เพราะไปปล้นรถมอไซค์กับเพื่อนอีก คราวนี้อยู่ยาวถึง 8 เดือน ออกมาได้ 5 - 6 เดือน ก็โดนจับอีก เพราะลักทรัพย์เงินสดแสนหนึ่งใกล้บ้าน แต่ครั้งนี้ไปอยู่ที่โรงเรียนฟ้าใส ปีหนึ่ง ผมหนีออกมา

    แต่โดนจับได้ในคดีปล้นทรัพย์กับเพื่อนอีก 2 คน ซึ่งตอนนี้ทั้ง 2  คนได้ปล่อยตัวไปแล้วเมื่อวันแม่ที่ผ่านมา

    ส่วนผมปีหน้าถึงจะปล่อย ตอนนี้ผมมาอยู่บ้านหลังที่ 4 แล้ว และคิดว่าคงไม่เข้ามาอีก เพราะผมจะขอเป็นคนดีกับเขาบ้าง จะไม่ให้ใครตราหน้าว่า ไอ้ขี้คุกตลอดชีวิต แม่จะได้ไม่เสียใจกับลูกอย่างผม แม่ของผมตั้งความหวังไว้มาก ผมก็จะทำให้แม่ดังที่ตั้งใจ

    เคยเป็นลูกอกตัญญูมามากพอแล้ว ขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่สักครั้ง ก่อนที่จะไม่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจซะก่อน

    อนาคต

    ผมไม่อยากเป็นอะไรทั้งนั้น อยู่อย่างธรรมดา แต่ใช่ผมจะนอนกินไปทั้งชีวิตเสียเมื่อไหร่ มีอาชีพอย่างหนึ่งที่ผมสนใจมาก มันทำได้ทุกคน ทุกวัย ทุกเพศมีความสุขได้ มันคือ อาชีพบริการ

    เป็นอาชีพที่ทำง่าย สะดวก รวดเร็ว แต่ต้องคิดเป็น ไม่โง่มาก ที่สำคัญคือประสบการณ์ของผม

    คงอยากอยากรู้ว่ามันเป็นอาชีพอะไร มันคือ ร้านคอมพิวเตอร์กับเกมส์ มันอาจฟังดูกระจอก แต่ผมคิดจะทำมันจริงๆ มันเป็นความฝันของผมและน้องมาตั้งนานแล้ว เรื่องความพร้อมผมมีเรียบร้อยแล้วทุกอย่าง ขาดแค่ทุนเสริม และรอปล่อยตัวแค่นั้น ที่ผมเลือกอาชีพนี้เพราะตัวผมเอง

    ก็เคยทำร้านคอมของป้าผมบ่อยๆ จนรู้อะไรหลายอย่าง เวลาเข้าห้องสมุด ผมหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอ่าน ผมรักอาชีพนี้มาก และอยากถูกปล่อยตัวไวๆ เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

    แม่ของผมจะได้สบายบ้าง ถึงคราวที่จะได้ทดแทนบุญคุณ ผมจะทำให้ดีที่สุด และจะเป็นคนดีของสังคม และครอบครัว กับทุกคนที่ผมเคารพและนับถือ ตลอดจนเป็นตัวอย่างให้เยาวชนที่กระทำผิดทุกคน เพื่อเตือนใจว่า คนเลวไม่ได้เลวไปทั้งชาติ

    ผมจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด อดีตอย่ากลับไป อนาคตจงเดินต่อไป มันคือโอกาสของเรา

    ................................................................ใจจริง

    วันที่ใจจริงมารับรางวัล ฉันยืนขึ้นจากเก้าอี้ และปรบมือให้ มีอีกหลายเสียงที่ปรบตาม ทำให้กระหึ่ม ณ อาคารวิจัยและศึกษาต่อเนื่อง สมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรมราชกุมรี เด็กทุกคนควรได้รับโอกาส

    เรื่องราวของน้องไก่ และเด็กชายใจจริงในวันนั้น กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ฉัน ทำงานศิลปะเพื่อสังคม และให้เด็กอีกหลายคน ขอบคุณนะคะ สำหรับประสบการณ์ดีๆ ระหว่างเรา

    .......................................................................
    princess

     

    28*Space

     
       

    ๓ กันยายน ๒๕๕๑

    ช่วงเวลาที่อึมครึม หันหน้าไปทางไหนก็เจอแต่ สภาวะอากาศที่แปรปรวน วิกฤติบ้านเมือง และดวงตาของผู้คนที่ทมึงทึง

    หากมัวแต่บริโภคสื่อเหมือนเดิม แบบเดียวกันทุกวัน คือดูแต่ทีวี ฟังแต่วิทยุ ก็อาจกลายเป็นคนหนึ่งที่อ่อนไหวทางอารมณ์ได้อย่างง่ายดาย

    มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากนะ มันไม่ได้แสดงอาการเหมือนไข้หวัดหรอก ไม่ไอ ไม่ตัวร้อน มันไม่ทำให้เราได้รู้สึกตัว แต่มันจะค่อยๆ กัดกินเข้าไปผ่านทางดวงตา ผ่านทางหู คืบคลานไปยังสมอง ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด และพุ่งสู่หัวใจ เมื่อถึงเวลานั้น คุณก็กลายเป็นคนป่วยไปแล้ว...

    สื่อทุกชนิดมันเข้ามากระทบจิตใจได้โดยตรง เราจะตกเป็นบ่าวรับใช้ได้อย่างไม่ทันรู้ตัว อย่างเวลาดูทีวีมากๆแล้วอยากหาซื้อสินค้าที่โฆษณามาใช้

    เวลาไปโรงหนังแล้วอยากดื่มน้ำอัดลม (ทั้งทีบางทียังไม่กระหาย) ฟังวิทยุแล้วก็เกิดอารมณ์ร่วม สั่นคลอนไปตามสิ่งที่ได้ยิน

    สื่อกลายมาเป็นเครื่องมือ ที่ผู้นำบางประเทศ อย่างเกาหลีเหนือ ยึดครอง แล้วปล่อยข้อมูลให้คนภายในอาณานิคมเกิดความฮึกเหิม และต่อต้านกลุ่มคน ทุกหมู่เหล่าที่มาจาก นอกประเทศของตน

    มีหลายคนถามฉันว่าชอบดาราคนไหนมากที่สุด รายชื่อที่ฉันบอกออกไปอย่าง หลี่เหลียนเจี๋ย Jet Li หลิวเต๋อหัว Andy Lau หวังจู่เสียน Joey Wang และอีกหลายที่อายุเกิน 30 แล้วทั้งนั้น

    พอหันมาพูดถึง หวงเสี่ยวหมิงกัน ฉันเริ่มทำหน้างง แล้วขัดเขินนิดหน่อยก่อนบอกออกไปว่าไม่รู้จักค่า ถ้าเป็นดารราวัยรุ่นเนี่ยก็ไม่รู้จักจริงๆ นะ

    ก็เท่าที่จำได้ก็มีทีวีไว้เล่นเกมส์วีลูกเดียวเลย พวกละครหลังข่าว หรือซี่รี่ย์เรื่องยาวถ้าไม่ได้เช่ามาดูก็จะไม่รู้จัก

    เป็นคนไม่ติดละคร ไม่ดูข่าว ตอนนี้ไม่ค่อยนิยมฟังวิทยุเสียเท่าไรนัก แต่ฟังเพลงนะ แบบไม่ตามกระแส

    ตอนนี้มีเพลงแนวไหนออกมาก็ไม่รู้หรอก นักร้องคนไหนฮิตฮอตต่อให้บอกก็นึกหน้าไม่ออกอยู่ดี

    บ้านAF อ่ะ ดูแค่ AF1 ตอนนี้งอกมาเป็น AF10 รึยังไงก็ไม่แน่ใจ แต่คาดว่าคงมีออกมากอีกเรื่อยๆ นั่นแหละตราบที่มันยังขายได้

    หนังสือเป็นสื่ออย่างเดียวที่ฉันใช้เวลากับมันมากที่สุด
    ในเรื่องการใช้ความคิดยังไม่มีสื่อใดหรอกที่ทำให้คนเราคิดได้อย่างมีระบบเท่าหนังสือ

    เพราะสื่อทางทีวี หรือวิทยุเราเป็นแค่ผู้ฟัง ขณะที่มีเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องมาก มันขึ้นอยู่กับการจัดรายการเป็นประเด็นหลักมากกว่า ไม่สามารถเลือกเวลาได้

    ไม่เหมือนหนังสือ เราเลือกได้ ถ้าเรื่องไหนที่สนใจ เราชอบ เราอ่านแล้วคิดกับมัน ก็จะละเอียดในการอ่าน และตรึกตรอง อะไรที่เราแค่ต้องการรู้เราก็อ่านคร่าวๆ คือเราเป็นผู้กำหนด เมื่ออ่านหนังสือแล้วเราจะรู้สึกเป็นนาย และคิดกับมันได้เต็มที่

    และที่ชอบที่สุดคือการเดินทาง ไปในที่ที่ไม่รู้จัก ไปในที่ไม่คุ้นเคย ฉันชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้า ชอบนั่งฟังเรื่องราวของคนที่ฉันได้พบเจอ ชอบลิ้มลองกับอาหารใหม่ๆ และสนุกกับการเรียนรู้วัฒนธรรมของคนอื่น

    การอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมทำงานหน้าคอมอย่างเดียว นั่นเหมือนกับว่ากำลังฆ่าตัวตายอย่างช้าๆ ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆนะ

    ความเชื่อมั่นในตัวเอง และสายตาที่คมชัดมันจะค่อยๆเลื่อนหายไปจากตัวในที่สุด

    หลายครั้งในขณะเดินทาง ฉันชอบยืนนิ่งๆ มองออกไปข้างหน้า อยู่แบบนี้เป็นเวลานานจนบัดดี้ต้องตะโกนถามว่า

    เฮ้!! ทำสมาธิอยู่หรอ?
    เปล่าหรอกฉันแค่หลับใน หุหุ

    จริงๆ แล้วกำลังสัมผัสกับความรู้สึกของตัวเอง รับรู้สายลมเย็นพัดผ่าน ฟังเสียงน้ำไหล สายตาของฉันกวาดออกไปที่ขอบน้ำ และท้องฟ้าที่มาจรดกัน มันทำให้รู้ว่า
    ฉันเป็นคนตัวเล็ก บนพื้นที่ว่าง ของโลกใบนี้เท่านั้นเอง

    .....................................................................
    princess