.
หลังจากประชุมเสร็จก็สรุปคอนเส็ปโปรเจ็คและแจกตารางเวลาตกลง...ฉันได้งานนี้จริงหรอนี่(ยกระดับเด็กจัดไฟมาเป็นช่างภาพเต็มตัว) ราจะได้งานเปิดสินค้าตัวใหม่กัน เน้นความเซ็กซี่
แค่นี้เองโลเคชั่นที่ใช้เป็นสตูดิโอ้ สัก 80% ได้
โฮะ งานหมู หมู เรานัดกับครีเอทีฟไว้ก่อนถ่ายชั่วโมงนึง เค้าเป็นคนเมกันพูดภาษาอื่นไม่ได้เลยนอกจากภาษาแม่มัน ฉันเองก็ค่อนข้างโง่แต่ไม่เป็นไรฟังเข้าใจก็พออาทไดโผล่มาบอกอยากได้ภาพลักษณ์สิ้นค้าให้ดึงดูดใจผู้ที่ใช้และผู้พบเห็น
พอเดินเข้าไปหานางแบบ เง้ยยย ตกใจ!! ไรฟร่ะ ก็ไม่มีนางแบบนะเซ่!!...แต่...เห็นนายแบบแทน แต่...เออ...จะพูดไงดี คือเค้าไม่ใส่อะไรเลยอ่า
โห่...ของขึ้น(อารมณ์เสียค่ะ ไม่ใช่อย่างอื่นขึ้น อย่าคิดลึก)
"เดี๋ยวนะ นี่มันอะไรกัน"
เดินเข้าไปคุยกับอาทไดตัวต่อตัว
"เฮ้ย ไหนบอกว่าให้เรามาถ่ายสินค้าไงแล้วไหนล่ะ ตกลงมีใครเข้าใจอะไรผิดรึป่าว?" อาทไดบอก
"ก็ใช่ไงเนี่ยถ่ายแบบชุดชั้นใน คืองี้ ทางเค้าได้ถ่ายตัวสินค้าไปแล้วรอบนึง ที่นี้ ภาพที่ออกมามันยังไม่สวยพอนายแบบหล่อ แต่เชฟไม่ดีอยากเพอแฟ็กเลยต้องรีทัชวันนี้เลยจำเป็นต้องหานายแบบหุ่นเฟิร์มมาถ่ายแทน"
ไรเนี่ยแล้วทำไมตอนประชุมถึงไม่มีใครพูดเรื่องนี้กันเลยสักคน
รึว่านายกำลังทดสอบความสามารถของฉันอยู่? รึว่าลูกค้าอยากได้มุมองใหม่ๆเลยเลือกฉันเป็นคนมาถ่ายทอดอารมณ์? รึว่านี่คือการประสารงานที่ผิดพลาด? มันเกิดอะไรขึ้น?
ว่าด้วยเรื่องนูด เนี่ย...ฉันก็ไม่ได้กระดากใจในการถ่ายหรอก
แหม๋ ... พื้นฐานของเด็กศิลปกรรมทุกคนต้องผ่านการดอลอิ้ง ฟิกเกอร์ กันมาทั้งนั้นจริงมั้ย?
สมัยเรียนอาจารย์ประจำวิชารึบ้างก็พวกเรากันเองลงขันไปหาแบบมาวาดกัน อั่นแน่ อย่ายิ้มกลุ้มกริ่ม กิ้ว ก๊าว อย่างนั้นไม่ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดหรอกนะ
เด็กมศว ทุกคนจะถูกอบรมและสั่งสอนเหมือนกันทุกรุ่นว่าให้เราเคารพผู้ที่มาเป็นแบบด้วยความศรัทธาและให้เกียรติเสมือนดั่งว่าท่านนั้นคืออาจารย์คนหนึ่งเลยก็ว่าได้
ไม่ว่าภูมิหลังหรืออาชีพที่ท่านเป็นในวันธรรมดานั้นจะทำอะไร?จะเป็นใคร? อยู่ที่ไหน? ก็ตามแต่
นิสิตทุกคนไม่มีสิทธิที่จะแตะตัว รึสัมผัส รึพูดจาหยอกล้อเสียดสี กระทั้งลวนลามใด นั่นคือจิตสำนึกพื้นฐานที่เราในรั้วมศว ทุกคนพึงมี
ฉันคือหนึ่งในนั้นที่ผ่านการดอลอิ้งมาอย่าหนักเพราะฉะนั้นการถ่ายนูดครั้งนี้มันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกแตกต่างจากการวาดฟิกเกอร์ในครั้งนั้นเท่าไร
แต่ประเด็นมันอยู่ในใจฉันต่างหากล่ะคือฉันกลัว กลัวว่าจะถ่ายงานออกมาไม่เป็นที่พอใจให้กับลูกค้า กลัวจะทำให้บริษัทที่ฉันทำงานอยู่นั้นผิดหวัง กลัวกระทั่งความสามารของตัวเองว่าจะทำได้ไม่ดีพอกลัวไปหมดจิตใจของฉันตอนนั้น เต้นรัวและเม็ดเหงื่อก็เริ่มผุดออกมาจากหัวเต็มไปหมด
บ่ายสามโมงต้องเริ่มถ่ายกันจริงๆแล้วเหลือเวลาไม่ถึง 5 นาที เลยเข้าไปเรียบๆเคียงๆกับนายแบบเค้าดูประหม่าไม่ต่างจากฉันเช่นกัน เอาละสิ!! นายแบบก็ใหม่ ช่างภาพก็ใหม่ สงสัยว่าจะพากันล่มละงานนี้ ช่วงเวลาที่คิดอยู่ว่าจะทำยังไงดีที่จะลดอาการประหม่าของเราทั้งคู่ลงโดยเร็ว
เสียงตะโกนดังโหวเหวกไล่เด็กจัดไฟไปประจำที่ก็ดังมาจากครีเอทีฟทันทีที่จบลงทุกคนประจำตำแหน่งนายแบบยืนอยู่ตรงกลางเซนจูรี่ตัวเปลือยเปล่า
ส่วนฉันนะหรอก็กำลังมองผ่านเข้าไปในเลนส์และเริ่มรัวชัตเตอร์อย่างไม่มีสมาธิเล๊ย...ให้ตายเถอะ ยิงไปพันกว่าช็อต
เชื่อมั้ย!! มานั่งดูกันงี้มันไม่มีภาพไหนที่คิดว่าจะใช้ได้เลยสักรูป
เฮ้อ...ครีเอทีฟเริ่มถอนหายใจไม่นานก็ตามมาด้วยเสียงของ
อาทไดอีกคน...
เงียบไปสักครู่
ก็พิจารณาตัวเองได้ถ้าจะพยายามยัดเยียดขายงานคงเรียกได้ว่า แถ ใช่มั้ยในเมื่อภาพมันออกมาไม่ดีเลยเลยตัดสินใจพักกองชั่วโมงนึงมันดึกมากแล้วทุกคนเหนื่อยและล้าจนเห็นได้ชัด
ออกไปนั่งดูรูปอยู่คนเดียวเงียบๆที่เทอเร้นแล้วอารมณ์มันก็พาไปนึกถึงครั้งแรกที่หัดใส่รองเท้าส้นสูง งงละสิ!? ว่าเกี่ยวไรกัน แหม๋ ถ้าใครไม่เคยใส่มันไม่มีทางรู้หรอกว่าความรู้สึกสุดยอดจริงๆ
ผู้หญิงร้อยละ 99% ต้องเคยผ่านการหัดเดินบนร้องเท้าส้นสูงมาแล้วทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและโอกาสของแต่ละคนว่าจะต้องเริ่มกับมันเมื่อไหร่
ฉันหน่ะช้าหน่อยมาเริ่มหัดใส่ก่อนรับปริญญาไม่กี่วันคือฉันเองเป็นคนสูงโครงสร้างใหญ่มาแต่ไหนแต่ไรแล้วเลยไม่ได้เห็นความสำคัญกับการใส่ส้นสูงเท่าไหร่
จนมาวันที่คณะได้มีประกาศให้นิสิตหญิงได้รับทราบเกี่ยวกับ เครื่องแบบของชุดเข้ารับพระราชปริญญาบัตรว่าต้องมีส้นสูงสามนิ้วด้วย โอ้ววว สามนิ้ว ไม่ผิดหรอกคนที่ใส่ผ้าใบมาตลอดชีวิต ต้องมายืนอยู่บนส้นสามนิ้วนี่นะ
โห่มันพูดไม่ถูกเลย คนไม่เคยใส่ต้องมาหัดเดินกับรองเท้าบ้านี่ เดินเช้าจรดเย็นเล่นเอามีน้ำตาเล็ดเลยทีเดียว ถอดออกมางี้ บวมแดง และมันพอง สุดยอด ยิ่งช่วงนั้นน้ำหนักแยะด้วยเกือบ 80 โลได้ ความเจ็บปวดมันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเลยแหละจากแรงกดของตัวลงสู่เท้า
แต่เชื่อมั้ยช่วงเวลาพระราชทานปริญญาบัตรในวันนั้นฉันเดินตลอดวันมันไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเหลืออยู่เลย มีแต่ความอิ่มเอิบและความสุขแม้กระทั้งช่วงเวลาที่ถึงบ้านแล้วก็ตาม
เท้ามันยังบวมอยู่นะแต่ความสุขใจในวันนั้นมันลบลืมความเจ็บออกไปหมดเลย
เท่านั้นแหละ คิดได้เลยกลับมาถ่ายต่ออีกรอบด้วยความมั่นใจเกินร้อย(แต่คนเดียวนะ)เรียกกองเริ่มถ่ายรอบสองทีนี้ทุกคนเข้าประจำที่ครับแต่ฉันไม่ได้อยู่กับกล้องหรอกมายืนทำจิ๊จะหยอกล้อกับนายแบบ ทุกคนเริ่มมอง(คงคิดอ่ะ ว่าจ้างยัยนี่มาทำอะไร)
นายแบบเริ่มคุยกับฉันมาขึ้นอาการเกร็งก็ลดลงเมาส์กันมาเรื่อยๆสัก 15 นาทีได้เลยหันไปคว้ากล้องมาถ่ายไปเมาส์ไปถ่ายไป
หนุกหนาน
ที่นี้ดันเหลือบไปเห็นเหงื่อของนายแบบมันไหลย้อยจนตัวเค้าชื้นไปหมดเลย ได้ไอเดียให้พี่แกไปอาบน้ำซะเลยถ่ายตอนตัวเปียกๆนี่แหละมันได้รีเฟล็กซ์ตอนแสงไฟกระทบกับน้ำบนตัวมันค่อนข้างสวยนะเน้นพวกมัดกล้ามตรงซิกแพ็คงี้ชัดเลย มันวาบเลย (เออ สวยว่ะ)รอบนี้ถ่ายไม่แยะแต่รูปที่ออกมาฉันว่ามันโดนทุกรูป
ครีเอทีฟที่เมื่อกี้นั่งเซ็งเริ่มยิ้มครับแล้วก็เดินจ้ำอ้าวๆมาหาเลยบอกว่า "ภาพ ซวยมากๆ" (พยายามพูดไทย แต่ไม่ชัด เลยได้สำเนียงแบบนี้) โห่ ... ฉันงี้ยิ้มหน้าบานเป็นกระด้งได้ นี่ถือเป็นการเริ่มต้นนะ ยังต้องผ่านอะไรอีกมากมาย ยังไงตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า ถ้ามีความสุขกับการทำงานก็ไม่มี ปัญหาไหนที่แก้ไม่ได้หรอก
เอ๊า...พรสวรรค์มันไม่มันเท่าพรแสวงหรอก 555+ เจ้าหญิงทำได้อยู่แล้ว เนอะ อิอิ
............................................................................
princess