Princess's profileΡяιиcєss DiaяÿPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    21*เดรัจฉานเห็นอะไรในกระจกเงา

     
       

    เสียงกุกกัก
    ดังมาจากห้องเก็บของหลังออฟฟิศมาสองสามวันก่อน

    ทุกครั้งที่เดินผ่านบริเวณนั้นมักจะทำให้ใครหลายคนหยุดนิ่งและเงี่ยหูฟังเสียงนั้นกันทุกราย

    ในห้องนั้นไม่มีแสงสว่างไม่ได้ ใช้อะไรนอกจากเอาไว้วางของเก่าเก็บอย่างดรั๊มสแกนรุ่นพระเจ้าเหา ตลับหมึกที่กองซ้อนกันเป็นลังเบียร์ โต๊ะเขียนแบบ และอีกสารพันเครื่องมือที่ไม่เคยคิดจะเอามาทำประโยชน์อีก มันน่าจะเรียกว่าห้องเก็บฝุ่นมากกว่าห้องเก็บของ

    แต่เสียงปริศนาที่ทำให้ข้องใจคงไม่ใช่แค่หนู มันเหมือนมีใครสักคนกำลังรื้อของลากบางอย่างจากฝากหนึ่งไปยังอีกทิศทาง หากมีคนเดินมาในจังหวะนั้นพอดี หรือหยุดคุยโทรศัพท์เสียงกุกกักก็จะหายไปชั่วขณะ มีเพียงประตูเหล็กคล้องกุญแจที่กั้นกลางระหว่างฉันกับบางสิ่งที่อยู่ในห้องนั้น...

    หลายคนบอกว่าเหมือนมีคนอยู่ในนั้นเลย เพราะบางครั้งจะได้ยินเสียงเดินด้วยนะ! บางครั้งจะได้ยินเสียงเหมือนเสียงกระโดด ดังตุ๊บ!

    แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อห้องนั้นมันปิดตายมาแสนนานจะมีเพียงหน้าต่างบานเกล็ดที่ติดเหล็กดัดเท่านั้น ที่ยังทำหน้าที่ระบายอากาศอยู่

    เสียงร่ำลือจากปากต่อปากกลายมาเป็นประเด็นร้อนภายในที่ทำงานชั่วข้ามคืน บ้างก็ว่าเป็นคนจรจัดงัดเข้ามาหาที่นอนหรือเปล่า? บ้างก็ว่าเป็นพวกลักเล็กขโมยน้อย?  นี่ยังไม่หนักเท่าบางคนบอกว่าเป็นผีที่เข้ามาสร้างความวุ่นวาย!! น่านว่ากันไป...

    ดิฉันเองก็หลอนนะคะ สะพรั่นพึงกับข่าวลือไร้มูลนี้เหมือนกัน (ยังสงสัยอยู่ว่าจะกลัวไปทำไมแค่เสียงซุบซิบ) เวลาเดินผ่านประตูเหล็กบานนั้นที่ไรมันชวนให้ขนลุกซู่ขึ้นมาทุกที

    พอเข้าเช้าวันที่สี่ก็เข้าสู่ช่วงเวลาหาคำตอบ เพราะทันทีที่เปิดประตูเข้ามาทำงาน ก็ต้องสำลักกับกลิ่นที่โชยมาจากห้องเก็บของ “คงต้องเปิดประตูลงไปดูแล้วแหละ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับที่ทำงานของเรา” (ทำตัวประหนึ่งฮีโร่กู้โลก แต่ขอโทษค่ะ ขณะที่ไขกุญแจแขนขาไม่ไม่อยากจะขยับตามปากว่า) ก็มันเป็นหน้าที่ ในฐานะ “ผู้จัดการ” ค้ำคอ

    โอเค ฉายเดียวเดินไปพร้อมกับไฟฉายกระบอกเดียว กับกองหลังที่เตรียมลี้ภัยได้ทันที (แหม๋ ... มันช่างเป็นกำลังใจให้ดีจริงๆ) เสียงดังที่คอยกร่อนประสาทหายไปแล้ว แต่กลิ่นยังติดจมูกอยู่ พยายามใช้ไฟฉายส่องนะ แล้วเสียงกองหลังก็ตะโกนถาม “เห็นยัง? เจอไรมั้ย?” สายหัวแล้วตะโกนกลับ “ไม่เห็นจะมีอะไรเลย”

    กำลังจะก้าวขาออกจากห้องนั้นแล้วค่ะ “แผละ” มีบางอย่างลื่นพรึดทะลักออกมาจากใต้รองเท้า เอาไฟส่อง เห็นเป็นซากอะไรสักอย่างแยกหัวออกมาจากตัวเรียบร้อย  “ไอ้บ้าเหยียบหนูเน่า” “กรี๊ดดดด” ทำหลังแตกฮือ เอ่อ ... จริงๆแล้วมันไม่ใช่หนูนะ  ฉันยังไม่ปริปากบอกเลยใครเลยง่า

    วันนั้นแหละที่เราได้สมาชิกใหม่เพิ่มมาหนึ่งคน เอ้ย ... หนึ่งตัว! ชื่อไททั่น ลูกแมวพันทาง ที่รอดชีวิตจากการถูกทิ้งและไม่ใยดีของแม่มัน

    พี่น้องไททั่นตายยกคลอก! เข้าใจว่าแม่มันคงออกลูกแล้วชิ่งไปเลย ผิดนิสัยสัตว์เพศแม่สิ้นดี แต่นี่อะไร น่าเวทนา พี่น้องในคลอกไททั่นมันคงทนความหิวไม่ไหวนอน (ตาย) เกลื่อนห้อง ตอนที่เจอ ไททั่นหายใจแผ่ว มีแต่มดกัดเต็มตัว รีบเอาไปส่งสัตวแพทย์รักษาอยู่หลายสัปดาห์

    พอวันไปรับกลับจากโรงหมอ ทุกคนตื่นเต้นกันใหญ่ แต่
    ไททั่นออกจะกลัวตลอดเวลา คืองี้ค่ะ ในบริษัทเรามีแมวนอกติดดีกรีหมด ไททั่นเป็นเหมือนลูกนอกสมรสอ่ะ อะไรๆจะได้เป็นลำดับสุดท้ายบวกกับความไม่ค่อยฉลาด สอนอะไรไม่จำบอกซ้ายไปขวา บอกขวาไปซ้าย เรียกสั้นๆว่า “โง่” จะเหมาะมาก แต่ด้วยความ เอ๊ะ เป็นลูกแมวที่กำลังอยู่ในวัยกำลังซนพร้อมจะเล่นกับทุกคนได้ตลอดเวลา

    แต่เชื่อป่ะไททั่นยังคงต้องการความรักจากแม่ของมันอยู่ดี ถึงแม้จะไม่มีใครเห็นแม่มัน ตอนที่มาออกลูกทิ้งไว้ แต่ทุกคนรู้ค่ะว่ามันเป็นใคร ก็ไททั่นถอดแบบมาจากแม่มันไม่ผิดเพี้ยนทั้งสี ทั้งลาย ทั้งนิสัยส่วนตัว ตอนไททั่นติดสัดอ่ะต้องรีบเอาไปให้หมอเชือดไม่งั้นโซฟากระจุยหมดค่า แต่แม่มันไม่เคยกลับมาเหลียวแลเลยนะ

    เรื่องแปลก คือ หลังจากที่เอาไททั่นมาเลี้ยงได้ไม่นานก็มีแมวหนุ่มมาคลอเคลียไททั่นไม่ห่าง นี่ถ้ามันให้นมได้ คงเห็นไททั่นดูดนมแมวตัวผู้กันล่ะงานนี้

    พวกเราตั้งชื่อแมวนิรนามว่า “ท็อปปิ้ง” ที่มีจากนิสัยชอบปาดหน้าเค้ก เวลายื่นเค้กให้ท็อปปิ้งจะละลิ้มเลียหน้าครีมและท็อปปิ้งจนเกลี้ยงและเหลือไว้แต่ชิ้นแป้งเท่านั้น

    จากการไปๆมาๆเข้านอกออกใน เข้าหาไททั่นบ่อยครั้งก็กลายเป็นอยู่ประจำ ดูสิมันคงอยากเป็นพ่อบุญธรรมให้กับไททั่นลูกกำพร้าล่ะมั้ง? เพราะไม่มีใครรู้ว่าพ่อไททั่นเป็นใคร? (เข้ามาชมไททั่นกับท็อปปิ้งเพิ่มเติมได้ที่นี่*)

    มีคนบอกว่า “เอาเถอะสัตว์ยังไงก็เป็นสัตว์วันยังค่ำ วงจรชีวิต กิน ขี้ ปี้ นอนทุกอย่างที่สัตว์แสดงออกมัน คือ สัญชาตญาณ และการเอาตัวรอด” ถ้าเราเห็นนกกระจาบสานกิ่งใบหญ้า เราจะเรียกว่า “รัง”  แต่ถ้าเราเห็นคนสร้างตึก เรากลับเรียกว่า “สถาปัตยกรรม” แหม๋ ... มันช่างต่างชั้นกันเหลือเกิน

    จนกระทั่งวันหนึ่งสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมาอาจจะต้องสังคายนากันใหม่หมด

    เราอาจมีความรู้เดิมว่า ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการใช้เครื่องมือมีเฉพาะกลุ่มในไพรเมตเท่านั้น ความรู้เดิมที่ถูกยอมรับโดยทั่วกันจากการการันตีโดยมหาวิทยาลัย

    ออซฟอร์ด อาจต้องเอาไปโยนทิ้ง (กำลังทำตัวไม่ให้เป็นน้ำเต็มแก้ว) เพราะการแสดงออกของสัตว์มันขัดแย้งกับหลักการน่ะสิ

    หลังจากนั่งดูพฤติกรรมของไททั่นสัตว์สมองน้อยมาระยะหนึ่งอาจจะไม่ได้คำตอบอะไรมาก นอกจากภาษากาย 

    อย่างการอึ แมวมักเกร็งตั้งแต่หน้าย่น หูลู่ ขนลุกชันตลอดสันหลังยันหางที่หงิกงออย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่ามันต้องใช้พลังงานทั้งหมดเบ่ง (อึ) สุดแรงเกิดก็ว่าได้ ผิดกับการฉี่

    ตัวผู้จะยกหางขึ้นให้พ้นจากวิธีกระสุน และฉีดฉี่ไปที่เป้าหมาย
    ปี๊ดดดด ส่วนตัวเมียจะนั่งยองๆแล้วปล่อยฉี่ได้อย่างสบายอารมณ์ ฉ่า...

    เชื่อป่ะ ฉันก็ยังงงๆกับวีธีสอนของเหล่าซือไม่หาย คือดันไปลงเรียนการบริหารมาค่า จะได้เอามาใช้กับการเป็น
    “ผู้จัดการ” ได้อย่างเต็มเหนี่ยว มีวิชาหนึ่งเล่นเอานิสิตเฮฮากันทั้งคลาส

    ว่าด้วยเรื่องการสังเกตพฤติกรรมเพื่อเข้าใจการแสดงออก ศึกษากันตั้งแต่โครงสร้างของร่างกาย (กระดูก) เชื้อชาติ ยันบุคลิกเฉพาะตัวกันเลย เรียนจนบรรลุอ่ะ

    แต่มีบทหนึ่งชอบมาก เหล่าซือบอก นิสิตไม่ต้องเข้าคลาสแล้วนะ ให้ไปทำรางานแทน เจอกันวันสอบเลย (โอ้ว ... คิดมากนะคะ) การบ้าน (การสอบ) ให้ไปเบ่งพฤติกรรมสัตว์มา แล้วเขียนบันทึกให้หมดว่าได้อะไรจากการสังเกตมาบ้าง เอ้า ... หัวข้อกว้างเป็นแม่น้ำแยงซีเกียงเลยค่าคุณขา

    ก่อนจากกันวันนั้น เหล่าซือบอก ใครมีข้อสงสัยสามารถถามได้กลุ่มละ 1 คำถาม (เท่านั้น) จะโหดไปมั้ยคะ

    มีทั้งหมด 3 กลุ่ม แปลว่า 15 คน สามารถสงสัยได้แค่ 3 คำถามเท่านั้นหรอกหรือ?  ต้องคระหนักบวกลบหน้าหลังอย่างแรงก่อนที่จะถามมันสมควรแล้วหรือยัง หาข้อสรุปไม่ได้ หลงประเด็น หรือเพราะว่าเราไม่รู้ เหล่าซือมักสอนแบบอ้อมๆว่า จะทำอะไรแต่ละอย่าง ให้ระลึกผลที่จะตามมาภายหลังด้วยนะ อย่าใช้แค่อารมณ์ อย่าใช้การคาดเดา อย่าทำเพื่อตัวเองให้มากนัก แต่จงใช้สมองด้วยเหตุผล และหัวใจที่เป็นกลาง

    การที่เราไม่รู้และเดาจากแค่ประสบการณ์ของตัวเองหรือแค่เพียงสิ่งที่เขาบอกมา (คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น แบบนี้) แล้วก็ไปหาเหล่าซือเพื่อให้ช่วยไขขอสงสัย มันจะทำให้คุณและเพื่อนอีก 14  คน (ไม่ใช่ 4 คนนะหมายถึงทั้งคลาส) จะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ แถมเสียเวลาไปฟรีๆ เรียกว่าซวย 2 เด้ง ไม่ได้เขลาคนเดียวแต่ยกกำลัง 14 ไปเลย

    อยากทราบกันแล้วสิคะว่า 3 คำถามที่ผ่านการวิเคราะห์จาก 15 คนคืออะไร? (จุ๊ๆรู้แล้วเหยียบไว้เลยนะ มันเป็นความลับค่ะ แหะๆ) แต่ที่บอกได้ กลุ่มของเจ้าหญิงน่ะทำเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสัตว์ ฟังดูมันแหม่งๆไหมคะ ก็คำว่าความคิดสร้างสรรค์เขาใช้กับคนเท่านั้นนินา

    เรามาดูกันไหมล่ะว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน เริ่มต้นจากความง่ายของคน 5 คนในกลุ่มก่อนเลย ที่แรกจะเลือกสัตว์ชนิดอื่นแล้วไปๆมาๆก็ลงเอยที่ หมา น่าจะดีสุดล่ะ เพราะทุกบ้านของสมาชิกมีเลี้ยงหมากันหมด 5 คนค้นข้อมูลเกี่ยวกับหมา

    ตั้งแต่การผสมให้ได้สายพันธ์ เริ่มเป็นตัวอ่อน ออกลูก ยันตาย อยากบอกว่าทำรายงานฉบับนี้แล้วทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมอย่างลึกอ่ะ

    หมาเป็นสัตว์ที่มีความหลากหลายทางสายพันธุ์แยะที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่จู่ๆเจอประเด็นนึงที่จุดประกายคือเป็นเทปบันทึกเกมส์โชว์ค่ะ ความยาว 30 นาที มีพิธีกรดำเนินรายการปกติแขรับเชิญเป็นครูฝึกและหมา

    รายการดำเนินต่อไปโดย โชว์ความสามารถของแขกรับเชิญ แต่ไม่ใช่ยืนสองขา ต้อนแกะ หรือกระโดดรอดห่วงไฟนะคะ แต่ครูฝึกกำลังบอกให้หมาไปหาสิ่งของตามคำสั่งจากของที่วางกองรวมกันอยู่ ที่แรกนึกว่าคงเป็นการจำคำ และความหมายแบบที่เราสอนหมาทั่วๆ เช่น นั่ง ยืน หมอบ แต่เปลี่ยนคำที่สอนเป็นวัตถุแทน

    แต่ครูฝึกไม่พูดแล้วค่ะเปลี่ยนมาเป็นหยิบภาพให้ดู แล้วให้หมาไปหาสิ่งของที่เหมือนในภาพมา ทำได้ไง?!

    มีเพื่อนคนนึงอธิบายสิ่งที่หมาทำได้ว่า นั่นคือ การอ้างอิง พฤติกรรม แบบนี้เราจะเจอในเด็กค่ะ

    เด็กเล็กๆที่เริ่มจะหัดเรียนรู้จะมีการอ้างอิง คือการสร้างแผนที่ในสมอง จะสามารถคัดของที่ไม่รู้จักออกจากสิ่งที่รู้จักได้

    ตัวอย่าง ถ้าเด็กคนหนึ่งรู้จักคำว่าวัว กับคำว่าหมูอยู่แล้ว ถ้าเราให้เด็กคนนั้นเลือกนกฟามิงโก้ออกมา แด็ก็สามารเลือกได้อย่างถูกต้อง โดยที่เขาไม่ต้องรู้จักนกฟามิงโก้มาก่อน

    เลยก็ได้ เพราะใช้หลักการอ้างอิง คือการคัดคัดของที่ไม่รู้จักออกจากสิ่งที่รู้จัก นี่แหละคือการเรียนรู้วิธีหนึ่งของคนเรา

    (เมื่อก่อน) เชื่อว่าไม่มีสัตว์ชนิดไหนทำได้นอกจากกลุ่มเราๆ ท่านๆเท่านั้น แต่นี่หมาก็ทำได้ไม่ต่างอะไรกับเด็กเล็กๆเลย!

    สมองคนเราบ่งเป็น 2 ซีกใช่ไหมคะ ภาพรวมของสมองหมาก็ไม่ต่างกัน

    หลักการง่ายๆเลย สมองด้านซ้ายควบคุมการทำงานขอร่างกายด้านขวา รวมถึงอารมณ์ในด้านบวก อย่างดีใจ มีความสุข ในขณะที่สมองด้านซ้ายจะทำงานในทางตรงกันข้าม ลองไปสังเกตดูเล่นๆก็ได้ค่ะว่าจริงรึป่าว?

    เวลาที่หมาเกิดอารมณ์ฉุนเฉียว ไล่เห่าคนแปลกหน้าด้วยความหวาดระแวง กลัว หมาจะกระดิกหางไปด้านซ้ายมากกว่า แรกๆจะยังดูไม่ออกหรอค่าดูบ่อยๆแล้วคุณจะเห็นถึงความแตกต่างด้วยตัวเอง

    เวลาคนเราได้กลิ่นอาหารสักอย่าง อาจจะแยกได้ว่า เป็นไข่เจียว ไก่ทอด ต้มยำ แต่สำหรับหมาอาจแยกชนิดของส่วนประกอบของอาหรจานนั้นได้เลยถึงกลิ่น ผักกาดขาว พริกแกง กุ้ง (ถ้ามันเป็นแกงส้มนะ)

    บลัดฮาวด์จัดได้ว่าเป็นหมาที่มีประสาทรับกลิ่นเจ๋งสุดๆเพราะสามารถแยกชั้นของกลิ่นได้เป็น 10 เท่าของหมาทั่วไป 1000 เท่าถ้าเทียบกับคน สมองหมาในส่วนที่ใช้วิเคราะห์กลิ่นจะใหญ่กว่าคนถึง 40 เท่า อู้ววว

    เคยคุยทนายว่าในเมื่อหมามีทักษะขนาดนี้ เราสามารถเอาหมามาเป็นพยานยืนยันการกระทำผิดของคนร้ายได้มั้ย? ทนายบอกว่า “ถ้าเอาหมามาอ้างอิงในรูปคดีนี่ยังไม่เคยมีในบันทึกนะ (ก็หมามันเป็นสัตว์อ่ะ) แต่ถ้าเอาหมามาใช้ในงานสืบสวนก็มีแยะอยู่” “อ้าวแบบนี้เรียกเกลียดตัวกินไข่หรือปล่าคะเนี่ย” “อืม...คงงั้นมั้ง”

    ในขณะที่สัตว์เลี้ยงใกล้ตัวกำลังแสดงออกทางพฤติกรรมอย่างชาญฉลาด แต่ฉันกลับเห็นคนบางคนใช้เวลาให้หมดไปกับวงจรชีวิตเยี่ยงสัตว์ ตื่นขึ้นมา แล้วก็กิน นั่งหน้าคอม สักพักขี้ จากนั้นก็แบมือรีดไถเงินจากแม่ เพื่อไปใช้ปรุงแต่งเรื่องเพศ

    ได้แต่นั่งมองแล้วคงได้แต่น่าสงสารคนไร้ค่าพวกนี้จัง ไม่ทำประโยชน์ให้สังคมแล้วยังเป็นภาระ คนที่เป็นทุกข์ที่สุดน่าจะเป็นแม่ (ของคนพวกนี้) อุส่าห์อุ้มท้องมาตั้ง 9 เดือนเพื่อเบ่งคนที่ชิงหมามาเกิด น่าเวทนานะฉันว่า

    ช่วงไปเมกาฉันไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวมากนัก ช่วงนี่รู้สึกผ่อนคลายมากที่สุนนอกจากไปเที่ยวแล้ว น่าจะเป็นเวลาอาหารกลางวันนี่แหละ

    ก็แหม๋ ... ของกินมันเย้ายวนใจกว่าเรื่องในโรงงานกว่าเป็นไหนๆ มิสเตอร์วิลเลี่ยมดูแลเราประหนึ่งคนพิเศษ พาไปชิมทุกอย่างที่อยากลอง ฉันชอบขนมมากกว่า อย่าง
    “โค้กทอด”
    ขนมเด็กแนวกำลังอิน

    น่าจะเหมือนที่บ้านเรามีกระแสโรตี้บอยละมั้งคะ จริงๆแล้วรสชาติไม่ได้อร่อยมากมาย แค่แป้งใส่น้ำโคกผสมกันในสูตรเฉพาะตัว ที่มันดังน่าจะเป็นที่ไอเดียของคนคิดมากกว่าบวกกับความแหวกแนวในตลาด

    ร้านโค้กทอดจะมีลานให้นั่งบรรยากาศเป็นกันเองมีนิตยสารไว้บริการ อยากรู้ค่ะวาฝรั่งเขาอ่านอะไรกันบ้าง แน่นอนมันประกอบด้วยหน้าโฆษณาร้อยละ 70%

    แต่ถ้าดูดีๆจะมีพื้นที่คืนกำไรอาจเป็นสติปเล็กๆคาด รงณรงค์ลดโลกร้อน ประหยัดพลังงาน แจ้งข่าวแจกหมาให้กับคนตาบอด บางเล่มส่วนที่คืนกำไรก็มีเป็นหน้าๆ

    อ่านเจอคอลัมน์หนึ่ง ว่าด้วยเรื่องให้คนหันมาใส่ใจสัตว์เลี้ยงในบ้านมากขึ้น คือไม่ใช่แค่เห็นว่ามันน่ารัก แก้เหงา พอมันหมดวัยเด็ก หมดความขี้เล่นแล้วก็เอามาปล่อยทิ้งเป็นสัตว์จรจัด

    เขาเขียนเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าไปเจอ ดอนนี่ หมาพันธ์โดเบอร์แมนมาจากข้างงถนนมันกำลังหาเศษอาหาร

    ช่วงแรกต้องฝึกดอนนี่ให้เดินเข้าประตูเพราะมันไม่รู้ว่าประตูคืออะไร? แล้วก็มีอาการหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา จนกระทั้งวันหนึ่ง เจ้าของสังเกตเห็นสิ่งที่เธอคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วนะ ดอนนี่มักจะคาบของเล่นมาวางในสนามเป็นรูปเลขาคณิต อย่างวงกลม สามเหลี่ยม บางครั้งเป็นเส้นคู่ขนาน แบบนี้คงไม่ใช่การจัดวางแบบบังเอิญแล้วแหละ

    ดอนนี่ต้องใช้ความคิดที่จะวาง เปลี่ยนใจ รวมถึงคำนวณเรื่องตำแหน่ง หมาตัวนี้กำลังพยายามแสดงออกเพื่อสื่อสารอะไรบางอย่างอยู่

    เธอเล่าในบทสัมภาษณ์ว่า “มีครั้งหนึ่งที่ต้องทึ่ง ดอนนี่จะจับกลุ่มวางตุ๊กตาของเล่นโดยเลือกจับตุ๊กตาชนิดเดียวกัน วางด้วยกัน อาจเป็น กบ 2 ตัว หรือลิง 3 ตัว บางครั้งอาจวางตุ๊กตาทั้งหมดคว่ำหน้า หรือไม่ก็หงายทั้งหมด เธอชอบที่สุดคงเป็นการที่ดอนนี่จับตุ๊กตามากอดกัน"

    ดอนนี่จับตุ๊กตามากอดกันหลังจาก หนึ่งวันที่เธอกอดดอนนี่เป็นครั้งแรก แสดงว่าดอนนี่กำลังสื่อสารกับคนอยู่ใช่มั้ย?

    จำได้ว่าครั้งที่ไททั่นเริ่มเปลี่ยนตาจากสีน้ำข้าว เคยเอากระจกเงาให้ไททั่นส่อง มันเริ่มสำรวจกระจกเงาก่อน เอามือไปแตะ และตบ เมื่อมันดูอย่างละเอียดแล้วไททั่นจะรู้ว่านั่นคือตัวมันนะ มันจะแสดงท่าทางการเดินหมุนวนไปมาอย่างผิดปรกติ สิ่งนี้แหละที่บ่งบอกถึงการตระหนักรู้ตัวตน

    ถึงแม้ไททั่นจะเป็นเพียงลูกสัตว์ที่เกิดมาจากความสนุกของแม่มัน ที่พูดแบบนี้เพราะเราไม่เคยเห็นแม่ไททั่นออกมาเดินเฉิดฉายในวันธรรมดา นอกจากฤดูการติดสัด แม่ไททั่นจะร้องส่งเสียงครวญครางเรียกหาตัวผู้เพื่อผสมพันธ์

    มันไม่มีเจ้าของเลยไม่มีใครคิดจะจับแม่ไททั่นไปทำหมัน ได้แต่ทนฟังเสียงร้องหาคู่เมื่อฤดูหนาวมาถึง ...

    การแสดงออกของไททั่นและดอนนี่กำลังบอกว่าสัตว์ก็มีสมองและความคิดสร้างสรรค์นะ ฉันมั่นใจ การตระหนักรู้ตัวตนจากการมองกระจกเงา เป็นสิ่งสำคัญที่ชี้วัดได้ดีที่สุด

    ผิดกับคนบางคนที่ไม่มีสมอง ไม่รู้แม้กระทั่งตัวเองทำอะไรอยู่ ไม่มีเป้าหมายให้กับชีวิต ไม่มีแม้กระทั้งความคิดสร้างสรรค์ เพียงแค่มีความรู้สึก แค่ อยากเป็น อยากมี อยากเหมือน อยากได้ อยากเหนือกว่า ขาดเหตุผล มักใช้แต่อารมณ์ มันน่าจะต่ำชั้นกว่าเดรฉานนะว่ามั้ย?

    princess