26 ธันวาคม 2550
ฉันยังคงตามหาบางสิ่งที่หายไป
ดั่งที่ใครเขาค้นหากัน
สิ่งสำคัญของชีวิต
นั้นก็คือความหมายของคำว่า "..."
เจอแล้ว ... แต่ต้องหยุดตัวเองเอาไว้ เพราะถ้ายังเดินเข้าไปก็จะกลายเป็น ... ส่วนเกิน
ไอ้ตี๋ ชวนไปกินข้าวข้างนอก เปลี่ยนบรรยากาศ แก้โรคเบื่ออาหาร ไอ้เราก็ชอบชิมเลยไม่คิดปฏิเสธ ในรถเข็นเล็กๆมีแสงสีส้มจากหลอดไส้ ห้อยระย้าประดับร้าน เราเลือกที่นั่งหน้าเค้าเตอร์ไม้ มีรางเลื่อนให้ชูชิหมุนไปมา อยากกินอะไรพิเศษบอกซิ้มได้ เดี๋ยวแกจัดให้
ซิ้มเอื้อมมือลงไปในตู้กระจกจับปลามา เชือด อย่างว่องไว ตามมาด้วยปลาหมึกยักษ์ หนวดยุบยับ ที่พันมือเมื่อกี้ก็กลายมาเป็นชูชิโคตรสด! วางอยู่ตรงหน้า
เราคีบ จิ้ม ใส่ปาก แล้วอาการปี๊ดก็กำเริบ
แม้ว่าจะกินวาซาบิแล้วจะมีน้ำตาเล็ดกันบ้าง
แต่เราก็ชอบสัมผัสกับรส เผ็ด ที่ขึ้นสมองเพลินแต่ปี๊ด เผ็ดแต่ทน
แม้ว่ารักแล้วจะช้ำ แต่ก็ยังชอบเดินเข้าไปหาความรักอยู่ดี
ช่วงเวลาหลังการปี๊ด เริ่มซา อาการโล่งปลอดโปร่งก็ตามา มันเคลิ้มกับลมทะเลที่พัดมาจากชายฝั่ง ภายใต้ความเงียบ และเสื้อโค๊ดอันแสนอุ่น
"เบียร์ขวด!" เสียงตะโกนดั่งลั่นมาจากเด็กวัยรุ่น มันทำลายความเงียบในบรรยากาศแสนหวานของฉัน
"เหี้ย จริงๆเลย" เด็กหนุ่มโวยวาย จนทำให้ความเคลิ้มของฉัน และใครอีกหลายคนที่นั่งกินลมอยู่หมดอารมณ์ -..-
.........
กำลังปล่อยความคิดไปไกลกลับสู่ห้วงเวลาแห่งอดีต วันนั้นเป็นช่วงปลายปีเข้าสู่ฤดูหนาว ฉันน่ะโง่เรื่องคอม เลยไปขอคำแนะนำจากพี่ชิน ให้เขาเป็นธุระแทนจะได้ไม่ถูกคนขายฟันราคา ด้วยน้ำใจที่มีให้ ฉันเลยเลี้ยงข้าวเป็นการขอบคุณ
"อยากกินอะไร" ฉันถาม
"อะไรก็ได้" "งั้น...บีกิน MK ร้อนดี"
"มีติมซำมั้ยคะ?"
"หมดแล้วค่ะ จะรับอะไรแทนดีคะ"
"งั้น ขอชุดผักค่ะ"
แล้วบีก็สั่ง
สั่ง (ผัก)
สั่ง (ผัก)
สั่ง (ผัก)
สั่ง (เต้าหู้)
สั่ง (ผัก)
พี่ชินเงียบไป
"อยากกินอะไรก็สั่งเพิ่มนะบีได้หมดแล้ว"
แกยังเงียบอยู่
"สั่งจิ๊ หรือจะกินเท่านี้"
พี่ชินเริ่มสั่ง
สั่ง (เนื้อ)
สั่ง (เนื้อ)
สั่ง (เนื้อ)
สั่ง (เนื้อ)
สั่ง (เนื้อ)
.........
"นี่ซิ้ม! เบียร์ได้ยัง?" เด็กหนุ่มทำลายความเงียบ "ผมไปหยิบเองก็ได้นะ ซิ้มจะได้ทำอย่างอื่น ผมหวังดี" "ล่ายๆ ลื้อไปหยิบเลย อยู่ในลัง" ซิ้มตะโกนตอบพร้อมชี้นิ้วไปที่ลังเบียร์
ฉันนั่งนิ่ง โดยหันมาใช้สมาธิแย่งข้าวปั้นกะไอ้ตี๋ ที่กำลังเขมือบทุกอย่างแบบพายุลง แอบนึกในใจว่าช่างไม่มีสุนทรีย์ในการกินซะเล๊ย พยายามกลับเข้าสู่ภวังค์แต่ไม่สำเร็จ สมองมันเดินทางไปที่ร้าน MK แต่ต้องยูเทินกลับแบบเฉียบพลันด้วยเสียงดั่งลั่นจากเด็กหนุ่มคนนั้น
"เอามาแล้วนะซิ้ม ขอข้าวปั้นเซตนึงด่วนๆ" เสียงสั่งอาหารดั่งลั่นริมทะเล ฉันหลับตาลงเล็กน้อย หลังจากที่โดนวาซาบิจนน้ำตาเล็ด มองไปที่ซิ้มกำลังยิ้มตอบให้ฉันอย่างเกรงใจแทนเด็กหนุ่ม ฉันยิ้มกลับแล้วหลับตาลง
เราต่างเข้าใจด้วยรอยยิ้ม ฉันตักเต้าหู้ อาหารสุดโปรดให้พี่ชินได้ชิม แล้วก็รอลุ้นว่าแกจะชอบเหมือนกันมั้ย?
"พอเลย ไม่ต้องตักแล้ว กินไม่ทัน"
"ค่ะ ชิมดูจิ๊ รสชาติเป็นไงมั่ง"
พี่ชินทำหน้าเบ้ เคียวแหยะๆอยู่สองสามที แล้วบอกว่า
"มันจืด รสชาติก็เต้าหู้ ไม่เห็นอร่อยตรงไหน" ผ่ า ง...หน้าแตกเลยบี จากนั้นก็กิน MK เงียบๆกินแต่ผักกับเต้าหู้ไปโดยไม่กล้าพูดอะไรอีก
เลิกชวนพี่ชินกินข้าวด้วยกันแล้วตั้งแต่นั้นมา
แต่มีอยู่วันนึง พี่ชินกลับชวนบีไปกินข้าวตอนตีสอง?! ไม่รู้อารมณ์ไหนเข้าสิงแก พาไปกินร้านก๋วยเตี๋ยวปลา ฉันไม่รู้ว่าร้านนี้มีอะไรอร่อยเลยให้พี่ชินสั่งให้ มีก๋วยเตี๋ยวต้มยำ กับหมูอะไรสักอย่าง หน้าตางี้ใช้ได้ทีเดียว (อาหารนะ) ด้วยความหิวเลยจ๋วงลืมสวยกันเลย กินได้ไม่กี่คำต้องชะงัก ... เพราะมัน เผ็ดมากกกกกกก
พี่ชินดันมาบอกบีอีกว่าเขาชอบอาหารรสจัดจ้าน ซวยละสิ จะทำไงดีเนี่ย เออ ... จะบอกเขาดีมั้ยว่าบีไม่กินเผ็ดค่ะ โอ๊ย ... ให้ตายเถอะ จริงแล้วฉันไม่ค่อยเรื่องมากในการกินมาก่อนเลยนะ ยกเว้นอาหารรสเผ็ดอย่างเดียว
แล้วทำไมต้องมาเป็นอย่างนี้ด้วยยยยยยยยย เซง!! (ตัวเอง) เอาวะ ความรักทำได้ทุกอย่าง
สู้โว้ย!! แค่ ก๋วยเตี๋ยวชามเดียว ไม่ตายหรอกน่า กินไปอย่าเสียลุค กินได้อีกสองสามคำ ทน ไม่ ไหว ปากเริ่มบาน หน้าแดง เหงื่อแตกซิก คงต้องบอกแล้วล่ะ "พี่ชินค่ะ เออ ... บีกินเผ็ดไม่เก่ง ขอน้ำอีกขวดค่ะ" ครั้งแรกที่เห็นเขายิ้ม ด้วยอาการที่ฉันลนหาน้ำด้วยความเผ็ดสุดขีด
มันสบายใจแบบบอกไม่ถูก รู้แต่ว่าหัวใจมันเต้นแรงจากการที่เขายิ้มให้ฉัน และฉันก็ยิ้มให้เขา
เราต่างเข้าใจในภาษายิ้ม
อยากให้คนมาจ้องตาใกล้ๆแต่ฉันยังหลับตาอยู่หลังจากที่โดนวาซาบิไปเต็มเหนี่ยว
"ไอ้บีพูดมั้งก็ได้นะ เอาแต่กิน แหม๋ เจอชูชิเข้าไปลืมเพื่อนเลย"
"อ้อ อัน อา อ่อย (ก็ มัน อา ร่อย)"
"สาด กูเบื่อมึงจริงๆแม่งไม่ต้องมาแล้ว กูขี้เกียจรอมัวแต่ทำเหี้ยอยู่ได้ แค่นั้นนะ" สิ้นเสียงเด็กหนุ่มวางโทรศัพท์
เข้าใจค่ะว่าเซง การรอนานมันพาลให้หงุดหงิด แต่...ฉันเครียดเวลาที่ทำเสียงดังโหวกเหวก! (คิดในใจค่ะ ไม่กล้าพูดกลัวโดนเตะปาก)
ฉันกำลังเคลิ้ม แล้วเคลิ้มของฉันดันสะดุดกับ ...
ปั้ง! เสียงทุบโต๊ะด้วยอาการไม่พอใจของเด็กคนนั้น สั่นสะเทือนมาถึงเก้าอี้ของตี๋กับบี
ที่ร้านนี้มีลูกค้านั่งทานอาหารอยู่เจ็ดชีวิต แต่ ... มีคนเดียวที่ส่งเสียงดัง นึกในใจว่าอยากจะเขี่ยไอ้เด็กบ้านี่ออกไปไกลๆ (ตีน)โอ๊ย ... อยากอยู่เงียบๆโว้ย
.........
เช้าวันรุ่งขึ้นบีท้องเสีย ไม่ต้องสงสัยมันมาจากพิษก๋วยเตี๋ยวปลาเมื่อคืน ก็ดันกินเผ็ดเข้าไปซะขนาดนั้น ก็นะ ตกเย็นก็มีข่าวจากทางบริษัทให้ย้ายไปประจำที่ต่างประเทศ
ความรู้สึกข้างในใจมันโหวงเหวงชอบกล
ทำไงดีล่ะเนี่ย อยากคุยกับพี่ชินจันเลย อยากเจอหน้า อยากบอกลา หลายวันผ่านไปหัวใจของฉันมันก็ร้อนลน ถ้าไม่พูดคงต้องอึดอัดใจตายแน่เลยงานนี้
เอาวะโทรก็โทร ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด ครั้งที่ 1 2 3 พี่ชินไม่รับสายบีเลย ครั้งที่ 4 “มีอะไร” เสียงเข้มๆแสดงอาการไม่พอใจดังมา มันทำให้บีพูดไม่ออก หยุดชะงักไปสักครู่ เลยพูดออกไปว่า
"ไม่มีอะไรค่ะ"
"ไม่มีอะไร ก็อย่าโทรมาอีก พี่ไม่สบายอยากอยู่เงียบๆ" เสียงตะคอกใส่หูมันชาไปถึงหัวใจ ฉันไม่ได้พูดในสิ่งที่อยากจะบอก แต่น้ำตามันไหลรินร่วงอาบสองข้างแก้มแทนคำพูด ณ ช่วงเวลานั้นก็เข้าใจอะไรบางอย่าง แต่พยายามหลอกตัวเองว่ามันไม่จริงอย่างที่คิด
ครั้งหนึ่งเคยถามว่าพี่ชินคิดยังไงกับบี เขาบอกว่า
"พี่ไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ไม่อยากให้บีจากไป"
มันคลุมเครือนะ (ก็คิดต่อเอาเองว่าแปลว่าอะไร) หลังจากที่พี่ชินวางหู ฉันก็เฝ้าแต่กังวล ห่วงใย กับคำที่บอกว่าเขากำลังป่วย จนลืมเรื่องที่ตัวเองจะย้ายไปสนิท
ช่วงนั้นฉันกำลังยุ่งมากพอมีเวลาอีกทีก็หลังจากนั้นหลายสัปดาห์ได้มาพัทยา ทันทีที่ถึงฉันเดินลัดเลาะริมทะเลด้วยเท้าเปล่า เสียงคลื่น และเสียงลมที่พัดมากระทบตัวฉันมันเหมือนเสียงดนตรีจากสวรรค์ ช่างไพรเราะจับใจ ความรู้สึกดีๆแบบนี้อยากจะให้พี่ชินได้ยินจังเลย บางทีเขาอาจรู้สึกดีเหมือนฉันตอนนี้ก็ได้นะ โทรเลย ติดแล้ว เขารับสาย ฉันเงียบไปแต่กำลังยื่นโทรศัพท์ไปยังทะเล
"ได้ยินมั้ยเสียงทะเลนะ"กำลังจะถามทุกข์สุขว่าอาการดีขึ้นรึยัง ต้องหยุดกะทันหันจากน้ำเสียงที่ดุดันแสดงอาการไม่พอใจอย่างแรงที่ฉันโทรหา "พี่ไม่ได้เหงา" ตู๊ด...ตู๊ด สายถูตัดไปแล้ว ผ่าง เสียงตะคอกเต็มหูเหมือนจะโกรธแค้นนักหนาที่ทุกครั้งบีโทรหา
บีเอ๊ย ... จะโทรไปหาเขาเพื่ออะไรกัน เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ ยังจะทำตัวเองให้ช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำไมกัน อยากจะสมน้ำหน้าตัวเองเสียเหลือเกิน
ฉันอยากอยู่คนเดียวเงียบๆอยากทบทวนความคิดกับความเงียบ
.........
"ลื้อ เปง อา ลาย อะป่าว?" อาซิ้มเดินมาสะกิดเด็กหนุ่ม เมื่อเห็นฟุบอยู่ที่โต๊ะโดยที่ไม่พูดอะไร
"ป่าวววว แค่กึ่ม" ตอบเสียงดังตามเคย "เหง ลื้อ เงียบ ไป นึกว่าเปง อา ลาย" ซิ้มขำ
ฉันหลุดออกมาจากคะนึงอีกครั้ง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ บางคนพูดมากก็น่ารำคาญ พอไม่พูดก็กลายมาเป็นคนแปลก ว่ามั้ย?
หยุดเคลิ้มแล้วมาขำบ้างก็ดีนะ
"แม่งเอ๋ย!" เสียงสบถดังกระหึ่มจากอาการเมา นั่งคิดตัดพ้อว่าซิ้มไม่น่าไปปลุกให้มันตื่นเล๊ย เอาเลยน้อง ทำให้วันอยากเงียบของพี่ ไม่เงียบอีกต่อไป
บางครั้งนะ เวลาที่เราคาดหวังอะไรมันมักหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา ฉะนั้นทำใจซะดีกว่า ว่าไม่มีอะไรหรอที่เที่ยงแท้ ทำตัวให้ชินซะตั้งแต่เนิ้นๆ
.........
ความรัก
เราไม่ได้คุยกันอีกฉันเองไม่กล้าโทรหาพี่ชินอีกเลย กลัวจะทำให้เขาลำบากใจ เลยได้แต่เขียนจดหมายเป็นลายมือ
วันที่ฉันเดินทางจดหมาฉบับนั้นยังอยู่ในกระเป๋ากางเกง
มีเพียงเพื่อนๆคนสนิทยืนอยู่กับฉัน ต่างคนล่ำลาด้วยความคิดถึง ... ไม่มีแม้เงาของคนที่ฉันรอคอย
ขณะที่ฉันเดินเข้าเกท สายตาที่กวาดไปทั่วทุกทิศทุกทางก็ไม่เห็นพี่ชิน
ฉันล้วงมือเข้าไปที่กระเป๋า กำจดหมายไว้แน่ด้วยมือที่ชุ่มเหงื่อ จนกระทั่งขึ้นเครื่อง มือที่กำอยู่นั้นไม่ได้คลายออก ได้แต่บอกตัวเองว่าอยากหลับ แล้วไม่ต้องตื่นขึ้นอีก คงดี
.........
ชูชิชิ้นสุดท้ายที่ชิงได้มาจากไอ้ตี๋เมื่อกี้ ได้กลืนลงคอไปเรียบร้อย ด้วยความใจลอย ก็ทำให้ ติดคอ จุก สำลักจนน้ำหูน้ำตาไหล ได้อาซิ้มวิ่งโล่เอาน้ำชามารินให้แทบไม่ทัน
เป็นไงล่ะเกือบได้หลับไม่ต้องตื่นจริงๆซะแล้ว โอ๊ยย
อากาศหนาวเดือนธันวา มันร้อนผ่าวเหมือนเดือนเมษาขึ้นมาซะงั้น
..............................................................................
Princess