Princess's profileΡяιиcєss DiaяÿPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    15*น้ำส้มสายชูกับพู่กันสีน้ำมัน

       

    กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง "เฮ้ยมารับโทรศัพท์หน่อยดิ๊ ลูกค้าแม่ง จะเอางานด่วนอีกแล้ว" มาเลยค่า ไอ้บทรับหน้าแก้ปัญหาทุกเรื่อง ไม่มีใครอื่น

    ลูกค้า: "oxoxoxoxoxoxoxoxoxox"
    เจ้าหญิง:
    "......................................"

    ลูกค้า: "oxoxoxoxoxoxoxoxoxox"
    เจ้าหญิง: "......................................"

    ลูกค้า: "นี่คุณ ตกลงรู้เรื่องมั้ย? ที่เม้งไปเข้าใจบ้างรึป่าว?" รู้ดิ

    ลูกค้า: "โอ้ย.........คิดจะทำอะไรบ้างมั้ย ฉันรีบนะ" คิดดิ๊

    ลูกค้า: "นี่ไปเรียกหัวหน้าแผนกมาคุยดีกว่า ฉันไม่อยากเสียเวลามาคุยกับเด็กรับโทรศัพท์อย่างเธอ ไม่รู้ว่าบริษัทคัดคนเข้ามาทำงานได้ยังไง แย่" เกาหัวแกร๊กๆอยู่สองที แล้วก็ สะกิดหลังน้องให้คุยต่อ ยักคิ้วให้บอกเป็นนัยว่ารับสายทีดิ๊ สักพักได้ยินเสียง

    "ครับ" "ครับ" "เออ........พอดีว่าเมื่อสักครู่ เจ้าหญิงเป็นคนรับน่ะครับ เธอได้ยินหมดแล้วครับ แต่พอดีเธอไปผ่าคอมายังพูดไม่ได้ เลยไม่ได้ตอบคุณไป"... ผ่ า ง...

    วันหนึ่งก็เจอเรื่องแบบนี้ทำเราเบื่อเลย แต่ช่วงนี้เข้าออฟฟิศน้อยค่ะ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงลาป่วย +ลากิจ +ลาพักร้อน แต่ยังเข้าไปเอางานมาทำที่ห้องอยู่เนื่องๆ

    ช่วงป่วยเนี่ย แซดดดดดดดดมาก จิตตก ก็ว่าได้คุณหมอคนนึง เค้าน่ารักมาก

    จริงๆเรารู้จักกันมาก่อนหน้านี้แล้วแหละ ตั้งแต่มาอยู่ที่จีนใหม่ๆเค้ารักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ อายุห่างจากเรา 5 ปี

    เจ้าหญิงรักษาโรคหอบกับแก กลายมาเป็นหมอประจำตัวโดยปริยาย

    เค้าก็เหมือนญาติเราอีกคนหนึ่ง ไม่เพียงรักษาโรคให้แต่ยังคอยรักษาใจด้วย

    แกจะมีแนวคิดดำเนินชีวิตที่น่าสนใจ ให้เราได้ซึมซับอยู่ตลอด ตอนที่อยู่ใน รพ.ก็จะเห็นแกเดินวนๆเวียนๆอยู่ใกล้ๆห้องเสมอ

    พอตกเย็นก็ได้แกเข็นรถพามานั่งที่สนาม แม้เราจะพูดไม่ได้ ก็พยายามให้กำลังใจ ให้เชื่อมั่นจน ... เราลุกขึ้นสู้

    อืม ... ผู้ชายดีๆอย่างนี้หายากนะ การศึกษาสูง การงานมั่นคง ครอบครัวก็ค่อนข้างพร้อม รูปลักษณ์ไม่ต้องพูดถึง ที่สำคัญเค้าเป็นคนดี ตั้งแต่รู้จักกันมา ยังหาที่ติไม่เจอเลย

    เพียงแค่มองเข้าไปในดวงตาก็รู้ทันทีว่าหมอคิดอะไรกับเรา แน่นนอนมันเป็นความรู้สึกดี ที่มีให้กันระหว่างคนสองคน มันเหมือนเราเห็นตัวเองอยู่ในการกระทำของเค้า

    เหมือนที่เราเคยมีความรักให้กับชายหนุ่มที่เมืองไทยก่อนที่จะจากมาอยู่ที่นี่ อารมณ์ประมาณว่าเป็นไข่ย้อย

    เพราะผู้ชายคนนั้นไม่เคยแม้แต่หันมามองเจ้าหญิงสักหน มันเป็นความรักข้างเดียวตลอดมา

    แล้ววันหนึ่งก็พบว่าหมอรู้สึกดีๆกับเราแล้วควรทำตัวเช่นไร? ถามว่าคิดยังไงกับแกล่ะ? ตอนนี้เห็นเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง

    เป็นคนไม่คบไว้เผื่อเลือกนะ คือถ้ารักใครแล้วจะทุ่มเทความรักทั้งหมดให้กับคนๆเดียว คิดยังไงพูดอย่างนั้นไม่เคยเสแสร้งแกล้งทำ ไม่เคยมุบมิบปิดบัง เลยบอกแกไปว่า เราเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ดีกว่ามั้ย?

    คำถามแรกที่สวนกลับมา นั่นก็คือ มีใครอยู่ในใจแล้วใช่มั้ย? ตอบเลยไม่ลังเลว่า ใช่ บอกหมอไปว่าเจ้าหญิงรักเค้าข้างเดียว ถึงแม้ตอนนี้จะไม่รู้เลยว่าเค้าเป็นยังไงเพราะเราไม่ได้คุยกันมาแรมปี ก็ยินดีที่จะใช้ชีวิตโสดอยู่อย่างนี้ตลอดไป (น้ำเน่าไปมั้ยเนี่ย)

    ตามมาด้วยถ้อยคำที่สุภาพบอกปฏิเสธหมอไปเรียบร้อย

    เออ ... การพูดกันตรงๆแบบนี้ก็ดีนะมันเหมือนการให้เกียรติ ให้ความไว้วางใจ ให้ความเคารพ ซึ่งกันและกัน และความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่เรามอบให้มันก็ยืนยาวตามไปด้วย

    หากถามว่าในเมื่อคนที่ไม่เคยคิดจะรักเรา แล้วจะไปรอเค้าทำไมให้มันเสียเวลา?ไม่ได้รอนะ

    ไม่เคยจะคิดด้วยซ้ำว่าจะต้องหาวิธีไหนให้เค้าหันมามอง ไม่กล้าจะเอ่ยคำไปทักทาย ไม่กล้าแม้แต่เข้าไปแสดงความยินดีในวันเกิด มันกลัวค่ะ กลัวว่าหากเข้าไปในชีวิตของเค้าอีก แล้วจะทำให้ไม่สบายใจ จะให้ทำไงได้ในเมื่อมันไม่กล้าที่จะเอ่ยออกไป

    เวลาเราอกหักเนี่ยบางคนไปตัดผมค่ะ บางคนเก็บตัว บางคนร้องไห้ บางคนทำงานเป็นบ้าไปเลย บางคนก็เมา กินเหล้าย้อมใจ แล้วเคยมีใครมั้ย? ดื่มน้ำส้มสายชูเพื่อลืมเธอ!!   

    อืม ... ที่เนี่ยเค้านิยม ดริ๊งกันด้วยน้ำส้มสายชูค่า มันเป็นวัฒนธรรมโบราณไม่ได้ล้อเล่น หมอนี่แหละพาไปดื่ม

    ของขึ้นชื่อจาก ชางซีเลยหล่ะ มันหน้าตาไม่เหมือนที่บ้านเราหรอกค่ะ เป็นสีน้ำตาลไหม้เช่นเดียวกับซอสปรุงรสก็ว่าได้ เพราะเกิดจากการหมักจากถั่วชนิดหนึ่ง ไม่ผ่านกระบวนการ กลั่น เลยจะได้สีธรรมชาติแบบนี้ มันมีแอลกอฮอล์ด้วย

    เวลาดื่มแล้วจะเมา เช่นเดียวกับไวน์เลยแหละ จะมีกลิ่นเฉพาะตัวมากๆคนที่นี่เค้าบอกว่ามันหอม แต่เจ้าหญิงว่ามันแปลก T_T"

    เนื่องจากว่ามณฑลชางซี ทำถ่านหิน มีก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์แยะ การดื่มน้ำส้มสายชู ซึ่งมีกรดอะซิกลิก

    จะช่วยเรื่องระบบทางเดินหายใจได้ดียิ่งขึ้น

    จึงเป็นที่มาของแหล่งกำเนิดที่ดังสุดๆแห่งหนึ่ง ที่จีนมันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปรุงแต่งรสให้กับอาหารเท่านั้นมันเป็นเสมือน ของสารพัดประโยชน์ที่แทบทุกครัวเรือนนิยมนำมาใช้

    ตั้งแต่รมควันบ้าน ค่าเชื้อ ยาแก้หวัด โอ้ววว *0* ไม่อยากเชื่อ แล้วน้ำส้มสายชูยังต้องวางอยู่บนโต๊ะอาหาร เช่นเดียวกับตะเกียบคู่ชามข้าวกันเลยทีเดียว

    เค้าจะนิยมจิ้มกับอาหารทุกประเภท จะเป็นแกง ของต้ม ของทอด ของผัด คือเหมือนเราเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม แต่ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตอีกแบบ

    อืม ... เมาด้วยน้ำส้มสายชู แปลกดี ถ้าไม่ได้มาอยู่ที่นี่ก็คงไม่มีวันได้รู้จัก

    หลังจากมึนมากมาย ก็กลับมานอนตายที่ห้องเช่นเดิม จำได้ว่ามันเป็นภาพประติดประต่อไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่

    ตื่นมาอีกทีพบกับความประหลาดใจ จู่ๆก็มีภาพสีน้ำมันตั้งอยู่ที่ปลายเตียง เลอะเทอะเปลอะเปลื้อนไปด้วยพู่กันเปื้อนสี ที่เกลื่อนเต็มพื้น น่าแปลกตรงที่ภาพนั่นเป็นพ๊อทเทรดรูปผู้ชายคนที่อยู่เมืองไทย

    ถึงมันจะออกไปทางเซอร์เรียว แต่ก็เห็นได้ชัดถึงเค้าโครงหน้า ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเหมือนกัน

    แม้แต่ขณะที่เราตกอยู่ในห้วงแห่งจิตไร้สำนึก ลึก ลึกแล้วเราก็คิดถึงแต่เค้า

    วันนี้ก็มานั่งดูภาพนั้น แต่ไม่ได้เพิ่มเติมอะไรลงในภาพอีกเลย ปล่อยให้มันอยู่อย่างนั้น คิดไว้ว่า
    ถ้าหากได้เจอเค้าอีกสักครั้งจะให้เป็นของขวัญวันเกิด

    มันอาจไม่มีทางเป็นไปได้ ในเมื่อเราไม่ได้ติดต่อกันมานาน แม้แต่การเข้าไป เซฮัลโหล ทักทายเค้ายังไม่กล้า เชื่อมั้ย? หากเพียงแค่เค้าติดต่อมาก็ยินดีที่จะบินกลับเมืองไทย รับรองว่าจะไม่รอช้าเลย

    แต่บางทีเค้าอาจจะลืมหน้าเราไปแล้วก็ได้ ใครจะรู้ว่าน้ำส้มสายชูทำให้คนเพ้อได้ขนาดนี้ คริ คริ มีใครสนใจลองสักเป็คมั้ยจ๊ะ กำลังหาเพื่อนร่วมขบวนการ
    .....................................................
    Princess


    14*วันที่ฉันป่วย

     
     

    ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕o
     
    อาการเจ็บคอ (ที่คิดว่า) เล็กน้อยติดต่อมาเป็นเวลานาน กลายมาเป็นเหตุให้เข้าโรงพยาบาล อยู่ในห้องพักฟื้น

    คล้ายกับการกักบริเวณ มีเพียงสี่เหลี่ยมของมุมห้องครอบตัวอยู่ เวลาเดินไปทางไหนจะได้กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดลอยเตะจมูกคละคุ้งไปทั่ว ทำให้เราคิดถึงจักรยานที่เคยขี่ผ่านทุ่งหญ้า

    มันกลายมาเป็นความอึดอัดภายในจิตใจขึ้นมาทันที

    แม้นตอนนี้จะกลายมาเป็นคนใบ้เพราะพูดไม่ได้จากพิษไข้ แต่มือยังเขียนได้ ก็ยังดี

    สักพักนางพยาบาลนำกุหลาบสีแดงช่อใหญ่เดินเข้ามา ในการ์ดนั้นบอกที่มาว่าจากบริษัทลูกค้าที่เราเคยทำงานให้ คงได้แต่ประดับไว้บนแจกัน ไม่ได้ชื่นชมพิเศษอะไร

    เพราะเราเองไม่ได้ชอบดอกไม้สีแดงอยู่แล้ว

    ช่วงเวลาที่ป่วย มักปล่อยให้ความอ่อนแอเข้ามาครอบงำ ช่วงเวลานี้แหละเราจะตกเป็นเหยื่อของความทุกข์ได้ง่าย 

    แต่การอยู่เพียงลำพัง มันก็ช่วยทำให้เห็นความสำคัญตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

    หลังจากที่เอาหัวใจไปใส่ที่คนอื่นซะมากมายขนาดนั้น มันเหนื่อยนะ ที่ต้องทุ่มเทอะไรๆ เพื่อคนอื่น

    พอมารู้ตัวอีกทีก็กลายมาเป็นคนป่วยนอนอยู่ที่นี่ ดีนะที่ติดแมคบุ๊คโปรมาด้วย เอามาเป็นสมุดบันทึก เอามาแชท เอามาหาเพลง เรื่อยเปื่อย แล้วดันไปเจอ "รักคุณเข้าอีกแล้ว"

    เชื่อมั๊ย? เพียงแค่ครั้งแรกที่ได้ยินเพลงนี้ มันเหมือนมีมนต์สะกดให้เรานิ่งและหยุดฟังจนจบเพลง ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าใครร้อง

    แต่เนื้อเพลงที่แสนจะสวยงามมันเกินห้ามใจให้เราไปค้นหาว่าใครกัน ที่เป็นคนเขียน

    คงมีเพียงคนคนเดียวที่ทำแบบนี้ได้ นั้นคือพี่บอยด์ แล้วก็เป็นจริงดั่งที่คิดไว้ ฟังแล้วก็นึกถึง "ใครคนหนึ่ง" จับหัวใจ

    คน คนเดียวที่เราพร้อมจะทุ่มเทความรักทั้งหมดที่มีให้ โดยที่จะไม่หวังอะไรตอบแทน

    "ใจของฉันที่รักเธอนั้น ต่อให้ต้องลงนรกหรือขึ้นสรวงสวรรค์ ฉันก็จะไม่มีวันมอบให้ใคร จะมีเพียงเธอแค่เพียงคนเดียว และจะมีแต่เธอ เธอแค่เพียงคนเดียว และจะเป็นเพียงคนเดียวเสมอไป ที่ฉันฝากชีวิต ทั้งหมดไว้ โดยไม่มีวันทวงกลับคืน"

    ชอบจัง ต้องขอบคุณพี่บอยด์นะคะ จะขอมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อจะรอใครคนนั้นเช่นกัน

    ไม่ว่าผลเอ็กซ์เรย์จะออกมาเป็นอย่างไร ก็พร้อมจะยอมรับมัน และเผชิญกับความจริง

    อย่างน้อยจะอยู่ต่อให้ถึงวันที่ได้กลับเมืองไทย ขอให้ได้ทิ้งร่างสู่แผ่นดินที่เราได้เกิดมา รอวันที่จะได้พบหน้า"แม่"อีกครา คิดถึงบ้านจังค่ะ ... เฮ้อ!

    ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕o

    หลังวันผ่าตัดเอาชิ้นเนื้องอกออกมาจากหลอดลม ก็โอเค ความกลัวที่เกิดจากขึ้นมาหลายวันลดลงมาบ้าง โชคดีที่มันไม่ใช่มะเร็ง เหอ เหอ

    แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะพูดได้อยู่ดีทำให้ใช้ชีวิตลำบากขึ้นแยะเลยจากคนที่พูดภาษาจีนได้ เวรี่เลว อยู่แล้ว กลายมาเป็นคนใบ้

    การมาอยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเราเลย ถึงแม้มันจะอยู่ในแถบเอเชียก็ตามที แต่อากาศมันช่างต่างกันแบบสุดขั้ว ทั้งวัฒนธรรม การกินอยู่ และสังคม

    ตอนที่อยู่กรุงเทพ มันใช้ชีวิตง่ายกว่านี้แยะ หากวันไหนเราต้องการพบปะพูดคุยกับใครก็โทรไปกริ๊งเดียว หาครอบครัว หาเพื่อน รึไม่ก็เดินทางไป แค่เรื่องกล้วยๆ แต่ ... ที่นี่ ไม่ใช่

    แล้วคนส่วนใหญ่ไม่นิยมพูดอังกฤษ แน่นอนมันพูดภาษาแม่มัน(อย่างเดียว) ถือว่าเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่กว่า จึงไม่จำเป็นต้องรับ วัฒนธรรมประเทศอื่นเข้ามา บวกกับมันเป็นประเทศสังคมนิยมจ๋า

    นักท่องเที่ยว รึชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศต้องทำใจ แม้กระทั้งหมอที่เข้ามารักษาเรา ก็ด้วย ตอนนี้เลยไม่อยากจะคุยด้วยแล้ว เค้าคงรู้ตัวอะนะเลยเปลี่ยนหมอมาให้ใหม่

    ใช่ว่าจะเป็นคนเรื่องมาก ต้องการคนมาดูแลหรอกนะ แต่ ... เรา ต้องการใครก็ได้สักคน เข้าใจสิ่งที่เราพูดบ้างก็เท่านั้น

    ขณะที่เค้าเหล่านั้นกำลังพูด เราได้แต่นั่งมอง เพราะความไม่เข้าใจ ขนาดบอกไปว่าฉันไม่เข้าใจนะว่าเธอพูดว่าอะไร คนเหล่านั้นก็ยังพูดต่อ มันช่างเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเลยจริงๆ

    ยิ่งตอนนี้เวลาที่เราป่วยเลยไม่อยากจะสนใจใคร ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือ อยากกลับบ้าน

    ช่วงนี้จะมีเวลาว่างแยะมาก เพราะไม่ต้องไปทำงานเอาแต่นอน ถึงเวลาก็มีพยาบาลเอาข้าว เอายามาให้ถึงเตียง แต่ยังมีแรงใจจากเพื่อนที่เข้ามาเยี่ยม ที่ถามไถ่อาการอยู่เป็นเนื่องๆ ขอบคุณทุกๆ คนจากใจจริง

    แล้ววันนึงเจ้าหญิงต้องกลับมาพูดให้ได้อีก คอยดู  
    ..........................................................
    princess

     
     

    13*คนอื่นเศร้ากว่าเราแยะ

     
       

    ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

    ประกาศตามหาคนเล่น iclone โปรแกรม 3D หน้าตาแบบนี้เด๊ะเลย ตอนนี้กำลังคลั่งหาคนช่วยแนะนำการใช้งาน เนื่องมาจากปีที่แล้วเลยลงได้ ก็ไปซื้อแผ่นมาจากที่เรารู้กันอ่ะนะ พอสักพัก ระบบมันออกมาป้องกันคนเล่นแผ่นผี เลยน็อคค่า ... ท่านผู้ชม

    อยากทราบว่ามีวิธีแครกแผ่นมั้ยใครทำได้ช่วยสอนข้าน้อยนี้ที จะเป็นพระคุณอย่างสูง หากไม่มีทางออกจริงๆใครพอทราบราคาโปรแกรม (จริง) ช่วยบอกกันหน่อยน้า แล้วเค้าซื้อกันที่ไหน อยากได้มั่กๆ
         
    มานั่งนึกดู  ...  ก็มีเรื่องเล่าให้ฟัง มันก็ไม่ได้สำคัญอะไร แต่มาเขียนเอาไว้เป็นเมมโมรี่ให้ตัวเองเล่นๆ

    วันนี้ของปีที่แล้วเคยเดินอยู่บนสะพานพระราม 8 คิดจะทิ้งตัวดิ่งสู่เจ๊าพระยาให้  รู้แล้วรู้รอด ขณะที่กำลังก้าวขาออกจากรั้วสะพานก็มีเสียง "ตั๊ด  ...  ตี้ดา" ดังมาจากมือถือ
    "สาดดด นี่กูกดจนมือจะปูดแล้วนะมึง พึ่งจะรับ ทำเหี้ยไรอยู่วะ" อารมณ์แซดหายไปค่ะ

    กลายเป็นเครียดจากคำทักทายแทน "ไร  ...  ว่ามา" เสียงเหนื่อยๆตอบออกไป
    "เออพอดีกูรับงานไว้ว่ะ แต่ไอ้เหี้ยกราฟฟิกที่จ้างมันเชิด ได้เงินแล้วหนีหน้าหายไม่ส่งงาน พอมีเวลาช่วยกูหน่อยได้มั้ยวะ ตอนนี้กูอยู่หนามหลวง" เราคุยกันสักแป๊บค่ะ แล้วเหลือบไปดูนาฬิกา ตีสอง ไม่นานเจคอปก็เลี้ยวรถมารับที่ตีนสะพาน
        

    ทันทีที่มองหน้าเราก็รู้เลยว่าเจ้าหญิงไม่สบายใจ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย นั่งเผางานตั้งแต่ตีสาม กว่าจะเสร็จทำเทสซิ่ง ส่งลูกค้าตอนบ่ายสาม ไม่ได้นอนกันเลยทั้งคู่ ข้าวก็ยังไม่ได้กิน น้ำก็ยังไม่ได้อาบ หน้ามันเยิ้ม

    หลังจากส่งงานให้ลูกค้าเป็นที่เรียบร้อย ตามันก็ลอย สมองก็เบลอ เหมือนมีเสียงวิ้ง วิ้ง ดังอยูในหูตลอดเวลา ไม่นาน "เฮ้ย  ...  มึง เป็นไรป่าววะ? ดูไม่ดีตั้งแต่กูเจอหน้า"

    "ป่าว ไม่มีไร" เสียงเบาๆพูดออกไป

    เพียงเท่านี้เพื่อนคนนี้ ก็รู้ทันทีว่าจิตใจของเรากำลังเศร้าและทุกข์ระทม ตั้งแต่ที่วินาทีสิ้นเสียงพูดประโยคสุดท้ายได้จบลง เจคอปก็ไม่ได้ไปไหนเลยค่ะ นั่งอยู่หน้าพวงมาลัยเปิดเพลงคลื่นกรีนเวฟ แล้วเราก็นั่งอยู่ในรถอยู่อย่างนั้น จำได้แค่ว่า มองออกไปนอกหน้าต่างแบบเลื่อนลอยไม่มีจุดหมายจนฟ้ามืดลง ทั้งที่ไม่ได้นอนกันมาทั้งคืน แต่เจคอปก็ไม่หาวให้เราเห็น

    "เฮ้ย  ...  วันนี้กินไรดีวะ กูหิวและมึงหิวมั้ย?"
    "อืม"
    ตกลงไปหาบุฟเฟ่ ขเมือบกันแบบร้านแทบล่มจมกันเลยก็ว่าได้ หลังจากที่มาส่งเราที่หน้าอพาตเม้นต์ โดยที่ไม่ถามอะไรเลยตลอดทาง กลับตะโกนออกมาจากรถ ตอนเรากำลังเดินขึ้นตึกว่า "เดี๋ยวพรุ่งนี้กูโทรหา แล้วเจอกันนะมึง"

    จากวันนั้นจนวันนี้ผ่านมาหนึ่งปีนึงพอดี ยืนมองกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาทุกวัน มีคนมากมาย เดินเข้ามาชื่นชมกับผลงานที่ถ่ายทอดออกไปในแต่ละครั้ง บางคนมาแสดงความยินดีกับตำแหน่งหน้าที่การงาน เค้าเห็นแค่เปลือกค่ะ

    ไม่เคยรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในอดีต บางคนเค้าอิจฉาเรานะ บ้างก็ว่า เจ้าหญิงนี่ช่างโชคดีน้า ที่เดินทางมาคว้าเงินดอล์ล่าที่นี่ ท่าจะรวยและ บ้างก็อิจฉาที่เราได้เป็นเมเนเจอร์เพียงอายุเท่านี้

    เฮ้อ ... คนเราก็มักจะตัดสินจากรูปลักษณ์ที่เห็นภายนอก พวกเค้าเหล่านั้นคงไม่รู้หลอกว่ากว่า กว่าจะมีวันนี้ มันพบกับเรื่องราวอะไรมาบ้าง?

    เชื่อมั้ย! ว่าสมัยเรียนออกไปรับจ๊อบ ได้ช.ม.ละ 24 บาท ทำไปเลยทั้งอาทิตย์ ได้ตังมากสุด
    ก็พันเห็นจะได้ เรียนทั้งวันพอเลิกเมื่อไหร่ไม่เคยได้ไปสังสรรค์กับใคร

    มุ่งหน้าไปร้านทำทุกอย่าที่นายใช้ พอเรียนจบมาก็เดินหางานจนรองเท้าสึกนี่ไม่ได้พูดเล่นนะ เรื่องจริง

    ออกแต่เช้าเข้าบริษัทนู้น ออกบริษัทนี้ เมื่อก่อนไม่มีมือถือใช้ด้วยโทรตู้อย่างเดียว เวลาติดต่อใครแต่ละที ต้องพกเหรียญเผื่อเป็นกำมือ ตกงานที 7-8 เดือน แต่หลังจากจบไม่เคยแบบมือขอเงินป๋ากะแม่ใช้อีกเลย รายได้ที่มาก็จากการเป็นลูกจ้างพาตทามเช่นเดิม

    เริ่มมาได้งานร้านอัดรูป ได้ทำเป็นกราฟฟิกนิดๆหน่อยไฟล์ไม่กี่ k ทำหน้าเนียนลบสิวฝ้า ลบหน้ามัน จากปลายวาค่อม ทำกันไป อาศัยความเร็วเข้าว่า

    ใช้โฟโต้ช๊อปเป็นในเวลาหนึ่งอาทิตย์เงินเดือนเริ่ม 7,000 เข้า 10 โมง ออก สี่ทุ่ม ทำทุกวันมีวันหยุดให้เดือนล่ะครั้ง ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสวัสดิการอื่นใด ไม่มีแม้เวลาทำฝิ่น เดือนนึงจ่ายตังสองงวด ครั้งละ 3,500 เดินทางไปกลับวันละร้อย กินข้าวมื้อเดียวก็แทบไม่พอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงค่าห้อง หรือน้ำไฟ

    ทำได้สักพักหันไปทำอิ้งท์เจ็ท เราไม่เคยรู้เรื่องสิ่งพิมพ์ต้องมานั่งทำความเข้าใจนะว่า มีเดียแต่ละชนิดมีคุณสมบัติอะไรมั่ง? ใช้งานยังไง? ผิดพลาดไม่ได้ ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัทอย่างเดียว

    ไม่มีการยกเว้นทุกกรณี  เป็นกราฟฟิกไม่พอค่ะ ต้องปริ้นท์เอง ดมปรอดที่ออกมาจากหัวเชื้อทั้งหลาย ใช้ hp 5000 มันไม่มีตัวเป่าลม พองานมันปริ้นท์ออกมาได้สัก 5 ซม. ต้องรีบเอาไดร์จ่อให้แห้งเดี๋ยวมีเดียติดกันจะเจ๊ง นั่งจี้กัน

    สีที่ระเหยออกมาจากความร้อนมันคลุ้งทั่วห้องเต็มพื้นที่ไม่กี่ตารางวา บนทาวเวอร์ย่านรัชดา ทำงี้ทุกวัน พอจะต่องานที ต้องแบกไอ้ม้วนไวนิลเป็นสิบโลติดตั้งขึ้นไปกันบนดาดฟ้าทั้งหนักทั้งร้อน ร้อนโคตรๆยังต้องไปวัดไซด์บนแคทวอกด้วย (ไม่ใช่เวทีเดินแบบค่ะ มันเป็นพื้นที่เล็กๆไว้เดินคนเดียวบริเวณวิวบอร์ด สูงขึ้นไปจากพื้นราวตึก 5 ชั้น ที่มันใช้ติดโฆษณาริมถนนทางหลวงนะคะ)

    พอลงมาทีอวกแตก มันทำให้เรากลายเป็นคนกลัวความสูงไปเลยตั้งแต่วันนั้น

    ยังต้องแพคมีเดียส่งลูกค้า ช่วงนั้นเศรษฐกิจมันเป็นฟองสบู่ก็แตกเอา แตกเอา รวมถึงบริษัทที่เราทำอยู่ด้วยมันค้างค่าจ้างพนักงานมาเป็นเดือน ก่อนที่จะต้องปิดตัวลง จาการขาดทุนทางการค้า

    หางานใหม่! ช่วงเวลาเดียวกับที่บริษัทยักษ์ใหม่ประกาศรับสมัครพนักงาน จำนวน สองคน เท่านั้น! คนมารอคิวเข้าแถวกรอกใบสมัครเป็นร้อยยืนสัมภาษณ์กันแต่เช้าเราคิวเกือบรองบ๊วย ยังมันเหมือนมีสอบด้วยรอบสอง กว่าจะได้ไปคุยกับหัวหน้าเพื่อคัดตัวรอบสุดท้าย ได้เจ๊หมวย กะเจ้าหญิงมันเป็นยิ่งกว่าการเริ่มต้นก็ว่าได้

    มีเลย์อาจากเมืองนอกส่งมาตลอด เราเอามาแกะเรียบ เรียนจากไฟล์งานนี่แหละ ได้ทำกราฟฟิกเต็มสตีม จากตอนนั้นมันทำให้เรามีพื้นฐานจนทุกวันนี้ ตอนนั้นได้รับผิดชอบกับการเปิดตัวสาขาใหม่ที่พารากอน ต้องทำงานสไตล์อวังกาด แบบว่าไม่มีใครทำมาก่อน + ด้วยความมีอีโก้สูง เม้งกะหัวหน้าวันเว้น วัน ทำเราดังไปถึงชั้นฝ่ายการตลาด เลยโดนให้ทำพารากอนไปเลยคนเดียว ตั้งแต่สากะเบือยันเรือรบ

    มีป้ายแขวนคอพนักงาน ยันแบรด์เนอร์หน้าตึก 13 เมตรทำกันจนหลอน กับห้องไม่เคยต่ำกว่าเทียงคืน ทั่งที่ห้องเช่าเราก็ห่างจากออฟฟิตไม่กี่โล เงินเดือนก็ไม่ขึ้น จนไม่ไหว ความอดทนมันหมดลง

    เลยมาเปลี่ยนงาน ใช่มั่งไม่ใช่มั้ง มาแนวกราฟฟิก บนมือถือค่ะพวกเอนิเมชั่นธีม แต่แห้วค่ะมันไม่แนวเราเลยไม่ผ่านโปร ตกงาน เครียด ตังหมด แม่ก็เจ็บออดๆแอดๆมานานโขยังจำได้ติดตา

    ต้องติดค่าเช่าห้อง แบบว่าต้องเดินหลบเจ้าของ เช่นโจรมุมตึก ที่ขายหัวเราะมันชอบเอามาเขียน หลบแกตลอดโดนเม้งแบบว่าหน้านี่ด้านหมดแล้ว ขอผัดผ่อน มาเรื่อย จนเจอมาตรการเด็ด โยนของเราออกจากห้องเช่ากันเลย

    ช่วงที่เปลี่ยนไตนี่หนักกว่า ระหว่างหางานประจำทำก็รับฝิ่นเล็กๆน้อยๆงานไม่กี่ร้อยก็ทำ แต่เงินที่ได้มาหมดไปอย่างรวดเร็ว เลยไม่รู้จะทำยังไงหันหน้าไปทางไหน มันหาทางออกไม่เจอ เลยขายเครื่องมือหากินเรานี่แหละ เป็นตัวเลือกสุดท้าที่คิดได้ตอนนั้น มีไอพอด โน๊ทบุ๊ค ความรู้สึกตอนที่ประเมินราคาเครื่องเรา มัน ... ต่ำมากกก แต่ยอมขายนะ เพื่อที่จะได้มีเงินสดมาหมุน

    จำได้ว่า พอขายไปแล้ว ยังยืนตัวสั่นอยู่ในร้าน มือเย็น หน้าซีด แทบจะเป็นลมทั้งยืนก็ว่าได้ มันไม่ได้เสียดายของนะ คิดอย่างเดียวว่าเงินมันไม่พอจะทำไงต่อดี

    ถึงแม้จะผ่าไปแล้วยังต้องให้ยาอยู่ตลอด ไหนจะน้ำเกลือ ผ้ารองเบาะ โอ้ย ... จิปาถะ ขนาดเข้ารพ.รัฐ นะยังต้องใช้เงิน 4 หมื่นต่อเดือน มันท้อมากเลย

    พูดไม่ออกบอกไม่ถูก รู้อย่างเดียวว่าเราต้องหาเงิน มุทำงานอย่างเดียว สักพักได้งานประจำแล้วค่ะ ได้เงินประจำด้วยแต่มันสายเกินไป คนที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเราเค้าจากไปแล้ว ไม่มีวันกลับมาอีก ความปวดร้าวมันกัดกิน ชีวิตที่เหลืออยู่ทุกวี่วัน

    พี่ชายเราเค้ายังโกรธเราถึงทุกวันนี้ เพราะเค้าเสียใจที่เราเลือกงานมากว่าแม่ไม่มาดูแลแม้วันสุดท้าย คำพูดนี้มันเจ็บปวดมาเลยนะค่ะ มันตามหลอกหลอนเรายามคิดถึง ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่เคยลืมเลย น้ำตาหยดสุดท้ายก็หยุดไหลหลังจากวันนั้น

    เหตุการณ์นี้แหละทำให้แฝดบินมาเมืองไทย พอเธอกลับมาเราก็ดีขึ้นมาบ้าง คือต้องพยายามทำตัวให้เข้มแข็งช่วงนั้นจิตใจมันอ่อนแอมาก เอาตัวเองไม่ค่อยรอด แต่ต้องพยุงแฝดไว้ไม่ทำให้เห็น ซ่อนความจริงที่จิตใจข้างในมันเปราะบาง ต้องตื่นมาทำงานทุกวันทั้งที่ไม่ค่อยได้นอนหลับเต็มอิ่ม เนื่องมาจากฝันร้ายทุกคืนที่หลับตา ทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น คือ เรียกอีกอย่างว่าโกหกตัวเอง วันต่อวัน

    ช่วงนั้นก็ผิดหวังในความรักด้วย คือไปรักเค้าข้างเดียวโดยที่เค้าไม่มีใจตอบจนวันนี้ต่างคนก็เงียบหายไปจากกันและกันแล้วทุกอย่าก็จบลง ... 

    พอมาอยู่ที่นี่นะมันเหมือนกับมาเรียนวิชาเอาตัวรอดบทใหม่ เป็นคนแพ้อากาศมาแต่ไหนแต่ไร พอเจออาอากาศเย็นทีไรจะหายใจไม่ออก บางที่อาการหอบก็กำเริบ มันทรมานนะ เย็นขนาดมันแทรกซึมผ่านผิวหนังไปยังกระดูกเลยละ ต้องทนความเจ็บปวดใจแทบขาด

    ที่ใครมักพูดว่าชีวิตเราเป็นอย่างนี้เพราะโชคชะตากำหนดมา ขอเถียงหัวชนฝาว่าไม่จริง มันมาจากตัวเราทำทั้งนั้น หลายคนซื้อหวยก็หวังรวย ใส่บาตรทีละ 10 บาทก็ขอให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นมหาเศรษฐี หวังโชค เลื่อนลอย ไปวันๆแล้ว

    ทำไมน้า ... เค้าไม่คิดจะหางานหาการทำบ้าง บางคนบอกว่า ก็หาแล้วไง แต่ยังไม่มีจังหวะ รอโอกาส บ้างก็ว่าบริษัทมันเล็กไปไม่เอาดีกว่าไม่น่าเชื่อถือ หวังจะทำงานใหญ่ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์หน่ะรึ? ทำไมไม่ลองคิดกลับกันดูว่าว่าถ้าตัวเองเป็นนายจ้าง จะเลือกคนแบบนี้มาร่วมงานด้วยมั้ย?

    หวังอยากได้เงินแยะ แต่ยังเกาะพ่อแม่กิน? แล้วมันจะรวยได้ไง?

    แล้วทำไมไม่ลองดูตัวเองดีๆสำรวจความชอบว่าเรามีความสามารถด้านไหน แล้วมุ่งหน้าไปทำงานด้านนั้นถึงแม้การเริ่มต้นของชีวิตทำงานมันอาจไม่ยิ่งใหญ่ตามที่เราฝันเอาไว้ หากมันใช่ วันข้างหน้าก็จะพัฒนาไปเองไม่ต้องคิดมาก เร็วช้าไม่ได้อยู่ที่บุญทำกรรมแต่ง แต่อยู่ที่ความสามารถ ความพยายาม และความอดทนต่ออุปสรรค์ที่ผ่านเข้ามา

    มาพูดถึงความรักกันบ้าง บางคนทุรนทุราย กับความผิดหวังเรื่องนี้เรื่องเดียว ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้า ทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว โดยการอยู่กับอดีต ให้มันบั่นทอน ตัวเองทุกวัน ก็อยากจะรู้ว่าจะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ คนเราควรตั้งลิมิตให้กับตัวเองน้า ในเมื่อตัวเองยังไม่เห็นค่า แล้วจะให้ใครมาเหลียวแลเรา

    หากผิดหวังก็อย่าปล่อยให้ความรักกลายมาเป็นพิษร้ายทำลายตัวเอง บางคนอยากลืม ยิ่งกลับจำ หาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ ปล่อยให้ใจอ่อนไหวไปกับสิ่งเร้ารอบตัว ฟังเพลงเศร้าแล้วร้องไห้เพราะดันไปอินกับมัน เจ็บช้ำจากภาพเห็นสิ่งแวดล้อมเดิม ที่เคยผ่านมากับใครบางคน

    ยิ่งรักมากยิ่งสะเทือนใจนะ ไอ้ที่เขียนมาไม่ใช่ไม่เคยเป็น อกหักเนี่ย มันเข้าใจดีเลยล่ะว่ารสชาติความผิดหวังมันเป็นเช่นไร รู้มัย จริงแล้วความทุกข์ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้มาจาคนอื่น  (รึเค้าคนนั้น) หรอกน้า แท้แล้วมันมาจากจิตใจเราเองต่างหาก ที่คิดว่า "ตัวกู ... ของกู" ตลอดเวลาหากวางลงมันคงไม่หนัก

    เท่านี้ ลองทำดูนะ "ปล่อยวาง" มันไม่ได้ช่วยให้คนที่เรารักกลับมาหรอก แต่มันจะทำให้หัวใจของเราหยุดเจ็บ ก็OK เข้าใจนะว่ามันลำบากที่จะเริ่มต้นในครั้งแรก ทำบ่อยก็ชินไปเองเวลาจะเป็นตัวช่วยเรา หากไม่ท้อซะก่อนนะ

    ที่เล่ามาไม่ได้จะอวดอ้างหรอกว่าฉันนะเก่งแค่ไหน รึผ่านอะไรมาบ้าง แค่อยากแบ่งปันเรื่องราวและเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังท้อแท้ให้หันมามองนะคะ ว่าในช่วงเวลาเดียวกับเรานี้ ยังมีมากมายหลายคนที่เศร้ากว่าเราแยะ

    ก่อนที่จะตัดสินใจทำร้ายตัวเอง อย่าลืมมองออกไปข้างนอกนะคะว่ายังมีคนอีกตั้งมากมายที่พร้อมจะอยู่กับเราเสมอ ไม่ว่าเรานั้นจะเป็นเช่นไร ครอบครัวของเรา (ที่เหลือ) เพื่อน คนใกล้ชิดยังอยู่กับเราตลอดนะ คอยให้กำลังใจเราเสมอ ในช่วงที่ดูแล้วดันมองไม่เห็นใคร ให้ตั้งสติดีๆค่ะ มองใหม่อีกครั้ง บางที่การที่เรามองไม่เห็นใคร มันอาจเป็นว่าเรามองข้ามไปก็ได้นะคะ อย่าทำอะไรให้คนเหล่านั้นผิดหวังกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเราเพียงครั้งเดียว มันไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เราจะเสียหรอกค่ะ

    การโทษตัวเองมันไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากความสะใจ

    การเศร้าเสียใจมันรังจะให้ตัวเองเจ็บซ้ำ

    การหวนระลึกถึงความหลังไม่ได้ช่วยให้คนรักเรากลับคืนมา

    โปรดจำไว้เสมอว่าคนที่เสียใจที่สุดคือตัวเรา

    หากเราลุกขึ้นมาได้

    มันจะกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ

    และมันก็ไม่ได้มีความหมายที่ยิ่งใหญ่กับชีวิตเราอีกต่อไป

    มีคนเคยถามเจ๊าหญิงว่า แล้วตอนนี้หล่ะ ประสบกับความสำเร็จรึยัง?

    ก็ตอบออกไปชัดเจนเลยละว่า "ยังค่า" ยังไม่เคยรู้ว่าหน้าตามันเป็นเช่นไร ทุกวันนี้ยังหาประสบการณ์ให้กับตัวเองตลอดเวลา ขนขวายเพิ่มเติม เหมือนกับว่าตัวเองนั้นยังรู้ไม่มากพอ ความสามารถยังไม่ถึง ยังไม่หยุดเดินต่อในตอนนี้ความสำเร็จน่ะ ยังอยากใช้เวลากับมันอีกนานน ไม่ได้คาดหวังจากจุดหมายซะทั้งหมด แต่เก็บเกี่ยวรายทางอย่ามีความสุขค่ะ :D
    ......................................................................................................................
    Princess

     
     

    12*Surprise

     

    ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕o

    พายุเข้ามาเป็นอาทิตย์แล้ว ทั้งที่เป็นหน้าหนาวแต่ฝนกลับตกลงมาทุกวัน
    "ตกไปนะอย่าหยุด!" ก็ดีไปอีกแบบตรงที่นายจะไม่ส่งให้เราให้ไปทุลักทุเลออกหาลูกค้าไม่ต้องเอาใจใคร เบื่อ!

    ชอบอยู่ออฟฟิศทำงานในห้องเปิดเพลงดังอัดเข้าสองหู อยู่ในที่อุ่นๆแบบนี้มากกว่า(ที่นี่อุณหภูมิตอนกลางวันอยู่ที่ 15 - 16 องศา)แสนสุข ถึงจะมีเสียงโทรศัพท์ดังทุกๆ 10 นาทีก็ยังดีกว่าการออกไปปั้นหน้าใช้ทักษะการเจรจา จิ๊จะ จี้จ๋า ต่อรองราคาขายงานให้ใคร

    "เจ้าหญิงน้อยยย ง้อย ง้อย ... "(เสียงเอคโค่ดังมาจากชั้นล่าง)วันนี้เจ๊หลิงออกแนว วี๊ดว้ายผิดปกติ "อะไรเจ้! ใครมากรีดรถรึ?" "รีบลงมาเหอะน่ามัวแต่พี้รี้พิไร" ทำเสียงตื่นเต้นมั่กๆ

    ทันใดนั้นเองเงาทะมึนที่ยืนอยู่หน้าประตูก็เอื้อมมือดึงแขนเราเข้าไปกอดแน่นและตามมาด้วยเสียงกรี๊ดของพี่ในออฟฟิศกันอย่างบ้าครั่ง

    เงยหน้าไปดู เอ๊า...ไอ้เจคอปมาได้ไงวะเนี๊ยแปลกใจมากเลยไม่เห็นโทรมาบอกก่อน


    ยังไม่หมดคะมันมีเซอร์ไพร์รอบสองข้างหลังมันมีผู้หญิงตัวอย่างเบิ้มมาด้วยอีกคน
    เจ้าหญิงเห็นหน้าชีแล้วกรี๊ดเลยล่ะ (ลุ้นอยู่อะดี๊ว่าเป็นใคร?) ชีไม่ใช่ใครอื่นไกลมายแฝดนั่นเอง

    ก่อนหน้านี้เธอเรียนอยู่ที่นี่แหละเราถูกแยกเลี้ยงกันแต่เด็ก(เหมือนนิยายน้ำเน่าเนอะ) เธอเก่งภาษา แต่เรากลับโง่ เธอชอบทำอาหารถึงขนาดมาเรียนเป็นเชฟแบบมืออาชีพ

    ส่วนเจ้าหญิงนะหรอ เหอ เหอ กินเป็นอย่างเดียวไข่เจียวที่ว่าง่ายยังไม่เคยรอดเลย

    ช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับแฝดมันน้อยค่ะเจอหน้ากันทีเวลามันเหมือนกับว่าได้หยุดเดิน พอสบตากันก็เหมือนว่าไม่ต้องพูดอะไรทุกอย่างมันส่งผ่านดวงตาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวทั้งหมดแทนคำพูดไปเรียบร้อย

    "นิดูตัวดิ๊กินช้างเข้าไปรึป่าว ตัวเบ้อเริ่มเลย"
    "คริ คริ"
    เสียงหัวเราะดังมาจาแฝด เดี๋ยวคุยกันนะ อีก 2 ชม. งานเลิกจะพาไปอพาตเม้นต์ ทั้งสองเริ่มถูกห้อมล้อมด้วยบรรดาพี่ที่ออฟฟิศคะ

    เจคอปโดนสาวๆ(เหลือน้อย)นั่งคุยกระหนุงกระหนิงด้วยความที่เป็นฝรั่งแต่นัยตาจีนเลยเป็นที่หมายปองของคนที่นี่กัน

    ส่วนแฝดก็ถูกพี่ๆเอาขนมมาให้กินซะยกใหญ่นึกตัดพ้ออยู่ในใจว่าทำไมน้า...ตอนเราเข้ามาใหม่ๆไม่มีอย่างี้มั้ง?! 555+

    อาจเป็นเพราะเรา เถื่อน เกินไปก็ได้เนอะใครจะไปเรียบร้อยน่ารักเหมือนชี คริ คริ

    ระหว่างจะกลับเจคอปค่ะบอกว่าขอยู่นี่ต่อเพราะเปรมมากเลยมีสาวมาให้เชยชมถึงที่

    แต่นแต๊น...เพื่อนเรามีของฟากมาด้วยนั่งลุ้นค่ะว่าจะเอาอะไรมาน้าปรากฏว่าควักออกมาจากกระเป๋า... ?! ...แล้วเซง...เลย มียาพ่นกระบอกนึงเสื้อยืดสีขาวโหลนึงและสุดท้ายร้องเท้าแบบอีแตะ เออ...มีแถมด้วยครีมกันแดดสองหลอด "เอามาไมเนี่ย?"

    "อ้าวว ก็อย่างมึงคงไม่ยอมซื้อของพวกนี้ใช้อยู่แล้ว ใส่เข้าไป ไอ้เสื้อเน่า บ้านกูโละ มาทำผ้าขี้ริ้วตั้งนานแล้ว เปลี่ยนซะมั้ง กูรับไม่ได้ ..." และอีกยาวซวยเลย ไม่น่าไปเปิดประเด็น โดนเม้นเป็นหางว่าว

    คือ เจคอปมันค่อนข้างปากร้ายมากเลย ถูกมันเม้งทีแทบเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี มึนไปหลายวันก็ว่าได้ เชื่อป่าวคะ เห็นเป็นผู้ชายหยาบ แบบนี้มันก็มีช่วงเวลาอ่อนไหวเหมือนกัน 

    ขอเม้าส์หน่อยนะ มีวันนึงค่ะระหว่างที่เราส่งงานทาง msn

    "ตึ้ง ตึง เฮ้ยมึงงงงง กูน้าสังสัย?"

    "ไรอีกล่ะ ว่ามาโลด"

    "ช่วงนี้กูเป็นไรไม่รู้ว่ะ อายุก็มากโขอยู่ ไอ้หล่อนี่มึงก็รู้ บ้านกูก็ออกจะรวยแล้วไมว้า ยังหาแฟนแบบเป็นตัวเป็นตนไม่ได้สักคน"

    "คำถามนี้งี้ง่ายมากเลยค่า เจคอปเคยไปส่องกระจกดูรึยาง?"

    "ไมวะ ดูอะไร"

    "อ้าว...ก็หมาในปากไงเลี้ยงไว้แยะขนาดนั้นใครเค้าจะอยากอยู่ใกล้ ใช่มะ"

    "แหม๋ มึงทำปากดี แล้วเป็นไงล่าดันไปจีบเค้าก่อน หน้าแหกมั้ยไหนว่าจะเอาความจริงใจเข้าพิสูจน์ โดนไปเลยของแสลง แห้ว ท้อ ระกำ บ๊วย"

    "มาเป็นชุดเลยตกลงจะปรึกษารึว่าจะมาเยอะเย้ย?"

    "น่านะ บอกกูหน่อยว่าใครว้ามาขโมยหัวใจคนอย่างมึงไปกูรู้จักมึงตั้งแต่ใส่กระโปรงแดงตัวเท่าลูกหมาเห็นมาหลายที่และว่ามึงไม่เคยรับรักใครสักครั้งแล้วอยู่ดีดี๊ มึงเอาเวลาตอนไหนไปจีบผู้ชายว่ะ"

    "อยากรู้อะดิ๊ไม่บอกหรอกปล่อยให้งง กร๊ากกก"

    "ไอ้ที่มาติดกูนะก็ไม่เห็นว่าจะมาจริงใจส๊าค คน สวยนะแต่ไร้สมอง บ้างแค่เปลือกว่ะ"

    "อ้าว...ก็เล่นหยอดคนอื่นไปทั่ว เรื่องมากเลือกมากแล้วใครมันจะมาจริงใจกะเจคอปละจ้า ไม่เปิดใจ แล้วใครจะกล้าเข้ามา"

    "กูไม่รู้ว่ะ มันบอกไม่ถูกใช่ว่ากูกลัวนะโว้ย แต่ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะพูดไรดี ไม่รู้จะต้องทำตัวไง? คือมึงเข้ากูบ้างมะ"

    "ไม่"
    แล้วบทสนทนาบน msn ก็จบลงเท่านั้นแหละ
         
     แต่ความรักของเพื่อนเรามันก็ยังเดินวน วน อยู่เหมือนเดิม นั่นก็คือแสวงหาใครสักคน ส่วนเจ้าหญิงนะเหรอ? มันหยุดแล้วล่ะ ถึงจะจบไม่แฮ๊บปี้เอนดิ้ง เหมือนนิยายรักทั่วไป ก็ไม่เป็นไร ยังไงต้องขอบคุณเค้านะ "สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง"
        
    "อะไรเนี่ย" เสียงนี้ดังมาขัดอารมณ์อย่างแรงขณะที่กำลังบิ้วอยู่ดี ดี
    "ไหน มาดูมั่งดิ๊" ตามมาประสมโรงจากเจคอป "อะไรอ่า" เสียงประสานจากทั้งคู่ มันเป็นกระดาษแผ่นสีเขียว ที่ข้างในระบุผลการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาล ที่กรุงปักกิ่ง

    ไอ้แผ่นนี้จริงๆมันไม่ควรมีเลยนะ แต่ดันได้มาหลังจากที่ล้มอยู่กลางถนนครั้งที่อาการหอบมันดันกำเริบเนื่องจากลืมพกยาพ่นไปแล้วมีคนหามไปส่งที่โรงพยาบาล

    ในนั้นมันระบุทุกอย่างที่เป็นความจริง ผลไม่ไม่ค่อยดีเท่าไร เลยไม่อยากเล่า แต่ไอ้ 2 คนนั้นมันดันเห็นแล้วเลยโดนสวดไปซะยับ หูปานเลยละฟังกันไม่ทันว่ากี่กระทง เลยรอค่ะ ให้มัน

    เหนื่อย และหยุดไปเองก็บอกไปว่าไม่ต้องกังวลซะขนาดนั้นมันเป็นแค่ตัวหนังสือ
    บนกระดาษแผ่นเดียว อย่าไปจริงจังกับมันมาก
        
    ช่วงเวลาที่ ทั้งคู่มาเยี่ยมนี้มันวิเศษสุดอาจไม่ได้ไปเที่ยวไหนด้วยกันสามคนสักเท่าไร่ แต่ก็OK นะ คุ้มค่ากับการอยู่ด้วยกัน อ่ะเดี๋ยว...เกือบลืม มีเรื่องจะเล่าแถมให้ก่อนที่ทั้งคู่จะกลับเมืองไทย ไม่กี่วันค่ะ

    เจคอป บ่นงุ้ง งิ้ง เป็นหมีกินผึ้งว่าอยากไปเที่ยวมาตั้งหลายวันยังไปไหนไม่จุใจ เลยจัดให้ตามคำขอค่ะไปทัวร์กันโดยนั่งรถเมล์จากที่พักเข้าเกือบถึงชานเมือง(เหมือนตัวอำเภอบ้านนอก แบบบ้านเรา)

    มันจะกันดานหน่อยจะมีแอ่งน้ำคล้ายทะเลสาบก็ว่าได้ตอนกลางคืนจะมีหิ่งห้อยเป็นพัน เรืองแสงราวกับดวงดาว สวยมากแต่คนแถวนี้ค่อนข้างชินตา

    คนที่ตื่นเต้นก็มาจากที่อื่นทั้งนั้นรวมทั้งเจ้าสองตัวแสบนี่ด้วยจากนั้นตบท้ายด้วยบะหมี่เย็นอาหารสุดไฮโซริมถนนที่เจ้าหญิงโปรดปรานแล้วก็พาสองลิงกลับกันด้วยความเหนื่อยบวกอิ่มเลยเผลอหลับคะแบบไม่รู้ตัวสะดุ้งตื่นอีกที มันไม่มีใครบนรถเลย

    คนขับ!มายแฝด!เจคป!...และผู้โดยสารคนบนรถเมล์ตะกี้หายไปไหนกันหมด?

    แม่เจ้า!! แต่รถยังวิ่งเอง ไฟก็ติดๆดับๆอาการรนเข้าแทรกตาแตกวิ่งอยู่บนรถไปมาคนเดียวหลายรอบ นึกอยู่ว่าจะทำไงดีว้า?

    ไม่ได้การแล้วเหมือนคนบ้าใจไม่อยู่กะเนื้อกะตัวเลยตกลงกระโดดลงจากรถเลย...เข้าข้างทางป่ารกทึบสูงชันด้วยดงหญ้าแต่!! รถมันยังวิ่งต่อ!!! มันยิ่งกว่าภาพหลอนขาก็เคล็ดจากการกระโดดเมื่อกี้

    สติเริ่มแตกทันใดนั้น...หางตาก็หันไปเห็นกลุ่มคนมากมายยืนมุงอยู่...สายตาของคนทุกคู่มองมาที่เราคนเดียว...!!!...ราวกลับว่า

    ** บอกเป็นนัย **

     
    เมื่อไหร่ว้า?



























    มึงจะมาช่วยกูเข็น?!

    รถเครื่องดับคร๊าบพี่น้อง!!!  *o*

    .....................................................................................................
    Pяιncєss